ทำความรู้จัก ​Functional Behavior Assessments(FBA) และ Behavior Support Plans(BSP) กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก ทางกิจกรรมบำบัด

แนวคิดนี้เริ่มมาจาก ครูมักจะพบปัญหาว่าเด็กที่ตนเองสอนอยู่แสดงอาการ เบื่อ เหนื่อยหน่าย เวลาที่เรียนบางวิชา เช่น เด็กไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ ทุกครั้งที่เรียนวิชานี้ ก็จะไม่ตั้งใจเรียน ไม่จดจ่อ ไม่สนใจ ไม่ทำการบ้าน ผลการเรียนจึงออกมาแย่

credit : https://sochel.wikispaces.com/Jonathan+Sochel+Home...

โจทย์ที่ยากของครูคือ จะทำอย่างไรเด็กจึงจะกลับมามีความสุขกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์…….นักกิจกรรมบำบัดก็เป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่สามารถประยุกต์วิธีการนี้มาใช้ได้

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมาเราจะสามารถอธิบายได้ 3 แนวทางคือ

1. ด้าน Physiological เช่น ดูพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็ก (temperament) ว่าเป็นแบบใด easy, difficult, and slow-to-warm-up (Thomas & Chess 1977) สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่https://en.wikipedia.org/wiki/Temperament และการแสดงออกของพฤติกรรมในแต่ละแบบเป็นแบบใด

2. ด้าน Cultural จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์การเรียนรู้ในอดีต ที่เกิดจาก บริบท ครอบครัว กลุ่มเพื่อน สังคมแวดล้อม หรือสัญชาติ

3. ด้าน Environment สิ่งแวดล้อมทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน เช่น สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน

ตัวอย่าง เมื่อพฤติกรรมของเด็กที่ไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้น เช่น

เด็ก(Hispanic student) >>>>หิว (Physiological reason) ทำให้เวลาครูสอน เด็กมีพฤติกรรม tantrum แสดงอารมณ์หงุดหงิด งอแง ไม่ร่วมมือ เพื่อ หลีกเลี่ยงการเรียน จากนั้นครู(White teacher) ปรับความเข้าใจ Culture ของเด็ก ปรับ ภาษาและการสื่อสารที่เหมาะสม ปรับ รูปแบบการเรียนและวิธีการสอนเพื่อใช้กับเด็กคนนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายเด็กคนนี้ ร่วมมือในการเรียนเพิ่มมากขึ้น ลดพฤติกรรมไม่เหมาะสม

การใช้ FBA ถ้า Therapist สามารถค้นหาความสามารถในการทำพฤติกรรมของเด็กได้ก็จะพัฒนา BSP ได้ และถ้าเปลี่ยนความสามารถที่มีร่วมกับตัวเสริมแรงที่เหมาะสม ก็จะทำให้พฤติกรรมที่เราไม่ต้องการลดลงหรือหายไปได้ กฎนี้มาจาก Law of effect ของ Thorndike(1905) สามารถค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Law_of_effect

FBAมีความสำคัญเพราะสามารถนำไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน หรือการรักษา และ FBA จะบอกวิธีการในการนำไปใช้อีกด้วย เราสามารถแบ่ง FBA ได้เป็น 3 แบบ

1. Indirect assessment จะใช้การสัมภาษณ์ การทำ checklist การทำแบบประเมินแบบ rating scale เป็นต้น วิธีนี้ง่ายต่อการใช้ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย ข้อมูลจะได้มาจากการสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครอง นักบำบัดรวมถึงตัวเด็ก ข้อมูลที่ได้จะเป็นแบบ Subjective โดยวิธีนี้ต้องให้ความสำคัญกับค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ทั้งค่าความเที่ยงและความตรงด้วย เมื่อได้ข้อมูลแล้วต้องนำมาสรุป ก่อนอื่นต้องรู้ความหมายของศัพท์ในขบวนการเพื่อนำไปเขียนสรุป

นิยามคำศัพท์

1. Functional Behavior Assessments (FBA) คือการประเมินพฤติกรรมในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการในบริบทจริง เพื่อนำมาวางแผนในการปรับทักษะให้ดีขึ้น

2. Behavior Support Plans (BSP) คือ แผนการปรับพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเกิดทักษะต่างๆ

3. Setting event คือ สถานการณ์นั้นๆที่จัดขึ้น และเด็กได้รับข้อมูลสะท้อนกลับโดยตรง ตัวอย่างเช่น ครูบอกนักเรียนว่า “เธอทำผิดวิธี รู้ใช่ไหม? ลองทำอีกทีซิ!!”

4. Antecedent คือ สถานการณ์ก่อนที่จะเกิดพฤติกรรมขึ้น เช่น ครูบอกให้เด็กเริ่มทำงานอีกครั้ง

5. Behavior คือ พฤติกรรมที่ตอบสนอง ตัวอย่างเช่น เด็กตีตัวเอง และพูดคำหยาบ

6. Consequence คือ เหตุการณ์ทันทีภายหลังจากเกิดพฤติกรรม ตัวอย่างเช่น ครูพาเด็กออกจากห้องเรียนทันที

ตัวอย่างรูปแบบการสรุปของแบบที่ 1 indirect assessment

2. Descriptive analysis วิธีการนี้จะเป็นการสังเกตพฤติกรรมโดยตรง (direct assessment) ในบริบทจริงของเด็กทั้งพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี เช่น ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดในคาบเรียนของวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือ เกิดที่บ้าน ก็ต้องสังเกตในที่จริง วิธีนี้ข้อมูลที่ได้จะเป็นแบบ Objective โดยใช้การวิเคราะห์แบบ เอ-บี-ซี (ABC analysis)

ตัวอย่าง ABC analysis form

ABC analysis เป็นรูปแบบ Qualitative research โดย ครู ผู้ปกครอง Behavior specialist School psychologist หรือ นักกิจกรรมบำบัดเอง ต้องสังเกตพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม เช่น

-สังเกตพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ยิ้ม ร่วมมือ ขยัน ฯลฯ เมื่อครูชม

-สังเกต พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ตีหัวตัวเอง กัดแขนตัวเอง กัดเล็บตัวเอง กระทืบเท้าฯลฯ เมื่อวิธีการสอนของครูน่าเบื่อ

สังเกตในบริบทจริง และต้องบันทึกความถี่ จำนวน ความแรงของพฤติกรรม และบันทึกเชิงการเล่าเรื่อง (narrative) วิธีการนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ และการฝึกฝนบ่อยๆ ของผู้สังเกต โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน หากยังไม่ได้ผลสามารถขยายได้เป็น 5 วัน หรือถ้าไม่ได้ผลเลยต้องวิเคราะห์การรักษาใหม่

หลังจากนั้นนำข้อมูลมาสรุปดังนี้

3. Functional analyses เป็นวิธีการสังเกตโดยตรงและเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยเน้น การวิเคราะห์ความสามารถของผู้รับบริการ วิธีนี้มักใช้กับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน (severe) และมักทำในบริบทคลินิก เมื่อได้ข้อมูลควรสรุปดังเช่นวิธีที่ แรกและวิธีที่สอง

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 วิธีนี้ มักสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร เมื่อเราได้ FBA แล้ว ต้องนำมาเขียน BSP ต่อ โดยหลักการเขียนมีดังนี้

1. ต้องให้ความสำคัญกับบริบทสิ่งแวดล้อม เช่น ห้องเรียนมีการเปลี่ยนครูใหม่ไหม

2. การวางแผน จากการทำ FBA ที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมขณะทำกิจกรรม functional behavior และ การปรับสิ่งแวดล้อม

3. อิงหลักการและกฎของพฤติกรรมมนุษย์

โดยจะให้ความสำคัญ 3 อย่าง คือ

1. การสอนทักษะรายบุคคล เพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

2. ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

3. ถ้าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กไม่ได้รับการตอบสนอง เขาก็จะหยุดการทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น

ทั้งนี้ต้องจัด(fit)ให้เข้ากับการให้คุณค่า(value) และ ทักษะต่างๆ(skills) ของเด็ก ดังแผนภาพ

เอกสารอ้างอิง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัด



ความเห็น (0)