681. เรียนรู้ศาสตร์ OD จาก "สามก๊ก" (ตอนที่ 11)

ผมดูสามก๊กมาก็จะเห็นอยู่ประเด็นหนึ่งคือหลายครั้งตัวละครหลักๆ อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนจากการมีสถานะที่เหนือกว่า มาด้อยกว่าราวกับพลิกฝ่ามือ เล่าปี่ครองเมืองอยู่ดีๆ ปรากฏว่าระหว่างไปรบให้เตียวหุยเฝ้ามืองไว้ ปรากฏว่าเตียหุยเมา ก่อเรื่องลงโทษข้าราชการในเมืองแบบไม่เป็นธรรม ที่สุดข้าราชการคนนั้นก็เปิดประตูเมืองให้ศัตรูยึดเมืองเฉยๆ เลย เล่าปี่กลายเป็นจากคนมีความมั่นคง กลายเป็นคนอนาถาไปในชั่วพริบตา และที่สุดเมื่อมาดูอ้วยเสี้ยวปรากฏว่าจุดเปลี่ยนความพ่ายแพ้ของอ้วนเสี้ยว ซึ่งที่ว่าเป็นมหาอำนาจ ก็ต้องพังไปในชั่วพริบตา ก็เพราะส่งคนขี้เหล้าไปเฝ้าเมืองที่เก็บเสบียงสำหรับเเลี้ยงกองทัพ ที่สุดเมาจนไม่รู้เรื่อง โจโฉสามารถยึดเมืองได้ เหตุการณ์พลิกผันที่สุดอ้วนเสี้ยวก็แพ้ และตายลงในที่สุด เล่าปี่ก็เกือบตาย ต้องเร่ร่อนเสี่ยงภัยไปอยู่กับคนอื่น

จะว่าไปเหตุการณ์ที่พลิกผันทำให้เทวดาบนฟ้าตกลงเหวได้อย่างไม่น่าเชื่อก็นั้นมาจากใคร ...คำตอบคือ ก็มาจากตัวผู้นำนั่นเอง จริงๆแล้วมีขุนนางผู้ซื่อสัตย์ได้เตือนอ้วนเสี้ยวแล้ว แต่อ้วนเสี้ยวกลับไม่ฟัง แถมจับขุนนางผู้นั้นขังไว้อีก เล่าปี่ก็เข็ดแต่ก็ไม่ได้หามาตรการบริหารความเสี่ยงลูกน้องให้รัดกุมพอ ที่สุดเตียวหุยก็ยังก่อความผิดซ้ำอีก ฉะนั้นจากแค่เสียเมือง คราวนี้ต้องหนีเอาชีวิตรอดเอาทีเดียว โชคเข้าข้างเล่าปี่ แต่อ้วนเสี้ยวไม่โชคดีขนาดนั้น

อะไรทำให้คนตัดสินใจพลาดได้ขนาดนั้นหรือ ...ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องของการทำตามความเชื่อ ความคิด เดิมๆ เราเรียกว่าความคิดอัตโนมัติ ที่ในสายการพัฒนาองค์กรเราเรียกว่า Mental Model หรือบางครั้งเราเรียกว่าความฝังใจ เราฝังใจแบบไหน เราก็ตัดสินใจแบบนั้น ความฝังใจ ถ้าไม่ตรวจสอบมันก็คือหายนะดีๆ เพราะมันอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทุกอย่างของเรา

เรื่องนี้คุณจะเห็นว่าความหายนะของสองผู้นำนี่เกิดจากการใช้คนเก่ง แต่ขี้เมาไปรักษาเมือง โดยทั้งสองคนดูเหมือนจะมีความฝังใจว่าคนเก่งน่า ถึงจะขี้เมาแต่ก็คงรับผิดชอบหน้าที่ได้ดี เรียกว่าใช้แบบไม่คิด ทั้งเล่าปี่และอ้วนเสี้ยวดูมี “ความเชื่อ (Belief)” ว่าขุนพลทั้งสองคนมีความสามารถ เชื่อแบบไม่สงสัย ขุนนางกุนซื่อที่เก่งสุดของอ้วนเสี้ยวก็ทัดทาน ด้วยมี “ความเชื่อ” ว่าคนนี้ขี้เมาดูแลเมืองสำคัญไม่ได้ แต่อ้วนเสี้ยวไม่ฟัง เพราะ “เชื่อ” ความคิดตนเอง เลยตัดสินใจสั่งการตามความเชื่อของตนเอง และที่สุด เล่าปี่เสียเมือง ส่วนอ้วนเสี้ยวเสียชีวิต ...

สรุปสองคนนี่เข็งเพราะ “ความเชื่อ” ชนิดฝังลึก เป็นความเชื่อที่กำหนดระบบการคิด ระบบการัดสินใจทุกอย่างในชีวิต ที่สุดพังครับ...พัง

สำหรับศาสตร์พัฒนาองค์กรเราศึกษาเรื่องความเชื่อ ที่เรียกว่าเป็นความฝังใจนี้ครับ Christ Argysris อธิบายว่ามันมาจากไหน จากทฤษฎี Ladder of Inference .. ลองดูที่ผมสรุปในภาพข้างล่างนี้ครับ

ความเชื่อของมนุษย์มาจากการที่เขาสังเกตเห็นข้อมูลและประสบการณ์ที่อยู่ตรงหน้า แต่เลือกที่จะสนใจข้อมูลบางอย่างตามความเชื่อจากประสบการณ์หรือวัฒนธรรม ผมยกตัวอย่างที่ผมเห็นชัดมากคือกรณีเล่าปี่กับเตียวหุย จะเห็นว่าเล่าปี่รู้ว่าเตียวหุยเก่งการรบ แต่ก็ขี้เมา และชอบระบายโทสะกับทหารชั้นผู้น้อย แต่ก็เลือกที่จะมองข้าม และเมื่อรบไปเรื่อยๆ ก็เห็นชัดๆ ว่าเก่ง เลยสร้างข้อสรุปว่าเตียวหุยเก่งจริง และเชื่ออย่างฝังใจว่าช่วยเล่าปี่ได้ทุกอย่าง และที่สุดเมื่อถึงคราวต้องใช้งาน เล่าปี่ก็เลือกเตียวหุยมาเฝ้าเมือง โดยมองข้ามอันตรายที่ซ่อนเร้น และที่สุดเล่าปี่ถึงกับแทบไม่ “เชื่อ” เตียวหุยเมาจนทำให้เสียเมือง ...

ส่วนอ้วนเสี้ยวใครทัดทานก็ไม่ฟัง ที่สุด ก็ทำอย่างที่เชื่อ และผมเชื่อว่าเตียวหุยก็คงทำมีวิวัฒนาการของความเชื่อมาตลอดว่าคนเก่งแต่เมาเชื่อใจได้ ที่สุดพังครับ...

คุณจะเห็นว่าอ้วนเสี้ยวตัดสินใจตามความเชื่อของตนเอง โดยไม่คิดให้ดี และถึงมีคู่คิดก็ไม่ฟังใคร ไม่ดึงเอาประสบการณ์ความเชื่อของคนอื่นมาช่วย ทั้งๆที่มีกุนซือเก่งๆ คอยให้คำแนะนำ จะเห็นหลายครั้งอ้วนเสี้ยว ฟังดเฉพาะข้อคิดเห็นที่ตรงกับความเชื่อของตนเองเท่านั้น ที่สุดตายๆครับ

แล้วทำไมเล่าปี่ถึงฟื้นตัวครับ ...เล่าปี่เปลี่ยนความเชื่อทัน จะเห็นว่าเล่าปี่มีการใคร่ครวญ ในเวลาต่อมา ว่าจะทำอย่างไร เพราะ “ความเชื่อ” เดิมไม่ได้ผล

ลองดูครับถ้าว่าตามทฤษฎีของ Chrsit Argyris และ Donal Schon ผมพบว่าเราปีมีการทำ Dounble-Loop Learning ส่ววนอ้วนเสี้ยวไม่พัฒนาตนเองคือทำอะไรแบบ Single-loop Learning

ดู Diagram ข้างล่างนี้ก่อน คุณจะเห็นระบบคิดแบบของเล่าปี่และอ้วนเสี้ยวชัดเจนมาก เราเรียกว่าเรื่อง Single Loop Learning และ Double Loop Learning และนี่คือชะตากรรมของผู้นำสองคน

Governing Variables ก็คือตัวแปรต้นของเหตุการณ์เสียเมือง ก็คือเป้าหมาย คุณค่า ความเชื่อ และกรอบการคิด ซึ่งในที่นี่คือทั้งสองคือขุนพล “ชี้เมา” ทั้งสองมีความสามารถป้องกันเมืองได้ เพราะฉะนั้น มาที่กล่องสีแดง เลยออกแบบกลยุทธ์ว่าให้ขุนพลขี้เมาเฝ้าเมือง และ มากล่องเขียวครับ ผลลัพธ์คือ “เสียเมือง”

ในขณะที่แม้เล่าปี่จะเสียเมือง แต่ก็ไม่ขวัญเสีย แต่กลับใคร่ครวญ และรู้ว่าเตียวหุยมีชีดจำกัดแล้ว เล่าปี่หันหลับมาเปลี่ยนความเชื่อของตนเอง เพราะฉะนั้นกล่องแดงเปลี่ยน เล่าปี่หาวิธีให้เตียวหุยสัญญาออกมาเองว่าจะไม่ใจร้อน และเมาอีก ถ้าทำอย่างเดิมอีก จะเอาชีวิตมาแลก และเมื่อเปลี่ยนความเชื่อที่สุดเล่าปี่ก็สามารถทำงานร่วมกับเตียวหุยได้ การใคร่ครวญ อย่างนี้ในภาษา OD เราเรียกว่าการทำ Reflection คือเราทำงานอะไรไปเราต้องหันมาดูทุกขั้นตอน ตั้งแต่ความเชื่อของเราไปเลย วิธีการทำก็ง่ายๆ เสร็จงานก็มาคุยกันว่าที่ทำไปอะไร Work ไม่ Work คุณจะเห็นว่าเล่าปี่ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำ และเล่าปี่ฟังคนรอบตัว

และเล่าปี่ก็พังเหมือนกันในตอนท้าย ก็เพราะไม่ฟังใครเอา “ความเชื่อ” ตัวเองเป็นหลัก

ส่วนอ้วนเสี้ยวไม่นานก็พัง เพราะยิ่งไม่ฟังความเห็นที่ต่าง ..เอาแต่ความเชื่อที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ที่สุดเสียกุนซือที่รู้ความลับทุกอย่าง เสียขุนพลเก่งๆ และจบชีวิตตัวเองลงในที่สุด

ใน OD มีเครื่องมือดีๆ ครับช่วยให้เราค้นพบความเชื่อที่เป็นประโยชน์ ผมเองทำ Apprecitive Inquiry มาหลายปี และผมมีโอกาสทำโจทย์เกี่ยวกับการสร้างทีม การเพิ่มผลผลิต และความสุขมามาก... แปลกไหมครับ แม้ขนาดโรงงานสายแข็ง คนกินเหล้ากันเป็นว่าเล่น ด้วยความเชื่อที่อาจไม่ตรวจสอบกันมาก่อน หลังให้เล่าความภาคภูมิใจ (โจทย์เกี่ยวกับ Innovation) ตอนทำงานร่วมกันได้ผลคนเป็นสุข (Team) และตอนทำงานเก่งขึ้น เร็วขึ้น (Productivity) เอาไปว่าขนาดสายแข็ง ตอนทำอะไรได้ดีที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นหลังคืนที่นัดกันไปเมามาครับ ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวกับการกินเหล้าจะทำคิดอะไรใหม่ๆได้ หรือทำงานร่วมกับใครได้ดี ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และถ้าถามเรื่องความสุขในชีวิตก็ไม่มีใครพูดถึงสาเหตุมาจากการกินเหล้า กินเบียร์ ... แปลกไหมครับ ...เอาเรื่องการผ่อนคลายก็ได้ ขนาดถามเรื่องการผ่อนคลายเครียดก็ไม่มีเรื่องกินเหล้าเบียร์ งง ไหมครับ

ผมเองแต่ก่อนก็คิดว่ากินจะได้เพื่อน ได้ระบายออก ได้งาน ไม่ใช่ครับ นั่งกินเบียร์กันไป วันหนึ่งขอชนแก้วกับขี้เมาด้วยกันได้เรื่องครับ หาว่าเราไปดูถูก งงครับ แกกินหนักมาก ทั้งๆที่อยากผูกมิตรด้วย ...เลยเริ่มเข้าใจมานานแล้วครับ นอกจากไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ยังอาจซวยกับขี้เมาด้วยกันได้ ตอนนี้เปลี่ยนความเชื่อ และเลิกไปนานแล้วครับ และขอบคุณวัดหลวงพ่อกล้วย หลวงพ่อ หลวงปู่ทุกวัด หลวงพี่ ที่ทำให้ผมหันหลังไปกลับเรื่องนี้อย่างถาวร

และที่สำคัญพอมาทำ AI ปรากฏว่าเป๊ะเวอร์ ความสุข ความสำเร็จของมนุษย์ไม่ได้มาจากเรื่องนี้ครับ คุณอาจสำเร็จได้มากกว่าเดิม ที่สำคัญไม่ต้องมีความเสี่ยงกับตัวเองและครอบครัว เหมือนที่เล่าปี่เคยเจอ อ้วนเสี้ยวเคยพัง ผมเคยเสี่ยงตาย มาก่อน หาสาระไม่ได้นะครับ ...

สรุปแล้วลองพิจารณาผลงาน หรือการกระทำของท่าน มันเกิดมาจากความเชื่ออะไร ไม่ตรวจสอบไม่ได้นะครับgราอาจอยู่ในนรกอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Note: เรื่องความเชื่อนี้ผมว่าท่านอาจารย์วรภัทร์อธิบายได้ดีมากๆ ในเรื่อง Theory U เชิญชมนะครับ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)