เพิ่งไปดู คอนเสิร์ต “ราชนารีสดุดี” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดโดย มูลนิธิสุนทราภรณ์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมป์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสดุดี สิริโสภาพัณณวดี จัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษาสมเด็จพระเทพฯ

อิ่มใจทั้งจาก ๑๗ เพลงในช่วงครึ่งแรก ๒ ชั่วโมงเต็ม กับ ละครเพลง “ท้าวแสนปม” อีก ๑๔ เพลง ในช่วงหลัง ๑ ชั่วโมงครึ่ง สวยงามทั้งภาษาเพลงอันสละสลวย กับท่วงทำนองเพลงอันจับใจ วงดนตรีวงใหญ่ของสุนทราภรณ์และวงดนตรีไทยบรรเลงร่วมกัน

ทุกเพลงเป็นเพลงเก่าของวงสุนทราภรณ์ ยกเว้นสองเพลงแรกในช่วง “ราชนารีสดุดี” เป็นเพลงใหม่บรรเลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเพื่อถวายเป็นราชสดุดีแด่สมเด็จพระเทพฯ

ครึ่งแรก ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์จากทั้งจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และในหลวงองค์ปัจจุบันมาหลายเพลง เป็นการบรรเลงแบบที่เรียกว่า “สังคีตสัมพันธ์” คือ การนำเครื่องดนตรีไทย และเครื่องดนตรีสากล มาบรรเลงร่วมกัน เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ไพเราะ อ่อนหวาน สะท้อนวัฒนธรรมดนตรีไทยที่โดดเด่นมาก (ต้องได้ฟังกับหูจึงจะรู้ว่าไพเราะเช่นไร)

เพลงที่ไพเราะน่าประทับใจเพลงหนึ่งคือเพลง “รัก” คำร้องเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพฯ เป็น กลอนสุภาพ ๓ บท เมื่อพระชันษาเพียง ๑๒ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงขอให้ในหลวงทรงพระราชนิพนธ์ทำนองให้ บรรเลงครั้งแรกเมื่อ ธันวาคม ๒๕๓๗ โดยวง อ.ส.วันศุกร์ จึงขออัญเชิญเนื้อเพลงมาให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางภาษา

...............................

เพลง “รัก”

เนื้อร้อง : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

รักทะเล อันกว้าง ใหญ่ไพศาล

รักท้องฟ้า โอฬาร สีสดใส

รักท้องทุ่ง ท้องนา ดังดวงใจ

รักป่าเขา ลำเนาไพร แสนสุนทร

รักพฤกษา รุกขชาติ ที่ดาษป่า

รักปักษา ร้องกู่ บนสิงขร

รักอุทัย สว่าง กลางอัมพร

รักทั้งรัต- ติกร ในนภดล

รักดารา ส่องแสง สุกสว่าง

รักน้ำค้าง อย่างมณี มีโภคผล

รักทั้งหมด ทั้งสิ้น ที่ได้ยล

รักนวลนาง รักจน หมดสิ้นใจ.

...................

“น่าทึ่งมาก” ใน สองวรรคสุดท้ายที่ขมวดจบ

เชิญฟังเพลง “รัก” อันไพเราะและร้องตามได้ที่นี่ค่ะ


.............................

สุดท้ายของช่วงแรกชื่อ “อัจฉริยะ คีตศิลปินไทย” เป็นที่สุดของที่สุดแห่งความประทับใจเมื่อนักร้องรุ่นอาวุโสขึ้นเวทีร้องเพลงให้พวกเราฟัง

(จากซ้าย) ดร.สาวิตา ดิถียนต์ (ผู้เขียนบท/กำกับละคร) คุณศรวณี โพธิเทศ , คุณรวงทอง ทองลั่นทม, ท่านประธานเปิดงาน (รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมฯ) ,คุณวรนุช อารีย์ และ คุณสุปาณี พุกสมบุญ

คุณ สุปาณี พุกสมบุญ ท่านอายุ ๙๒ ปี สวมชุดราตรียาวสีม่วง มีคนจูงท่านออกมายืนหน้าเวที เสียงปรบมือยาวต้อนรับอย่างอบอุ่นและเคารพชื่นชม ท่านร้องเพลง ๒ เพลง เพลงแรก “สาลิกาชมเดือน” เสียงไพเราะ ร้องไม่มีหลุดคีย์ ไม่มีหลงไม่มีเพี้ยน เพลงแรกผู้ควบคุมวง (คุณพูลสุข สุริยพงษ์รังสี) มายืนใกล้ๆ เพื่อให้สัญญาณมือบอกจังหวะ แต่พอถึงเพลงที่สองซึ่งเป็นเพลงสนุกสนานชื่อ “ผู้ชายนะเออ” ผู้ควบคุมวงออกไปยืนไกลๆ ได้เลย แถมเพลงจบยังมีลูกเล่นกับคนดูประกาศว่า “จะร้องเพลงไปอีกนาน จนร้องไม่ไหว นี่ก็ร้องมา ๗๕ ปีแล้วนะ...” โอ๊ย...สุดยอด คุณทวด

คุณ วรนุช อารีย์ อายุ ๘๖ ปี ท่านเพิ่งผ่าตัดหัวใจเมื่อ ๓ ปีก่อน จึงไม่แข็งแรงนัก มีคนยกวอล์คเกอร์มาวางกลางเวที แล้วมีคนจูงท่านมายืนกลางวอล์คเกอร์เพื่อให้ท่านประคองตัว ร้องเพลง “นางครวญ” ได้ไพเราะน่าประทับใจเช่นกัน

ศิลปินอาวุโสรับเชิญอีก ๒ ท่าน คือคุณรวงทอง ทองลั่นทม กับ คุณศรวณี โพธิเทศ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เหนือสิ่งอื่นใดคือ สิปิริตอันเปี่ยมล้น ของผู้อาวุโสทั้งสี่ท่านที่มาเป็นศิลปินรับเชิญให้ลูกหลานให้ชื่นชม

...............................

ช่วงสอง เป็นละครเพลงเรื่อง “ท้าวแสนปม” พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ครูเอื้อ (เอื้อ สุนทรสนาน ผู้ก่อตั้งวงสุนทราภรณ์) ได้อัญเชิญบางช่วงของพระราชนิพนธ์มาใส่ทำนองเพลง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ และนำไปแสดงเป็นละครเพลงออกอากาศทางโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหมป็นละครเพลงออกอากาศทางี ๒๕๐๐ เมื่อปี ๒๕๐๑ (ละครสมัยเก่าเป็นการแสดงสดออกอากาศ – ฉันยังเด็กเกินกว่าจะได้ดูเรื่องนี้ แต่ได้ดูละครที่แสดงสดออกอากาศอยู่หลายๆ เรื่องทางช่องนี้)

คนเขียนบทและกำกับละครคือ ดร.สาวิตา ดิถียนต์ ท่านฉลาดในการเล่าเรื่องให้คนดูตามเรื่องได้ โดยให้นิสิตที่เป็นคนรุ่นใหม่มาเป็นตัวเชื่อมเรื่อง ตัวแสดงก็ใช้นักร้องรุ่นใหม่ของวงสุนทราภรณ์ เล่าเรื่องกระชับ สนุกสนาน ไพเราะด้วยเสียงเพลงกับดนตรี เพลิดเพลินสุขใจจนจบเรื่อง เอาเพลงเก่าครั้งกระโน้นมาทั้งหมด ไม่ได้แต่งเพิ่ม

ดนตรีวงใหญ่อยู่บนเวที (ต่างจากละครเวทีอื่นที่วงอยู่ข้างล่าง) ฉากและการแสดงอยู่ด้านหน้า เมื่อเริ่มเพลงและจบเพลงจะมีเสียงปรบมือกึกก้องชื่นชมจากข้างล่าง เชื่อว่าคนดูหลายๆ คนร้องคลอตามไปด้วย

เพลงสุดประทับใจของฉันคือ “สาส์นรัก” ที่พระธิดาอุษา (นางเอก) ร้อง “ตัดพ้อ” พระโอรสชินเสน (พระเอก) อยู่บนพระตำหนัก ขอยกมาไว้ในบันทึกนี้

เพลง "สาส์นรัก"

เนื้อร้อง : พระราชนิพนธ์ละครคำกลอนเรื่อง “ท้าวแสนปม”

ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน

ในลักษณ์นี้ว่าน่าประหลาด

เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า

เหตุไฉนย้อท้อรอรา

หรือจะกล้าแต่เพียงวาที

เห็นแก้วแวววับที่จับจิต

ใยไม่คิดอาจเอื้อมให้เต็มที่

เมื่อไม่เอื้อม จะได้อย่างไรมี

อันมณี หรือจะโลดไปถึงมือ

*อันของสูง แม้ปอง ต้องจิต

ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ

มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ

หรือ แย่งยื้อถือได้โดยไม่ยอม

ไม่คิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง

คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม

ดูแต่ภุมรินเที่ยวบินดอม

จึงได้ออมอบกลิ่นสุมาลี.

(* ร้องซ้ำอีกครั้ง จนจบ)

เพลงนี้มีนักร้องหลายท่านนำไปร้อง ฉันชอบที่คุณรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส่ มากที่สุด จึงขอนำมาให้ฟังและร้องตามที่นี่ค่ะ


บันทึกก่อนจบ

ดนตรี เป็นศิลปะ วัฒนธรรม และเป็นสมบัติประจำชาติ ดนตรีเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สมควรรักษาเอาไว้ไม่ให้ขาดตอน ในหอประชุมใหญ่คนเต็ม แต่เป็นรุ่นเลยหกสิบ (ฉันกลายเป็นเด็กไปเลย) ทุกคนแต่งตัวสวยงาม ยิ้มแย้ม มีความสุข

อยากรู้จริงๆ ว่า ถ้าเด็กวัยรุ่นได้มานั่งดูคอนเสิร์ตนี้ พวกเขาจะคิดอย่างไร?? และกลับกัน ถ้าคนในหอประชุมแห่งนี้ไปนั่งดูคอนเสิร์ตสมัยนี้ จะคิดอย่างไร??

ฉันอยากให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะได้ลิ้มรสดนตรีแสดงสดที่น่าตื่นตา ชอบ ไม่ชอบเป็นอีกเรื่อง ชอบแบบไหนเป็นอีกเรื่อง แต่ดนตรีเป็นอาหารใจ เป็นการผ่อนคลาย เป็นสุนทรียะ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าแนวดนตรีอาจเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบ แต่ผลงานของศิลปินทั้งหลายจะเป็นสมบัติของชาติที่ยืนยาวต่อไป

วันนี้ มีมหกรรมลิเก ศูนย์วัฒนธรรมตั้งเวทีให้ลิเกขึ้นแสดง มีคนนั่งดูไม่น้อย (เพราะลิเก กำลังจะสูญพันธุ์ ศูนย์วัฒนธรรมจึงต้องเอามาจัดแสดง??) หลายๆ ห้องที่ศูนย์ฯ มีเด็กๆ นุ่งโจงกระเบนสีแดงมาเรียนรำไทย ฯลฯ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยไม่เคยขาดกิจกรรมดีๆ

ทุกครั้งที่ไปดูโขน ละคร ดนตรี ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ฉันจะคิดเสมอว่า หากมีศูนย์แบบนี้ทุกจังหวัด ได้มีการแสดง มีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับทุกวัยได้เข้าชมได้ในราคาไม่สูงนัก หรือชมฟรีบางโอกาส ไม่จำกัดว่าต้องเป็นดนตรีเก่าสำหรับคนแก่ แต่เด็กๆ ก็สามารถไปชมคอนเสิร์ตของพวกเขา ไปชมศิลปะ วัฒนธรรม ในท้องถิ่น ได้โดยง่าย ศิลปะ วัฒนธรรมไทย คงไม่ขาดตอน.

อาทิตย์ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๘