รักของคนชรา

ที่ผมเลือกเรียนสูตินรีเวข นั่นก็เพราะรักผู้หญิง ผมเคยพูดแบบนี้บ่อยๆจนหลายคนเริ่มจำได้

ผมไม่เรียนเป็นหมออายุรกรรมก็เพราะเบื่อโรคเรื้อรัง ไม่ชอบดูแลคนไข้เรื้อรัง ไม่อยากรักษาเบาหวาน ความดัน หัวใจ ไขข้ออักเสบ หรืออะไรก็ตามที่ต้องเจอกันจนตายไปข้างหนึ่ง

แต่ในบางครั้ง ชีวิตก็ไม่สามารถเลือกเองได้เสียทุกครั้งไป เพราะท้ายที่สุด ชีวิตผมตอนนี้ก็ต้องรักษาคนไข้นรีเวชที่สูงอายุเป็นงานหลัก ทุกๆเช้าวันอังคาร ใครที่ไปหาผมที่คลินิกจะพบว่า คนไข้ที่นั่งรอตรวจอยู่นั้น มีอายุเฉลี่ยเกินวัยเกษียนไปแล้วเกือบทั้งนั้น บางคนต้องนั่งรถเข็นเพราะเดินไม่ไหว (แก่เกินไป) เจ็บเข่า ข้อเข่าเสื่อม (นั่นก็เพราะว่าแก่เกินไป) บางคนต้องนอนบนเปลนอน เพราะแกป่วยติดเตียง (นั่นก็เกิดจากอาการแก่เกินไป) บางครั้งขณะนั่งตรวจอยู่ ก็มีโทรศัพท์จากลูกสาวคนไข้ว่าแม่มาตรวจตามนัดไม่ได้ ผมก็ถามไปว่าคุณยายเป็นอะไร เสียงปลายสายก็ตอบมาว่า "แม่เสียแล้ว เพิ่งเผาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองค่ะ พอดีเพิ่งหายยุ่ง เลยจำได้ว่าหมอนัดไว้"

บางครั้งคนที่ด่วนตายจากไปก็คือคู่ชีวิต

ผมเคยดูแลคุณยายคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ยายมาหาผม แกจะพาคุณตามาด้วย (อันที่จริงต้องบอกว่า คุณตาเป็นคนพามาต่างหากสินะ) คุณตาแกจะแต่งตัวเสียเรียบร้อย หวีผมเรียบแปล้ สวมชายเสื้อไว้ในกางเกง ใส่รองเท้าหนัง และหิ้วกระเป๋าเจมส์บอนด์มาด้วยเสมอ วันหนึ่งคุณยายมาตรวจเพียงคนเดียว และขอใบส่งตัวเพื่อจะไปตรวจรักษาต่อที่กรุงเทพ ผมก็ถามว่าตาไปไหน แล้วจะไปกรุงเทพทำไม แกก็บอกว่า "ตาตายแล้ว นอนหลับไปเฉยๆ น่าอิจฉาตาจังเลย ยายจึงต้องไปอยู่กับลูกที่กรุงเทพ ลูกๆไม่อยากให้ยายอยู่บ้านคนเดียว" วันนั้นผมจำได้ว่า แอบกลืนน้ำตาตัวเองลงคอไปหลายอึก แล้วก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนรุ่นพี่ที่ศิริราช เพื่อช่วยรับยายไว้ดูแลต่อ

คนไข้หลายคน ก่อนจะออกจากห้องตรวจก็มักจะมาจับมือผมเพื่อขอบคุณ "ไม่รู้ปีหน้าจะได้เจอกันอีกไหมนะหมอนะ"

"ฮาย อย่างเตินนั้น ยมบาลยังไม่อยากเอาไปหรอก ใจเย็นๆ หมดเวรเมื่อไหร่แกก็มารับไปเองแหละ" บางครั้งผมก็ตอบไปอย่างนี้ ก่อนที่ยายจะหัวเราะแล้วเดินออกไป

"ไม่รู้เมื่อไหร่จะตายๆไปซักที" บางคนก็บ่นแบบนี้ "ไม่รู้เหมือนกัน แต่หากเตินไปแล้วนั้น ไม่ต้องมาบอกหมอนะ หมอกลัว" ผมตอบไปแบบนี้ คนแก่ซึมเศร้าเมื่อสักครู่ก็พลอยได้หัวเราะออกมาบ้าง

คนไข้บางคนมีลูกหลานมาคอยดูแลมากมาย แต่นั่นแหละ เมื่อมีคนประเภทเมื่อครู่ มันก็ต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

นานมาแล้ว ผมได้ดูแลคุณยายท่านหนึ่ง ท่านจะมาตรวจพร้อมผู้หญิงวัยกลางคนท่านหนึ่งเสมอๆ ไอ้ผมก็นึกว่าเป็นลูกสาว จนมาถึงวันที่เราจะคุยกันเรื่องผ่าตัด จึงได้รู้ว่าพี่สาวคนนั้น (อันที่จริงเรียกว่าป้า น่าจะถูกกว่านะ) เป็นเพื่อนบ้านต่างหาก ยายอยู่บ้านเพียงคนเดียว แกมีลูก ๒ คน ซึ่งทำงานอยู่เมืองนอกทั้งคู่ นานๆจะกลับบ้านสักครั้งหนึ่ง ยายไม่มีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะลูกส่งเงินมาให้ใช้ไม่เคยขาดมือ ยายขาดเพียงอย่างเดียว คือขาดคนอยู่ด้วย แม้กระทั่งวันผ่าตัด ยายก็มีเพียงป้าเพื่อนบ้านคนนั้นมานอนเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงคนเดียว คนเดียวจริงๆ

ผมไม่ได้เจอยายมานานแล้ว

เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ผมเจอคนไข้เก่าที่ไม่ได้ดูแลกันมานานเกือบ ๕ ปี ท่านเข้ามาพร้อมรถเข็นนั่งโดยมีลูกสาวเป็นผู้เข็นเข้ามาพบผม

ผมยกมือไหว้ทั้งคู่ก่อน เพราะทั้ง ๒ ท่านมีอายุรวมกันแล้วก็ยังมากกว่าแม่ผม ๒ คนรวมกันเสียอีก (เอ๊ะ พ่อมีเมียคนเดียวนี่นา) คุณยายอายุกว่า ๘๐ ส่วนลูกสาวก็ราว ๕๐ เศษกลางๆ

คนเป็นแม่มีหลายโรค เบาหวาน ความดัน กระดูกผุ กระดูกสันหลังเสื่อม นี่จึงเป็นเหตุให้ต้องนั่งรถเข็นเข้ามา อันที่จริงแกก็เดินได้ แต่ท่านเคลื่อนไหวช้าๆ ใช้ไม้เท้าช่วยค้ำจุน

"หมอรู้มั้ย อั๊วะไม่ได้เป็นอะไรมากมายหรอก อีแกบังคับให้อั๊วะมาหาหมอหรอก" ยายหมายถึงลูกสาว

"แหม มีลูกสาวดูแลอย่างดีแบบนี้ ดีออก มาเหอะ จะได้เจอหน้าหมอบ้าง" ผมตอบไป

หลังจากได้คุยกันพักหนึ่ง ผมจึงขอตรวจภายในและให้คุณยายขึ้นไปนอนบนเตียงตรวจ

แกก็ค่อยๆลุกจากรถเข็น เปลี่ยนผ้า ถอดแผ่นรองซับขนาดใหญ่ออก แล้วค่อยๆปีนขึ้นเตียงตรวจอย่างช้าๆ ผมสังเกตเห็นว่าคุณยายจมูกแดงๆ ตาชื้นๆ จึงหันไปหาลูกสาว

"คุณยายเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่า หมอสังเกตเห็นแกร้องไห้" ผมกระซิบถาม

"พ่อเพิ่งเสียไปเมื่อเดือนที่แล่วน่ะหมอ แกยังไม่หายเศร้า"

ไม่ทันสิ้นเสียงกระซิบ ยายก็พึมพัมออกมา "สามีอั๊วะรีบด่วนตายไปซะก่อน ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงเวลาของอั๊วะบ้าง"

"โถ คุณยาย แกไม่ได้รีบด่วนตายไปหรอกครับ แกคงตายเพราะแก่นั่นแหละ เกือบ ๙๐ แล้วไม่ใช่เหรอ" ผมแซวและหวังว่าจะได้ช่วยให้ยายคลายเศร้าลงได้บ้าง

"๙๐ กว่าแล้ว ไม่ใช่เกือบ" แน่ะ จำแม่นเชียว

"นั่นซี แกตายไปแล้วก็สบายไปแล้วนะยายนะ สงสัยป่านนี้ไปติดสาวบนสวรรค์แล้วมั้ง อยู่กับยายมานานแล้ว แกคงเบื่อ ให้แกไปมีเมียน้อยบนสววรค์บ้างนะยายนะ" ผมยังไม่จบกระบวนการแซว

"สามีอั๊วะแกเป็นคนดี ไม่มีเมียใหม่หรอกหมอ ป่านนี้แกคงปฏิบัติธรรมรออั๊วะอยู่บนนู้นแหละหมอ แกชอบปฏิบัติธรรม"

ผมชำเลืองตามองไปทางลูกสาวที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ แล้วบอกผมว่า "คู่นี้เค้ารักกันมากนะหมอ หลอกแกไม่สำเร็จหรอก"

"อ้าว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรอไปก่อนนะ เพราะหมอดูแล้ว ยายยังอยู่ได้อีกราว ๑๐ ปี แข็งแรงออกจะขนาดนี้" ผมเปลี่ยนทางเล่น

"อั๊วะก็คิดอย่างนั้น ใจนึงก็อยากตายเสียที แต่อีกใจนึงก็ยังตายไม่ได้ อั๊วะตายไปแล้วใครจะอยู่กับอีล่ะ อยู่เป็นโสดอย่างนี้จะมีใครอยู่กับอีหากอั๊วะตายไป เฮ้อ" แล้วเค้าสองคนก็จับมือกัน

เพียงแว๊บหนึ่ง ผมแอบเห็นน้ำตาของลูกสาวคนที่ยืนอยู่ข้างๆ และเพียงแว๊บหนึ่งเช่นกัน ที่ผมต้องรีบกลืนน้ำตาก้อนนั้นลงคอไป

ธนพันธ์ กำลังอินกับความรักของคนชรา

๒๘ กค ๕๘ สองยามครึ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เฮ้อ..เนี่ยะแหละ ชีวิต..

มีดอกไม้มาฝากเจ้าค่ะ..(.แก่รึยังก็ไม่ทราบอ้ะะ)...ยายธี