ชีวิตที่พอเพียง : ๒๔๓๙. ควงสาวเที่ยวอังกฤษ ๑๒. Highland Tour Day 4

วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ฝนตกและหนาวตามเคย เที่ยวอยู่ใกล้ๆ ที่เมืองเก่า Cromarty, Beauly, Loch Ness & Exhibition Centre แล้วไปถ่ายขึ้นรถ Scotline Tour กลับเอดินเบรอะ

คุณไมเคิ่ลมารับ บอกว่ามีลูกทัวร์เฉพาะเราสองคนเท่านั้น จึงกลายเป็นไกด์ส่วนตัวของเราไปเลย ได้คุยซักถามมากมาย ระหว่างนั่งรถไป Black Isle ผมถามเรื่องการปลูกป่า เขาจึงเล่าว่าป่าโดนตัดทำลายช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เอาไม้ไปต่อเรือรบปี 1919 จึงตั้ง Forestry Commissionทำหน้าที่จัดการป่าโดยปลูกนาน ๔๐ ปีแล้วตัด ทิ้งไว้ ๕ ปีจึงปลูกใหม่ เวลาปลูกป่าเขาไม่ได้คิดถึงเฉพาะต้นไม้ แต่เขาคิดถึงระบบนิเวศทั้งหมด รวมสัตว์ป่าและแมลงด้วย รวมทั้งเลือกต้นไม้ที่มีประโยชน์หลายอย่าง เช่นต้น birch ช่วยดูดซับมลภาวะ

ที่บริเวณ Black Isle เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผักหลายชนิด รวมทั้งปลูกข้าว บาร์เลย์ สำหรับทำวิสกี้ และมีแท่นเจาะน้ำมันในMoray Firth

เราไปแวะเข้าห้องน้ำที่เมืองเก่า Cromarty แล้วไปดูปลาโลมาที่ Chanonry Pointไปถึงก็เผชิญอากาศหนาว ฝนตก ลมแรง แต่เราก็ไปยืนรอให้กระแสน้ำมา โดยมีคนรออยู่ก่อนแล้วท่าทางชำนาญพื้นที่ บอกว่าเมื่อวานเห็น ๒๐ ตัว และเอาวีดิทัศน์ที่ถ่ายไว้ให้ดูในกล้อง เขาถือกล้องวีดิทัศน์เล็กๆ มีขาตั้งด้วยสักครู่ก็เห็นกระแสน้ำมาจริงๆ และเห็นแมวน้ำเล่นน้ำอยู่ไกลๆ แต่ไม่มีวี่แววปลาโลมา รออยู่สัก ๑๕ นาทีคุณไมเคิ่ลก็ ชวนกลับ เพราะสงสารว่าเราหนาว

แม้ไม่เห็นโลมา แต่ก็ได้ถ่ายรูปคู่ นานๆ ถ่ายที โดยมี Fort Georgeเป็นฉากหลัง นี่คือค่ายทหารอังกฤษ ที่สร้างในปี 1746 หลังสิ้นสุดสงคราม Jacobite ในปี 1745 เพื่อไม่ให้สก็อตแลนด์เป็นกบฏต่ออังกฤษอีก ฟังดูแล้วในช่วงนั้นคนสก็อตคงจะยากลำบากมาก มีการห้ามใช้ภาษากาลิก (Gaelic) ไกด์ปีเตอร์บอกว่าต้องพูด ว่ากาหลิก ไม่ใช่เกหลิก

ไปดูเมืองเก่า Cromarty ที่เป็นเมืองประมง เมื่อ ๒๐๐ - ๑๐๐ ปีก่อน พาไปที่ Hugh Miller Museumคุณไมเคิ่ลเล่าว่า Hugh Miller เป็นนักธรณีวิทยาที่เก่งมาก มีอายุระหว่างปี 1802 – 1856 โดยไม่ได้เรียน มหาวิทยาลัย ศึกษาธรณีวิทยาด้วยตนเอง และสามารถบอกอายุของฟอสซิลได้ว่ามีอายุกี่สิบหรือร้อยล้านปี แต่ทางศาสนาในสมัยนั้นบอกว่าความเชื่อทางวิทยาศาสตร์เช่นนั้นไม่ถูกต้อง ห้ามเชื่อ ห้ามเผยแพร่ Hugh Miller คับแค้นใจ เลยฆ่าตัวตาย

เสียดายที่พิพิธภัณฑ์เปิด ๑๒ น. เราไปถึง ๑๑ น. ต้องไปต่อ จึงไม่ได้เข้าชม ตอนฟังเรื่องจากคุณไมเคิ่ล ผมนึกถึงโรค bipolar ที่จิตใจมีช่วง mania สลับกับ depression ที่ถือว่าเป็นโรคของอัจฉริยะ ว่า Hugh Miller อาจเป็นโรคนี้พอมาอ่านประวัติของเขาใน Wikipedia ก็พบว่าเอ่ยถึง depression จริงๆ

คุณไมเคิ่ลขับรถวนไปในเมือง Cromarty ชี้ให้ดูว่าถนนแคบมาก เพราะชาวประมงสมัยนั้นไม่ได้ใช้ ยานพาหนะที่ต้องใช้ถนนกว้าง และบ้านที่เราผ่านหลังใหญ่ๆ คงจะเป็นบ้านพ่อค้า ขายเครื่องมือประมง ไม่ใช่บ้านของชาวประมง เขาพาไปดูโรงงานผลิตเชือกสำหรับใช้ในการประมง ทำจาก hemp (กัญชง)

ไปที่ Cromarty Firth เพื่อถ่ายรูป แต่ไม่ได้ดูนก โดยเฉพาะนก red kitesตามที่เขาบอกตอนแรก คงจะลืม และเราก็ลืมทวงด้วย ได้แต่ถ่ายรูป

จากนั้นพาไป Muir of Ordเพื่อไปชมการผลิตวิสกี้ ที่ Glen Ord Distillery ชมการผลิตวิสกี้ Single Malt Whisky ตรา Singleton ซึ่งไม่ขายใน UK เน้นส่งออกไปตะวันออกไกล แต่ก็มีขายในร้านที่โรงงาน ผมได้เรียนรู้ เรื่องวิสกี้ชนิด Single Malt ว่าผลิตจากสารตั้งต้น ๓ อย่างเท่านั้น คือ ข้าว Barley (ที่ทำเป็น malt แล้ว), น้ำ, และยีสต์ ไม่มีการแต่งรส และกลิ่นอื่นๆ อีก ยกเว้นต้องบ่มเหล้าในถังไม้โอ๊กอย่างน้อย ๓ ปี จึงจะถือว่าเป็นวิสกี้ตามกฎหมาย

ต้องเอาข้าวบาร์เลย์แช่น้ำ ๒ วันให้งอก แล้วนำไปทำให้แห้งแยกส่วนเปลือกและส่วนงอกออกไป ทำอาหารสัตว์เอาเฉพาะส่วนแป้งเป็น malt ไปหมักกับน้ำและยีสต์ แล้วกลั่นออกมาเป็นแอลกอฮอล์ เอาไปบ่มในถังไม้โอ๊ก ๓ ปี, ๑๒ ปี, และ ๑๘ ปี ยิ่งเก่ายิ่งแพง ส่วนหนึ่งเพราะแอลกอฮอล์ระเหยไปปีละ ๒%

เขาบอกว่า วิธีแต่รสและกลิ่นมีได้มากมาย เช่น เอาข้าวบาร์เลย์ไปรมควันจากถ่านพีท หรือแต่งกลิ่นผลไม้ แต่โรงกลั่นนี้ไม่ได้ใช้

จบด้วยการไปที่ห้องจำหน่ายสินค้า นั่งชิมวิสกี้ เขาบอกว่าต้องดื่มเพียวๆ ในอุณหภูมิห้อง ตามด้วยน้ำ เพื่อให้ได้รสและกลิ่นเพิ่ม ผมได้สิทธิพิเศษดื่ม (จริงๆ คือจิบ) ๒ แก้ว (นิดเดียว) คือจัดการของสาวน้อยด้วย

ในห้องเขาโชว์สินค้าหลากหลาย รวมทั้งวิสกี้พิเศษ ราคาขวดละ ๒,๐๔๖.๗๕ ปอนด์ ประมาณหนึ่งแสนบาท!

จากนั้นไปแวะกินอาหารเที่ยงที่เมือง Beaulyซึ่งชื่อมีรากศัพท์จากฝรั่งเศส แปลว่า beauty สก็อตแลนด์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับฝรั่งเศส เพราะร่วมมือกันสู้อังกฤษมาแต่โบราณ เราบอกว่าเรามี lunch box มาแล้ว หาที่กินก็แล้วกัน ลงท้ายกินกันในรถ คุณไมเคิ่ลไปซื้อแซนวิชมากินในรถเหมือนกัน

จากนั้นไปเมือง Drumnadrochit พาเราไปถ่ายรูป Urquhart Castle จากถนนตรงจุดที่ถ่ายรูปชัด ที่เราไม่เห็นมาก่อน แต่รูปก็ไม่สวยอยู่ดี เพราะฝนตก ฟ้าปิด เอกสารที่ Scotland Tour แจกแก่เราโดยเฉพาะ บอกว่าบริเวณที่เราเที่ยววันนี้อยู่ในบริเวณ Glen Convinthซึ่งไม่เป็น glen ตามที่เราเห็นในสามวันแรกเลย เดาว่าคนของบริษัททัวร์พยายามขายคำว่า glen ใน Hoghlands Tour

จุดสุดท้ายคือ Loch Ness Centre and Exhibition ที่เราตีตั๋วคนละ ๕ ปอนด์ เข้าไปชมเรื่องราว ทั้งเรื่องปรัมปรา ว่าในปี ค.ศ. 565 บาดหลวงคนหนึ่งพบสัตว์ประหลาดในทะเลสาบ เนสส์ และหลังจากนั้นมีการสร้างภาพ หลอกลวง มากมาย มีการค้นหา/ศึกษาโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาหลักฐานว่าน่าจะมีสัตว์ประหลาด (คิดกันว่าน่าจะเป็นไดโนเสาร์) ใน Loch Ness สรุปได้ว่าน้ำในทะเลสาบไม่เอื้อให้สัตว์ใหญ่มีชีวิตอยู่ได้ คุณไมเคิ่ล บอกว่าน้ำในทะเลสาบมีคาร์บอนจาก peat ที่ละลายมาจากภูเขา ที่ก้นทะเลสาบมีตะกอนสูงถึง ๒๕ ฟุต ทำให้ผมกระจ่างว่าทำไมจึงสังเกตว่าน้ำใน Loch Ness และที่ไหลลงทะเลสาบมีสีดำ

แต่ในประวัติ แสดง timeline ที่จัดแสดง บอกว่าในปี ๑๘๗๑ จับปลา Sturgeon ขนาดยาว ๗ ฟุตได้

ทำให้ผมคิดว่า สก็อตแลนด์น่าจะมีได้อีกชื่อหนึ่งว่า Peatland จึงน่าวิจัยเพื่อทำความเข้าใจ ระบบนิเวศของ Peatland เพื่อสร้างคุณค่าด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และด้านการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอื่นๆ และการลดผลลบจากการเป็น Peatland ความคิดนี้อาจไร้สาระโดยสิ้นเชิง แต่ก็อดคิดไม่ได้

คิดเช่นนี้แล้ว ลองค้น Google ด้วยคำว่า Peatland พบเรื่องราวของ Peatland Program จริงๆ

เรื่องราวของสัตว์ประหลาดใน Loch Ness และความเฟื่องฟูของการท่องเที่ยวบริเวณนี้ บอกเราว่า “ความจริง” มีหลายมิติ ความจริงในระดับคำเล่าลือ หรือความเชื่อ หล่อเลี้ยงกิจกรรมของมนุษย์ ส่วนความจริงในมิติวิทยาศาสตร์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เวลา ๑๖.๒๐ น. เราก็ไปถึงบริเวณที่เราถ่ายรถในวันแรกของ Highlands Tour ถ่ายรถกลับ จากรถคันเล็กของ Highlands Experience ขึ้นรถคันใหญ่ของ Scotland Tour และพบว่า ไกด์คือ คุณปีเตอร์คนเดิม ทุกอย่างตรงเวลา และซ้ำกันเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน คือเรือ Loch Ness Cruise ลำเดิมแล่นมาพร้อมกับลูกทัวร์ที่มาขึ้นรถกลับเอดินเบรอะ โดยเป็นนักท่องเที่ยวกับ One Day Tour

วันนี้นักท่องเที่ยวน้อยกว่าขามา เราได้ที่นั่งกลางรถ นั่งสบาย ผมสังเกตว่า รถโค้ชนั่งนิ่มกว่ารถไฟ

รถแล่นคนละทางกับขามา ผ่านมหาวิทยาลัยสร้างใหม่ ชื่อ University of the Highlands and Islands ที่จะช่วยให้เมือง Inverness ยิ่งเจริญขึ้นไปอีก โดยที่ในช่วง ๕ ปีหลังนี้มีคนย้ายเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นมาก ผ่าน Spey Valley แหล่งสนามกอล์ฟ และโรงงานวิสกี้ ผ่าน Cairngorm Mountains และ Glen Garry เขาชี้ให้ดู Blair Castleอยู่ไกลๆ ตามเอกสารว่าจะแวะดื่มน้ำชาที่ Bankfoot แต่ไม่แวะ บึ่งกลับเอดินเบรอะเลย เขาชี้ให้ดู Loch Levenที่ซึ่ง Mary Queen of Scot ถูกนำมาขังในช่วง ๑๑ เดือนแรก ในที่สุดแล่นข้าม Firth of the Forth ทาง Firth Road Bridge จึงเห็น Forth Rail Bridgeที่มีชื่อเสียง เพราะเปิดในปี 1890 ยาวถึง ๒.๕ ก.ม. จึงถือเป็นความสำเร็จน่าภาคภูมิใจในสมัยนั้น

รถกลับมาส่งที่ Waterloo Place ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ Waverley และโรงแรมของเรามากนัก ลากกระเป๋าประมาณเกือบ ก.ม. ก็ถึงโรงแรมประมาณสองทุ่ม



1 Chanonry Point ไปดูโลมาท่ามกลางฝนและลมหนาว

2 โปรดสังเกตว่าลมแรงจนร่มเปิด

3 ไม่เห็นโลมา ก็ได้เห็นสาหกร่ายสีสวยเกาะหิน

4 สาหร่ายบางส่วนกลายเป็นสีขาว เพราะ

5 บ้านของ Hugh Miller อายุน่าจะเกือบ ๒๐๐ ปี

6 ในเมือง Cromarty หน้าร้านกาแฟ โปรดสังเกตอาคารโบราณ

7 อาคารและถนนในเมือง Cromarty

8 อาคารโรงงานผลิตเชือกอายุกว่า ๒๐๐ ปี เชือกทำจาก hemp

9 โปรดสังเกตแท่นเจาะน้ำมันทางซ้ายของรูป และเรือสำราญทางขวา เห็นไกลๆ

10 ทัวร์โรงกลั่นวิสกี้ ชนิด Single Malt

11 ข้าวบาร์เลย์งอก

12 malt พร้อมเอาไปหมักกับยีสต์

13 Urquhart Castle

14 เตรียมลงเรือดำน้ำสำรวจใต้ทะเลสาบ

15 สะพานข้าม Morray Firth

16 River Spey ถ่ายจากบนรถ

17 Forth Rail Bridge


วิจารณ์ พานิช

๗ พ.ค. ๕๘

ห้อง ๖๐๖ โรงแรม ibis City Centre South Bridge, Edinburgh


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)