การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาสู่.. การเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม

สวัสดีครับชาว Blog

วันนี้ผมได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเชิญบรรยายในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้สอนระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในหัวข้อ “การพัฒนาบุคลกรทางการศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ที่บ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสมุทรสงคราม จึงขอแบ่งปันเนื้อหาสาระในการบรรยายในวันนี้ให้แก่ทุกท่านดังต่อไปนี้ครับ

การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาสู่.. การเปลี่ยนแปลงยุคใหม่

โดย .. ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการ
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
และ ประธาน Chira Academy

บทบาทของบัณฑิตศึกษาในอนาคต ควรสนใจ 4 เรื่องหลักต่อไปนี้

1. Supervise Thesis

2.การเรียนการสอน

3.การบริหารจัดการทุนมนุษย์

4.การทำวิจัยที่ไม่เกี่ยวกับการ Supervise Thesis

กฎ 9 ข้อ ของการเป็น Ph.D. Thesis Advisor

  • ถ้าเรายังไม่มีประสบการณ์ควรจะหาผู้เชี่ยวชาญผู้ใหญ่ที่เคยผ่านการเป็น advisor ที่ดีมาช่วยเราเพื่อเสริมเติมในสิ่งที่ขาด
  • การตีพิมพ์ ต้องหารือกับ Advisor ที่มีประสบการณ์ วางแผนล่วงหน้า อย่ารอให้เสร็จแล้วจึงคิดจะตีพิมพ์ ใช้จังหวะและความรวดเร็ว(Rhythm and Speed) เป็นหลัก จัดสรรเวลาให้ถูกต้อง อย่า Waste หรือเสียเวลา

2.การเป็น Advisor ที่ดีน่าจะดูเรื่อง Process มากกว่าแค่ปลายน้ำ เช่น แนะนำให้เขาสนใจการเรียน COURSE WORK ที่มีคุณค่ามากว่าสนใจแค่วิชา Research Method ซึ่งเป็นแค่เครื่องมือ และให้ค้นหาหัวข้อ Thesis ตั้งแต่เริ่มต้นการเรียน Ph.D อย่าให้ COURSE WORK กับ Thesis แยกออกจากกัน ถ้าลูกศิษย์บริหารเวลาไม่ได้ก็จะล้มเหลว และได้ Ph.D ที่ไม่มีคุณภาพ

3.การทำวิทยานิพนธ์ คือ ส่วนแรกของการทำวิจัย ซึ่งควรทำต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวเสร็จ

  • ตัวเรา - ต้องฟิตและหาความรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่มี Ph.D ต้องเป็น Ph.D ที่ใฝ่รู้ ติดตามวิชาการตลอดเวลา
  • นักศึกษาก็ต้องใช้ประสบการณ์ของวิทยานิพนธ์มาใช้ในการวิจัยต่อ
  • สำคัญที่สุด คือ การสร้าง Network ระหว่าง Advisor กับลูกศิษย์ ตัวอย่างกลุ่มที่เรียนวิชาการกับ ดร.จีระ แม้ไม่ได้ช่วย Supervise Thesis แต่ก็ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนเป็น Network มาถึงทุกวันนี้

4.Research ในความเห็นของผม..เน้น Hypothesis และ Testable Hypothesis มาก ๆ คือ ฝึกวินัยในการตั้งโจทย์ หรือ Hypothesis ที่น่าสนใจ และนำไปใช้ได้ แล้วเก็บข้อมูลนำเสนอว่าตอบโจทย์ Hypothesis ที่ตั้งไว้ว่าทำได้หรือไม่? และ Hypothesis ต้อง 2 R’s คือ ตรงกับความจริงและตรงประเด็น น่าสนใจ เกิด Impact ต่อตัวเราและต่องาน การสอน หรือ การแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่ได้ปริญญาอีกใบหนึ่ง

5.Trends ของ Research ที่ดี ในยุคใหม่จะเน้นหัวข้อก่อนแล้วจึงจะหา Data มาตอบโจทย์ จุดอ่อนของราชภัฏ คือ หัวข้ออ่อน ตอบโจทย์เดิม ๆ แค่จบ ในอนาคตคงจะต้องมองภาพใหญ่ (Macro) เพื่อรองรับการทำงานในระดับที่เล็กลงมา (Micro) มีความรู้ลึกและกว้างและ Relevant

6.การจะได้ “หัวข้อ” คือ ต้องอ่านมาก ๆ ฟังมาก ๆ รู้จักคนเก่งนอกมหาวิทยาลัย ก่อนจบพยายามไปประชุมทางวิชาการต่างประเทศและในประเทศ เพื่อจะได้มีความในการมองโอกาสของหัวข้อที่น่าสนใจ ใหม่ ๆ กล้าลงทุนในการหาโอกาส (Opportunities) ใหม่ ๆ Ph.D ต้อง Outside the box อย่าอยู่ในกะลาครอบ

7.กรณีศึกษาการเขียนวิทยานิพนธ์ของผม : วิทยานิพนธ์ของ ดร.จีระ เรื่อง Effects of Child Mortality on Fertility in Thailand เกิดขึ้นจากการที่ผมเรียนวิชา Econometric โจทย์ของผมได้มาจากการทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์และมีโอกาสได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับประชากร ในยุคนั้นข้อมูลต่าง ๆ หายากมากเพราะไม่ยังค่อยมีตัวเลขสถิติเก็บไว้ ผมจึงตัดสินใจใช้ Proxy Data หรือตัวเลขเสมือน โดยต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการไปหาตัวเลขที่ไม่มีให้ได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงและตอบโจทย์ได้ คือ การสร้างดรัมมี่ และเหตุผลนี้เองทำให้ผมได้รับรางวัล ในการวิทยานิพนธ์ครั้งนั้น..ผมได้แนวทางจากการอ่าน Journal of Political Economy (Top 3) เขียนโดย เบน พอลลาส และได้พบว่ามีจุดอ่อน ผมจึงเอาโมเดลดังกล่าวมาปรับเพิ่มเติมประเด็นบางอย่างที่ยังขาดหายไป ผมเขียนเรื่อง Child Mortality โดยผมมี Hypothesis ว่า ถ้าอยู่ในชนบทโอกาสที่จะต้องประกันความเสี่ยงที่ลูกจะเสียชีวิตมีมากกว่าเมือง เพราะมีความอ่อนแอด้านสุขภาพ ผมเขียนโดยใช้ตัวเลขของจุฬาฯ มีข้อมูลที่เพิ่มเติม คือ เกิดเมื่อไหร่ ตายเมื่อไหร่ ในที่สุดวิทยานิพนธ์นี้ได้ตีพิมพ์ที่ชิคาโก้

8.ประสบการณ์ในการเป็น Advisor ตั้งแต่ที่ธรรมศาสตร์ และที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และอื่น ๆ มีทั้งที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีและไม่ดี บทเรียนเหล่านี้จะช่วยอะไรเราได้

9. การตีพิมพ์ ต้องหารือกับ Advisor ที่มีประสบการณ์ วางแผนล่วงหน้า อย่ารอให้เสร็จแล้วจึงคิดจะตีพิมพ์ ใช้จังหวะและความรวดเร็ว(Rhythm and Speed) เป็นหลัก จัดสรรเวลาให้ถูกต้อง อย่า Waste หรือเสียเวลา

ภาพบรรยากาศการเรียนรู้

WORKSHOP

(1) ยกตัวอย่างประสบการณ์ที่ได้ทำงานในด้านที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ผ่านมา และในด้านการสอน

- จุดอ่อน

- จุดแข็ง

(2) ถ้าจะต้องปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม (ทั้งในด้านวิทยานิพนธ์และการสอน) ลองเสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้ 3 แนว และจะดำเนินการอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

(3) หลังจากจบ Workshop ครั้งนี้ไปแล้ว จะทำอะไรต่อ เสนอแนวทางที่เป็นการทำงานระยะยาวและเป็นไปได้ เช่น Set up line group หรือ Blog เพื่อจะแชร์กันต่อไป

..................................................................................

กลุ่มที่ 1

(1) ยกตัวอย่างประสบการณ์ที่ได้ทำงานในด้านที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ผ่านมา และในด้านการสอน

- จุดอ่อน

1. นศ.ของเราใช้เวลา Part – time ในการเรียน จึงไม่ได้ทุ่มเทเวลาให้การเรียนเท่าที่ควร แต่จะแก้อย่างไรคงต้องหาวิธี

2. นศ.ขาดวินัย

3. นศ. ขาดความเข้าใจในเป้าหมายของการเรียนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย

4. นศ.ขาดการอ่านและค้นคว้า ก็เลยขาดความรอบรู้

5. นศ. กลัวงานวิจัย

6. ผู้สอนยึดตัวเองเป็นใหญ่ เป็นศูนย์กลาง

7. ผู้สอนขาดประสบการณ์ในการเป็นผู้สอนที่ดี ผู้ให้คำปรึกษา และนักวิจัยที่ดี

8. ผู้สอนไม่เอาใจใส่จริงจัง

- จุดแข็ง

1. นศ. มีประสบการณ์ในการทำงานที่ดี

2. นศ.บางส่วนมีหน้าที่การงานที่เอื้อประโยชน์ในการทำงาน หรือต่อยอดงานวิจัย

4. อาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อมหาวิทยาลัย

5. มหาวิทยาลัยมีแรงจูงใจที่ดี

6. มีอาจารย์รุ่นใหม่ ๆ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

แนวทางเสนอแนะ: หลังจากจบ Workshop ครั้งนี้ไปแล้ว จะทำอะไรต่อ เสนอแนวทางที่เป็นการทำงานระยะยาวและเป็นไปได้

  • ต้องวางแผนร่วมกัน ต้องพูดคุยกัน
  • Line group – Blog – และมีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างนี้ต่อเนื่องต่อไป

2.ผู้สอนและที่ปรึกษาควรเรียนรู้จากผู้มรประสบการณ์ ควรมีการสอนเป็นทีม

3.สร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนให้สร้างสุข ห้องเรียน ห้องค้นคว้า เวลาของการพบอาจารย์ที่ปรึกษา กิจกรรมสัมพันธ์ต่าง ๆ

อ.จีระ

  • แนะนำว่าจากโจทย์ WORKSHOP ลองแยกงานสอนกับงานที่ปรึกษาดู อะไรที่เหมือนกัน หรืออะไรที่ต่างกัน
  • กิจกรรมเรียนรู้ต่อเนื่องต้องย้ำจากกลุ่มเดิมก่อนแล้วค่อย ๆ ขยายต่อ

กลุ่มที่ 2

จุดแข็ง

  • อาจารย์มีความสามารถที่หลากหลาย
  • นศ.บางคนมีความตั้งใจ

2.จัดอาจารย์สอนได้ดี

3.มีการประเมินผู้สอนโดยนักศึกษา

จุดอ่อน

  • เด็กมาแบบ Blank
  • การสอนแบบล็อคคอร์สทำให้อาจารย์กับศิษย์คุยกันน้อยลง

2.เด็กเน้น Copy

3.เด็กไม่ทำงานต่อเนื่อง ต้องคอยจี้

4.เด็กไม่ทำงานยาก

แนวทางแก้ไข

  • ให้เขาอ่านก่อนลงมือเขียน
  • คณะหลักสูตรและการสอนมีวิชา ปัญหาพิเศษซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามีการพัฒนาสามบทแรก ก่อนที่จะลงมือทำจริงในการทำวิจัยต่อไป

2.มีเวลาคุยกับ นศ.มากขึ้น

3.ติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ปรับทัศคติที่ถูกต้องให้งานวิจัยเป็นความภูมิใจและคุณค่าของบัณฑิต และสถาบัน

4.มีห้องทำวิจัยร่วมกัน

แนวทางของการอาจารย์

  • ควรมีการเปิดไลน์เพื่อใช้เป็นเวทีให้การแลกเปลี่ยนความรู้ แก้ปัญหาในงานวิจัยต่าง ๆ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
  • หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ที่ปรึกษาเองต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว

อ.จีระ

  • แนะนำว่าควรจะมีการสำรวจข้อมูลว่ามีการทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์อะไรอยู่แล้วบ้าง แล้วอย่าทำซ้ำ
  • ด้านภาษา – นศ.มีพื้นฐานไม่ดีนัก
  • นักศึกษาใช้เวลาเรียนแบบ Part - time
  • หลักสูตรมีการจัดระบบและกลไกในการส่งเสริมให้ นศ. มีการอ่านงานวิจัย
  • ใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์-นศ.

กลุ่มที่ 3

จุดอ่อน

-ทักษะด้านการสืบค้น

-ทักษะพื้นฐานไม่ดีนัก โดยเฉพาะในด้าน IT

-ทักษะในการเขียนเอกสารทางวิชาการ

จุดแข็ง

-มีเครือข่ายทางวิชาการกับหน่วยงานภายนอก

กระบวนการปรับปรุง

  • จัดคอร์สอบรมเกี่ยวกับความรู้และประสบการณืในการทำงานวิจัย
  • จัดเวทีให้ นศ. มีการสัมมนาเป็นระยะ ๆ และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

2.สนับสนุนส่งเสริมให้มีการเข้าร่วมประชุมวิชาการอย่างต่อเนื่อง

3.สนับสนุนให้เขียนบทความเผยแพร่สู่สาธารณะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (0)