ทำความรู้จัก "กองทุนการออมแห่งชาติ"

ติดตามข่าวว่า กองทุนการออมแห่งชาติ จะเริ่มเดินหน้าเปิดรับสมาชิกที่ต้องการออมเงินเพื่อความมั่นคงในอนาคต หรือในวัยเกษียณ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไป นับว่าเป็นข่าวดี เพราะคนไทยรอคอยเรื่องนี้มานานพอสมควร ทั้งที่การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นวาระที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่ในช่วงที่ผ่านมายังมิสามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้

ความจำเป็นของการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ ไตรมาส 1/2558 จำนวนผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ของไทยมีจำนวน 55.09 ล้านคน เป็นผู้มีส่วนร่วมในกำลังแรงงานจำนวน 38.28 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นกำลังแรงงานที่อยู่ในระบบการประกันตนประมาณร้อยละ 36.6 แสดงว่ายังมีแรงงานนอกระบบอยู่จำนวนร้อยละ 63.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด หรือประมาณ 24.3 ล้านคน[1]

คำว่า “แรงงานนอกระบบ” หมายถึง แรงงานที่ไม่ได้รับเงินชดเชยจากการว่างงาน อุบัติเหตุ และเกษียณอายุ เนื่องจากแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ทำให้ขาดความมั่นคงทางรายได้เมื่อยามจำเป็น และชราภาพ นอกจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลเท่านั้น

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ คือมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้น และจะมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ในขณะที่จำนวนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง อันเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และอัตราการเกิดลดลง คาดว่าในปี พ.ศ. 2563 หรืออีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 10.5 ล้านคน

ปัจจุบันนี้ มีผู้สูงอายุไทยจำนวนกว่า 2 ล้านคน หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 4 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 400-3,300 บาทต่อเดือน ผู้สูงอายุโดยส่วนมาก (ประมาณร้อยละ 87) พึ่งพิงรายได้จากบุตรหลาน ในขณะที่มีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 10 ที่มีรายได้จากเบี้ยยังชีพ เงินบำเหน็จบำนาญที่ได้จากการออมและการลงทุน

นอกจากนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 31 ไม่มีการเก็บออม และผู้สูงอายุร้อยละ 42 มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งสังคมต้องดูแล และรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต และอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐในระยะยาวได้ และแม้ว่าปัจจุบันนี้รัฐบาลจะมีการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจำนวน 500 บาทต่อเดือน แต่ไม่เพียงพอสำหรับค่าครองชีพ ดังนั้น เพื่อการรักษาระดับค่าครองชีพในยามชรา ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีเงินออมหรือรายได้เสริมจากแหล่งอื่น ๆ มาสมทบ ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการออมของประชาชนและลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว ในขณะที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี รัฐบาลจึงได้มีการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติขึ้น

กล่าวโดยสรุป กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นเครื่องมือในการสร้างเงินบำนาญยามชราภาพโดยสมัครใจของประชากรภาคแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศที่มีรายได้น้อย ไม่เคยออม หรือต้องการออมเงินเพื่อหลักประกันยามชราภาพ เป็นการออมโดยสร้างเงื่อนไข เพราะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้เหมือนการออมเงินทั่วไป นอกจากจะลาออกจากการเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่ทั้งนี้ สามารถกลับเป็นสมาชิกได้อีกเมื่อต้องการ

การสร้างหลักประกันชราภาพจากกองทุนการออมแห่งชาติเป็นลักษณะของเงินบำนาญที่ผู้รับประโยชน์ต้องมีส่วนร่วมจ่าย หมายถึง มีส่วนร่วมจ่ายเงินสะสมแต่ละเดือน โดยรัฐบาลจูงใจให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกและดำรงความเป็นสมาชิกไปเรื่อย ๆ ด้วยการให้เงินสมทบร่วม เงินสองก้อนนี้จะถูกสะสมไว้ในบัญชีรายตัวของแต่ละคนไม่นำมาปะปนกัน กองทุนนำเงินเหล่านี้ไปบริหารให้เกิดดอกออกผลขึ้นมา เมื่อถึงกำหนดอายุ 60 ปี กองทุนก็จะนำเงินที่มีอยู่ในบัญชีรายตัวทั้งหมดมาคำนวณตามกติกาที่ตั้งไว้ เพื่อเฉลี่ยจ่ายเป็นเงินบำนาญรายเดือนเพื่อสร้างความมั่นคงยามชราภาพให้มีอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของกองทุนการออมแห่งชาติ[2]

(1) ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.

  • เป็นบุคคลสัญชาติไทย
  • อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
  • ไม่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการชราภาพใด ๆ ที่มีการสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้าง เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น กองทุนประกันสังคม (ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เป็นต้น

ตามบทเฉพาะกาลในกฎหมาย กำหนดให้ 1 ปีแรก เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใด ๆ สามารถออมต่อไปได้อีก 10 ปี โดยมีสิทธิขอรับบำนาญได้เมื่ออายุครบ 60 ปี เป็นต้นไป

(2) การจ่ายเงินเข้ากองทุน มาจาก 2 ฝ่าย คือ

(2.1) สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 บาท แต่ไม่เกินจำนวนที่จะกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งจะกำหนดไว้ 1,100 บาทต่อเดือน (ทั้งนี้สมาชิกไม่จำเป็นต้องส่งเงินสะสมทุกเดือน และไม่จำเป็นต้องส่งเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือนนอกจากนี้ หากในปีใดไม่สามารถส่งเงินสะสมได้ กอช. จะยังคงสิทธิความเป็นสมาชิกไว้ แต่รัฐก็จะไม่ส่งเงินสมทบให้)

(2.2) รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกตามระดับอายุของสมาชิก และเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน คือ

- อายุ15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี

- อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปี

- อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี

การกำหนดเพดานการสมทบเงินสูงสุดไว้ในแต่ละปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังของประเทศมากจนเกินไป

(4) การค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำของเงินสะสมและเงินสมทบ

รัฐบาลค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารพาณิชย์ใหญ่อีก 5 แห่ง

(5) สิทธิการรับเงินของสมาชิก

สมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ จะมีสิทธิได้รับเงิน 4 กรณี ได้แก่

(5.1) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ได้รับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต

(5.2) ทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี สมาชิกจะขอรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนได้ โดยให้ขอรับได้เพียงครั้งเดียว ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ จะจ่ายเป็นบำนาญให้สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งในกรณีที่สมาชิกคงเงินไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วน จะนำเงินที่คงไว้นี้มาคำนวณจ่ายบำนาญด้วย

(5.3) ลาออกจากกองทุน ได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม

(5.4) เสียชีวิต ได้รับเงินเท่าจานวนเงินในบัญชีของแต่ละบุคคล

(6) หากสมาชิกได้งานและไปเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม กองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนการออมเพื่อการชราภาพอื่น ๆ ก็ยังคงความเป็นสมาชิกและมีสิทธิส่งเงินสะสมกับ กอช. ได้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุน แต่รัฐจะไม่สมทบเงินให้ และเงินที่สะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นเงินบำนาญ อย่างไรก็ดี

(7) ในระหว่างเป็นสมาชิก กอช. จะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อนได้

สมัครสมาชิกที่ไหน

ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ

ธนาคารออมสิน ทุกสาขาทั่วประเทศ

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทุกสาขาทั่วประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติม

กองทุนการออมแห่งชาติ สำนักงานชั่วคราว 0-2169-7127 ต่อ 182, 184, 186


เมื่อรัฐได้มีกองทุนการออมแห่งชาติเพื่อรองรับการสร้างหลักประกันสำหรับวัยเกษียณให้แก่ประช่าชนแล้ัว ต่อจากนี้ก็คงเป็นการตัดสินใจของผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกแล้วว่า จะเริ่มต้นการออม และสร้างมั่นคงทางด้านรายได้สำหรับวัยเกษียณกันหริือไม่ และมากน้อยเพียงใด การสร้างวินัยการออมที่ดีย่อมนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีในบั่นปลาย เริ่มต้นออมตั้งแต่วันนี้ เมื่อการมีชีวิตที่ดีในภายหน้านะคะ


[1] ข้อมูลสารสนเทศแรงงานเชิงบูรณาการ กระทรวงแรงงาน สืบค้นจาก http://nlic.mol.go.th/th/index

[2] รายละเอียดศึกษาจาก “20 คำถามกับกองทุนการออมแห่งชาติ” http://www.fpo.go.th/FPO/index2.php?mod=Category&f...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แนวทางการบริหารการเงินเพื่อความพอเพียง



ความเห็น (0)