ครั้งหนึ่งในชีวิต .......เกิดอะไรกับผม

วันที่ 23 มิถุนายน 2558 ผมได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเชิงปฎิบัติการด้านการท่องเที่ยว ที่โรงแรมแมนดาริน ผมมีโอกาสได้พบสุภาพสตรีที่น่าสนใจ 2 ท่าน ท่านแรกได้รับการแนะนำจากนักจัดรายการจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ระหว่างช่วงพักดื่มกาแฟ ได้รับการแนะนำว่าเป็นคุณทีมหมอในโครงการของพระเทพฯ เนื่องจากมีเวลาน้อยทำได้แค่แนะนำตัวและมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ฯ ผมได้ให้นามบัตรไว้กับคุณหมอ และคุณหมอได้จดชื่อ e-mail address และเบอร์โทรศัพท์ ลงบนแผ่นกระดาษให้ผม

ส่วนท่านที่สอง เป็นหนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนา ท่านนำเสนอในมุมมองที่ยังไม่มีใครยกขึ้นมาก่อน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ผมรู้สึกทึ่งมาก เมื่อจบการเสวนา จึงรีบวิ่งเข้าไปแนะนำตัวเองกับวิทยากรท่านนั้น สำหรับท่านที่สองนี้มีโอกาสได้สนทนาและถ่ายรูปร่วมกัน

ช่วงหัวค่ำระหว่างนั่งเช็ค e-mail และเตรียมส่ง e-mail ถึง สุภาพสตรีทั้งสองท่านที่ได้พบเมื่อบ่ายวันนี้ ได้รับ e-mail จากสุภาพสตรีท่านแรกที่ว่าเป็นคุณหมอ ขอให้ผมส่งข้อมูลของมูลนิธิไปให้พิจารณา เนื่องจากฟังผมแนะนำแล้วเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมากสามารถช่วยคนได้เป็นจำนวนมาก และคุณหมออยากมีส่วนร่วมในโครงการนี้

ผมได้ตอบ e-mail ของสุภาพสตรีท่านแรกพร้อมส่งเอกสารมูลนิธิฯไปให้พิจารณา และส่ง e-mail ถึงสุภาพสตรีท่านที่สอง พร้อมแนบเอกสารข้อมูลของมูลนิธิฯ ไปให้เช่นกัน

วันที่ 24 มิถุนายน 2558 ได้รับ e-mail ตอบกลับจากสุภาพสตรีทั้งสอง ท่าน ต่างพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยโครงการของมูลนิธิฯ แต่เนื่องจากผมจะต้องเดินทางไปเกาะ พี พี และจะเดินทางกลับกรุงเทพปลายเดือน มิถุนายน จึงตอบ e-mail ท่านสุภาพสตรีทั้งสองท่านไปว่า จะโทรศัพท์ไปหาเพื่อนัดหมายคุยรายละเอียดเพื่อหาแนวทางในการมีส่วนร่วมโครงการของมูลนิธิฯ ในวันที่ 30 เมษายน หลังจากกลับจากการประชุมที่เกาะ พี พี

วันที่ 30 มิถุนายน โทรไปหาสุภาพสตรีท่านแรกที่เป็นหมอ คุณหมอแจ้งว่ากำลังจะเดินทางไปประเทศลาวในวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 และชวนผมร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อให้ไปดูกิจกรรมที่คุณหมอทำอยู่ซึ่งเป็นการช่วยเหลือคนลาวและคนไทย เพื่อให้ผมพิจารณาว่าจะต่อยอดกิจกรรมของทั้งสองฝ่ายได้อย่างไร ( ผมเข้าใจว่าเป็นการเดินทางเป็นคณะของหมอในโครงการของพระเทพฯ) ผมได้สอบถามถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คุณหมอแจ้งว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ผมจึงได้ตอบตกลงไป แต่ขอพบก่อนเพื่อสอบถามรายละเอียดเรื่องกำหนดการเดินทาง โดยได้ตกลงนัดพบกันที่ กระทรวงสาธรณสุข ในวันที่ 2 กรกฎาคม เวลา 17.00 น

วันที่ 2 กรกฎาคม ผมไปพบคุณหมอที่กระทรวงสาธารณสุข ตามเวลา 17.00 น แต่คุณหมอแจ้งว่ายังติดงานอยู่จะเสร็จประมาณ 19.00 น และนัดพบสถานที่ใหม่ จึงตกลงพบกันที่ The Mall ถนนงามวงศ์วาน เวลา 19.00 น ผมจึงถือโอกาสไปรอที่ The Mall เลย โดยไปถึงที่ The Mall เวลาประมาณ 17.30 น และเดินฆ่าเวลาจนถึง 19.00 น คุณหมอโทรมาว่ากำลังจะออกจากที่ประชุม ผมเข้าใจว่าคุณหมอคงมาถึง The Mall ไม่เกิน 15 นาที จึงเข้าไปนั่งรอคุณหมอที่ร้าน MK SUKI โดยยังไม่ได้สั่งอะไร รอจนถึง 20.00 น คุณหมอก็ยังมาไม่ถึง เกรงใจทางร้านมากเพราะมานั่งตั้ง 1 ชั่วโมงแล้วยังไม่ได้สั่งอะไรทานเลย จึงสั่งเป็ดมานั่งทานก่อน คุณหมอมาถึงร้าน ประมาณ 20.30 น ระหว่างทานอาหาร คุณหมอได้คุยและนำรูปภาพที่ประเทศลาวที่คุณหมอแจ้งว่าจะทำเป็น Home Stay เพื่อสร้างคนท้องถิ่นให้มาดูแล และแจ้งว่าคุณหมอจะต้องเดินทางไปล่วงหน้าก่อนผม และให้ผมบินตามไปพบคุณหมอที่สนามบินอุบลราชธานี ในวันที่ 7 ก.ค. เพื่อเดินทางเข้าประเทศลาว สำรวจสถานที่ และเข้าไปพบกับเจ้าแขวงลาว และค้างคืนที่ลาว วันที่ 8 กลับเข้ามาที่ฝั่งไทย และค้างคืนกับชาวบ้านเพื่อดูชีวิตความเป็นอยู่ และวันที่ 9 คุณหมอจะส่งผมที่สนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ และให้ผมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเอง ผมได้ปฎิเสธว่าถ้าเป็นเช่นนี้ผมไม่ไป คุณหมอจึงแจ้งว่าถ้าเช่นนั้นคุณหมอจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ผมเอง เพราะอยากให้ผมไปเห็นและช่วยให้คำปรึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ และถ้าเป็นไปได้ก็จะจ้างผมเขียนแผนโครงการให้ ผมจึงแจ้งไปว่าเอาอย่างนี้และกัน ให้คุณหมอเป็นผู้รับผิดชอบการเดินทางครั้งนี้ โดยผมจะช่วยเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำแผนให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และผมจะนำเพื่อนร่วมงานไปด้วยอีกคนเพื่อกลับมาจะได้ช่วยกัน คุยกันไปทานกันไปจนถึงเวลาปิดร้านจึงแยกย้ายกันกลับ และตกลงที่จะส่งสำเนาหนังสือเดินทางของผมกลับเพื่อนเพื่อให้คุณหมอไปจัดการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผมและเพื่อน

วันที่ 3 กรกฎาคม ผมพบกับเพื่อนอีกคนที่เขามีความชำนาญเรื่องการทำธุรกิจกับคนลาว และรู้จักคนใหญ่คนโตในลาวหลายคน สนใจที่จะไปกับผมถ้าคุณหมอไม่ขัดข้อง โดยเขาจะเป็นผู้ออกค่าใชเจ่ายของเขาเอง จึงโทรแจ้งคุณหมอว่าตกลงทางผมจะไปกันทั้งหมอ 3 คน โดยคุณหมอเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายของผมและเพื่อนที่ไปทำงานให้คุณหมอโดยไม่ได้คิดค่าตัว ส่วนเพื่อนอีกคนเขาเป็นพ่อค้า เขาจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง เนื่องจากเขาอาจมีผลประโยชน์ร่วมในการเดินทางครั้งนี้ คุณหมอก็ไม่ได้ว่าอย่างไร ผมจึงส่งสำเนาหนังสือเดินทางของเพื่อนที่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้คุณหมอนำไปซื้อตั๋วเครื่องบินและแจ้งราคาตั๋วมาเพื่อจะได้โอนเงินไปให้คุณหมอ

วันที่ 4 ก.ค. ทั้งวันไม่สามารถติดต่อคุณหมอได้ เพราะต้องการทราบเรื่องเที่ยวบิน จนช่วงค่ำจึงติดต่อคุณหมอได้ คุณหมอแจ้งว่าติดธุระทั้งวันไม่ว่างเลย และแจ้งว่าตกลงการเดินทางต้องเปลี่ยนแปลงการเดินทาง โดยให้ผมและเพื่อน รวม 3 คน ขับรถกันไปเองที่โครช และพบกับคุณหมอที่โรงพยาบาลที่โคราช ในวันที่ 6 ก.ค. ไม่เกินเวลา 17.00 น คุณหมอจะเช่ารถตู้เพื่อเดินทางร่วมกันทั้งหมด 7 คน (ฝ่ายผม 3 คน ฝั่งคุณหมอ 4 คน) เพื่อการเดินทางครั้งนี้

ผมคิดว่าจะไม่ไปยกเลิกการเดินทางเพราะไม่มีอะไรแน่นอนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เพื่อนของผมอีก 2 คนอยากไปเพราะต้องการให้ถึงที่สุด รู้ให้จริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดจึงตกลงตามนั้น

วันที่ 5 ก.ค. คุณหมอโทรมาขอให้ไปรับคุณหมอตอน 9.00 น วันที่ 6 ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต และขอติดรถไปโคราชด้วย หลังจากนั้นปล่อยให้คุณหมอดูงานที่โรงพยาบาล หลังจากคุณหมอเสร็จงานจึงเดินทางโดยรถตู้ไปค้างคืนที่อุบล และวันที่ 7 ค่อยเดินทางไปประเทศลาว

วันที่ 6 ก.ค.นัดเพื่อทั้งสองคนพบผมที่บ้านเวลา 8.00 น เพื่อขับรถไปรับคุณหมอ (ประมาณ 7.00 น ได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอว่า ขณะนี้คุณหมออยู่ที่สระบุรีแล้ว มาดูงานที่โรงพยาบาลที่สระบุรี ให้มารับคุณหมอที่สระบุรีด้วย พอไปถึงที่นัดพบที่สระบุรีตอน 9.00 น คุณหมอแจ้งว่างานคุณหมอจะเสร็จประมาณ 11.30 น ขอให้รอคุณหมอด้วย จะได้ติดรถไปที่โคราช ปรากฎว่าพบคุณหมอเวลา 13.00 น จึงเริ่มออกเดินทางไปที่โคราช ไปถึงโคราชประมาณ 15.30 น เสียเวลารอคุณหมอที่โคราชและรอรถเกือบ 3 ชั่วโมง สรุป คุณหมอไม่สามารถหาเช่ารถตู้ได้ จึงให้รุ่นน้องตีรถจากอุบลมารับ ที่โคราช เป็นรถกะบะ นั่งกันมา 5 คน จนถึงบุรีรัมภ์ มีรถกะบะอีกคันที่ตีมาจากอุบล มาสมทบ และขับตามกันมา 2 คัน ผมและเพื่อนั่งรถคันที่ตีมาสมทบที่ บุรีรัมภ์ และคุณหมอกับเจ้าของรถที่ตีไปรับที่โคราชนั่งมาอีกคัน ถึงชายแดนอุบลติดกับประเทศลาว ตีสองกว่าๆ เข้าพักที่รีสอร์ท

วันที่ 7 ก.ค.ออกจากรีสอร์ท เพื่อไปไหว้พระที่วัดริมฝั่งโขง และชมท่าข้ามฝากท้องถิ่นของเอกชน ก่อนนั่งเรือข้ามฝากไปที่ฝั่งลาวไปขึ้นที่ด่านท้องถิ่น ต้องต่ายขึ้นฝั่งสูงขนาดตึก 5 ชั้น นั่งรถเก๋ง 3 ตอน เข้าไปติดต่อแวะเยี่ยมคนไทยที่ไปลงทุนที่ลาว ทานกลางวันและกลับฝั่งไทยเกือบไม่ทันเวลาด่านปิด และไปค้างคืนที่บ้านของจ่าตำรวจที่ขับรถไปรับที่บุรีรัมภ์ (เข้าใจว่าเป็นแฟนของคุณหมอ) ทานข้าว และคุญกับชาวบ้านเป็นที่สนุกสนาน

วันที่ 8 ก.ค.รอคุณหมอทำธุระจนถึง 11.00 น จึงออกจากอุบล โดย นั่งกันมา 5 คน จ่าตำรวจเป็นผู้ขับ ผมนั่งหน้า เพื่อนของผม 2 คนและคุณหมอรวม 3 คนนั่งด้านหลัง มาถึงโคราช เกือบ 18.00 น หลงทางในตัวเมืองโคราช เอารถที่โรงพยาบาลและขับรถกลับกรุงเทพ ร่วม 19.00 น โดยคุณหมอแยกไปทำธุระต่อ กับจ่าตำรวจ ผมและเพื่อนแวะทานข้าวที่สระบุรี ในเวลาเกือบ 21.00 น และกลับมาถึงกรุงเทพ เวลา เกือบ 23.00 น

เป็นการเดินทางที่เหนื่อยมาก ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย ได้ไหว้พระแค่วัดเดียว นั่งรถทั้งวัน แถมวันที่ไปประเทสลาว แย่ที่สุด ที่ลาวไม่ได้ดูอะไรเลย นั่งรถเก๋ง 3 ตอน อัดกัน 8 คน ขึ้นๆลงๆตลอดเวลาเพราะคุณหมอแวะไปหาใครต่อใคร และคุยอะไรกันไม่ทราบเป็นเวลานานๆ ปล่อยให้พวกผมยืนรอเหมือนกับเป็นผู้ติดตาม ตอนขึึ้นลงฝั่งลาวอันตรายมาก ไม่มีบันได้ขึ้นลง ต้องต่ายขึ้นลงกันเอง ผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งหกล้ม ได้แผลทั้งไปและกลับ ดีที่ผมไม่เป็นอะไร แต่ก็เพลียมาก

เห็นใจจ่าตำรวจมาก วันที่ 6 ต้องตีรถจากอุบลเพื่อไปรับพวกผมที่จังหวัดสุรินทร์ วันที่ 7 ตื่นแต่เช้าและร่วมเดินทางลาวทั้งวัน พอช่วงเย็นจ่าตำรวจก็ต้องเข้าครัวทำกับข้าวให้พวกเราทาน ก่อนจะแยกย้ายไปนอนก็ประมาณ 23.00 น เช้าตื่นแต่เช้าประมาณ 6.00 น ต้องมาทำกับข้าวเช้าให้พวกเราทานกันอีก พอ 11.00 น ก็ต้องขับรถมือเดียวพาพวกเราไปส่งที่โคราช และทราบว่าต้องตีกลับอุบลเลย ผมได้ขอให้เขานอนค้างอย่าขับกลับอุบลคืนนั้นแต่ก็ไม่ทราบว่าเขาเชื่อหรือไม่ ทุกอย่างอยู่ที่คุณหมอเพียงคนเดียว

ผมถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีการนั่งทบทวนและถามตัวเองว่า ผมตอบตกลงไปกับเขาได้อย่างไร ตอนแรกเขาชวนผมคนเดียว และพาไปฝั่งลาว ถ้านำผมไปปล่อยไว้ที่ลาว ผมจะทำอย่างไร หรือตอนนั่งรถไปที่ฝั่งลาว และกลับมาที่ฝั่งไทย เกิดมีการนำของผิดกฎหมายเข้ามาและถูกจับได้จะทำอย่างไร และอื่นๆที่อาจเป็นไปได้หลายอย่าง ป

ผมสอบถามคนที่แนะนำผมให้รู้จักคุณหมอ ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไร ฟังเขามาอีกทีเคยพบกันหลายครั้ง แต่ก็ไม่ทราบข้อมูลส่วนตัวเลย คุณหมอแจ้งว่าเขาจบทั้งแพทย์ และ ดร.ขณะนี้เป็นผู้บริหารอยู่ในคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต ผมและเพื่อพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการยืนยันสถานที่ทำงานก็ไม่พบข้อมูลใดๆ

ประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนบทหนึ่งในชีวิตของผม ยังงงอยู่จนถึงปัจจุบันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร กับคนที่ระมัดระวัง รอบครอบ และไม่ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ แถมไปรอคนเป็นชั่วโมงๆได้อย่างไร

สำหรับสุภาพสตรีท่านที่สอง วันที่ 30 เมษายน ผมลืมโทรไปหาท่าน และไม่ได้ติดต่ท่าน จนวันที่ 18 กรกฎาคม 2558 ท่านส่ง e-mail มาให้ผมอีกครั้ง จึงได้ติดต่อนัดพบกับท่านในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 10.00 น ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยลัยธุรกิจบัณฑิต ได้คุยกับท่านจนถึง 12.00 น ท่านเชิญทานกลางวัน แต่มีเวลาน้อยเนื่องจากผมมีประชุมที่กระทรวงสาธารณสุขเวลา 13.00 น เลยใช้เวลาทานข้าวด้วนกันแค่ 30 นาที และมีนัดพบกันท่านใหม่ในวันที่ 29 กรกฎาคม นี้

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

23 กรกฎาคม 2558

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความของ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท



ความเห็น (0)