เห็นข่าวทางทวีตเตอร์คุยเรื่องการป้องกันการคัดลอกวิทยานิพนธ์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ต้องเรียนว่าจากประสบการณ์ของผมเอง งานหนึ่งชิ้นของผม (เป็นบทที่สองที่ผมรวบรวมไว้) ผมเก็บไว้ใน researchers.in.th ตั้งแต่ปี 2550 (ตอนนี้เว็บปิดไปแล้ว และต้นฉบับไฟล์นั้นก็หายไปแล้วด้วย) มีนักศึกษา ป.โทถึง 3 คนคัดลอกเอาไปแบบเต็มๆ ฉบับ ถามว่าผมรู้ได้อย่างไร คำตอบคือ เขาให้ผมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ซึ่งผมมักจะขอดูกรอบวิจัยด้วย ซึ่งก็เจอแบบเต็มๆ ครับ และขอร้องเขาไปว่าถ้าจะคัดลอกนั้นได้ แต่ต้องอ้างอิงให้ถูกต้อง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมลองค้นจาก google ด้วยคำๆ หนึ่งที่เป็นคำหลักในงานชิ้นนั้นของผม ปรากฏว่า ระดับ รศ.ดร.ท่านหนึ่ง ก็เอางานผมไปเขียนไว้ในบทความของท่านซะเกือบทั้งบทความผมเลย โดยไม่มีชื่อผมปรากฏในเนื้อหาเลย อย่างหลังนี้ช่างมันเถอะ ถือว่าอาจารย์เขาขาดจรรยาบรรณในความเป็นนักวิชาการก็แล้วกัน ผมแค่เป็นห่วงอนาคตของชาติ คนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นนักวิชาการรุ่นต่อๆ ไปมากกว่า ถ้าเขาใช้วิธีการนี้ อนาคตการศึกษาชาติจะเป็นอย่างไร

ผมคิดว่าโปรแกรมตรวจสอบการคัดลอกเป็นวิธีการหนึ่ง แต่เราไม่น่าจะมอบความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่นั่นครับ เพราะความจริงแล้ว กระบวนการกว่าจะมาเป็นวิทยานิพนธ์นั้นแหละที่สำคัญกว่า และผมคิดว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยก็ไม่มีกลไกการควบคุม มีเพียงว่านักศึกษาเข้าสอบได้กี่คน ดังนั้นมุมมองผม ผมว่าเราป้องกันการคัดลอกวิทยานิพนธ์ได้ด้วยการควบคุมกระบวนการ ดังนี้ครับ

1) วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาต้องตรงกับสาขาที่อาจารย์ทำวิจัย มีความเชี่ยวชาญ เพราะอาจารย์จะต้องติดตามข้อมูลงานวิจัยอื่นๆ อยู่แล้วเพื่อการวิจัยของอาจารย์ นักศึกษาก็มีที่พึ่งทางวิชาการที่พึ่งได้จริงๆ ปัจจุบันเอาว่า แค่อาจารย์จบมาด้านนี้ก็หายาก หรืออาจารย์ทำวิจัยแบบไม่ต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ว่าแค่เคยทำด้านนี้ (แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นแล้ว หรือไม่ก็....)

2) ที่ปรึกษาต้องอ่านและให้ข้อเสนอแนะงานของนักศึกษาอย่างใกล้ชิด แค่อาจารย์ตั้งคำถาม ปรับแก้ไขงานให้ โอกาสในการคัดลอกก็จะลดน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ อาจารย์ไม่อ่านงานของนักศึกษาอันนี้แหละตัวการหนึ่งที่นักศึกษาชะล้าใจลอกกันอย่างสนุกสนาน หรืออาจารย์แค่ตรวจคำผิดในการพิมพ์ มันก็ไม่ได้อะไรครับ ถ้าอาจารย์มีข้อเสนอให้ปรับแก้ไขบ้าง เพิ่มเติมการศึกษาบ้าง มันก็จะทำให้ความเหมือนกับงานชิ้นอื่นๆ ก็น้อยลง แค่อาจารย์ช่วยกรองว่าเอกสารอ้างอิงอะไรควรตัดออกไปบ้าง (มันหลายปีแล้ว) ก็ยังพอดูดีขึ้นได้บ้างครับ

3) กรรมการสอบก็ต้องมีความชำนาญในเรื่องดังกล่าวจริงๆ (อันนี้กรองขั้นสุดท้าย) คือบางทีเหมือนเป็นการสมยอมครับ ที่ปรึกษาก็ไม่มั่นใจในงานของนักศึกษา เลยเลือกกรรมการสอบแบบเบาๆ หน่อย (จริงๆ ผมก็อยู่ในประเภทนี้แหละครับ ฮิฮิ แต่ผมให้โอกาสในการปรับแก้ไขเสมอ) นักศึกษาคนหนึ่งเลยมาให้ผมเซ็นต์ แต่ผมยังให้เขาแก้อีก เขาพูดกับผมว่า อาจารย์ครับทั้งประธาน ทั้งที่ปรึกษาเซ็นหมดแล้วครับ ผมเลยตอบว่า ก็แล้วแต่เขาสิ ผมยังไม่โอเคเลย จะให้ทำไงละ เมื่อผมก็ต้องมีความรับผิดชอบในส่วนของผมด้วย

หลายเงื่อนไขที่นำมาใช้ในการประกันคุณภาพหลักสูตร พยายามมองไปจุดนี้แล้วครับ แต่พอการศึกษาถูกมองในเชิงธุรกิจมากจนเกินไป มันเหมือนคุณค่าวิชาการล้มหายตายจากไปเยอะทีเดียว (ตอนนี้ทั้งรัฐทั้งเอกชน ผมว่าไม่ต่างกันเท่าไรแล้วครับ)