คาถารับโลก

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ในชีวิตประจำวัน เมื่อพบเจอเรื่องราวมากมายในโลก เป็นไปได้ยากที่เราจะรู้ตัวว่าควรปฏิบัติตอบอย่างไร ควรวางตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสมในทันที ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าเรานำคำสอนของผู้รู้เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางในการอบรมตนเพื่อไม่ให้เต้นตามโลกไปมากนัก

การได้น้อมนำเอาคำตรัสที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน นอกจากจะลดความวุ่นวาย เดือดร้อนไปได้มากแล้ว ยังเป็นการอบรมตนด้วยธรรมเพื่อความเจริญของธรรมต่างๆ เช่น ขันติ เมตตา โยนิโสมนสิการ ฯลฯ และทำให้ได้พบความสุขจากความดับในระดับต้นๆอีกด้วย

สมมติว่าเราทำบางสิ่งผิดพลาด โดยอาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ทำผิดไปด้วยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด หรือ ทำด้วยความไม่ประมาณตนโดยคิดว่าตนทำได้ แต่กลับกลายเป็นทำในสิ่งที่เกิดความสามารถจนเกิดความผิดพลาดขึ้น ครั้นมีผู้ตักเตือน ต่อว่า แม้จะคิดได้หลังจากที่ได้รับคำเตือนนั้นจนรู้ว่าตนผิดจริง แต่เพราะธรรมชาติของการมีความเห็นว่าเป็นตนคือไม่อยากให้ใครมาลบหลู่คุณของตน ไม่อยากให้ใครเห็นความผิดตน เราจึงมักจะขัดใจ ขัดเคือง หรืออาจจะมีอาการมากไปกว่านั้น เช่น ถือโทษผู้ที่มาว่ากล่าว และเพราะความโกรธจึงอาจทำให้ลืมย้อนมาพิจารณาตน

เมื่อรู้ตัวว่าตนโกรธในสิ่งที่ไม่ควรโกรธ ก็อาจน้อมเอาคำตรัสมาสอนตน ดังเช่นพุทธพจน์ในพระคาถานี้ มาอบรมตน

นิธีนํว ปวัต์ตารํ .............................ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวี .......................ตาทิสํ ปณฑิตํ ภเช

ตาทิสํ ภุชมานสฺส .........................เสยฺโย โหติ น ปาปิโย.

บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญาใด ซึ่งเป็นผู้กล่าวชี้โทษ

ว่าเป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้

พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น ซึ่งเป็นบัณฑิต

เพราะว่า เมื่อคบท่านผู้เช่นนั้น มีแต่คุณอย่างประเสริฐ ไม่มีโทษลามก

การน้อมพุทธพจน์เข้ามาในใจ ทำให้กายสงบ (เช่น ลมหายใจเป็นปกติ หน้าไม่แดง ตัวไม่ร้อน) ใจสงบจากโทสะลงได้ในระดับหนึ่ง (หรือก็คือ สมถะ )เมื่อใจสงบลงแล้วจึงค่อยพิจารณาเพื่อให้เห็นแง่ต่างๆของความจริง เช่น

- ไม่มีใครอยากไม่เป็นที่รักของผู้อื่น การที่เขายอมแบกรับความรู้สึกว่าโกรธ ยอมรับการไม่เป็นที่รักจากเรา แสดงว่าเขาต้องมีความหวังดีต่อเราอย่างแท้จริง

-เราควรดูว่าเราทำอะไร หรือ ไม่ทำอะไร จึงเกิดเรื่องราวขึ้นได้ แทนการดูว่าใครทำหรือไม่ทำอะไร อันนอกจากจะเป็นการสอบสวนตนเองเพื่อหาสิ่งที่ควรแก้ไขแล้ว ยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น ปล่อยให้กิเลสปิดบังดวงตาตนต่อไป

การพิจารณาอาจใช้เวลา อาจมากกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อทำบ่อยๆ เราจะค่อยๆยอมรับความจริงได้และปฏิบัติตนต่อไปอย่างเหมาะสม

หรือ หากถูกต่อว่าด้วยเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ใคร่มีเหตุผล จนเราก็แทบจะทนกลั้นอยู่ไม่ไหว ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราโง่ เราแพ้ เราสู้เขาไม่ได้ ก็อาจใช้คาถานี้มาสอนใจ

อุภินฺนมตฺถํ จรติ ...........................อตฺตโน จ ปรสฺส จ

ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา ........................โย สโต อุปสมฺมติ

อุภินฺนํ ติกิจฺฉนฺตานํ ......................อตฺตโน จ ปรสฺส จ

ชนา มญฺนฺติ พาโลติ ....................เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ.

ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ เป็นผู้มีสติ สงบใจไว้ได้

ผู้นั้น ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ของคนทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น

เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น

ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่

หรือ

ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ....................โยติวากฺยนฺติติกขติ.

บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึกตนแล้ว ประเสริฐในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย

การอดกลั้น (ขันติ) นี้ จิตต้องถูกอบรมด้วยเมตตาควบคู่กันไปด้วยจึงจะสำเร็จ เมตตาตนที่ไม่อยากปล่อยจิตให้คิดฟุ้งซ่านอันเป็นการยอมให้กิเลสต่างๆนำไป เมตตาตนที่อาจไม่รู้จริงจึงแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมจนถูกตำหนิได้ เมตตาความไม่รู้ของผู้อื่น จึงทำให้เขาแสดงออกเพราะความไม่รู้ของเขา แต่เพราะการอดกลั้นทำให้ใจร้อนรน จึงต้องมีการคิดปรุงแต่งให้ความโกรธดับ ให้ใจผ่องแผ้วด้วยความดับของกิเลสอย่างนั้นๆอย่างแท้จริง โดยการน้อมลงสู่ความว่าง (โสรัจจะ) ไม่ใช่ดับกิเลสหนึ่งด้วยอีกกิเลสหนึ่ง

คุณตุ๊กถูกคุณตาบอกเลิกลาเพราะคุณตาพบรักใหม่ คุณตุ๊กเสียใจมาก แต่ต่อมาก็ปลุกปลอบใจตนว่า ตนพรั่งพร้อมทั้งรูป ทรัพย์ ความสามารถ ขนาดนี้ จะหาคนรักใหม่ให้ดีกว่าคุณตาสักกี่คนก็ได้ เมื่อคิดปลอบใจได้ คุณตุ๊กจึงใช้ชีวิตรื่นเริงกับการหาอะไรทำ การเที่ยวเตร่ แต่งกาย และไม่เสียใจอีกต่อไป

ความคิดของคุณตุ๊กแม้จะทำให้ความโกรธดับแต่กลับไม่จัดเข้าเป็นโสรัจจะ เพราะความโกรธไม่ได้ถูกละด้วยการรู้เห็นตามที่เป็นจริงจนดับได้ เพียงแต่จมลงสู่ก้นบึ้งใจ ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น จึงเป็นเพียงการดับความโกรธ (โทสะ) ด้วยความหลง (โมหะ) แล้วก็ย้อมติด (ราคะ) กับความโกรธและความหลงนั้นต่อๆไป

และเพราะไม่ได้หมั่นพิจารณาหาความจริง ปัญหาที่มีจึงไม่มีการหยิบมาพิจารณา จึงไม่เห็นเหตุผลที่แท้จริง ไม่ได้นำอดีตมาทบทวนหาทางแก้ไขเพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคต (โยนิโสมนสิการ) จึงติดข้องอยู่ในราคะ โทสะ โมหะ อย^jอย่างนั้น

ซึ่งการพยายามลดการติดข้องอยู่ในราคะ โทสะ โมหะ การพยายามกำหนดรู้ความสำคัญตนแล้วนำไปเปรียบกับคนอื่นว่าตนดีกว่า ด้อยกว่า หรือเสมอกันนี้

ก็เป็นอีกธรรมที่ "ควรน้อมมาในตน" ค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ตถตา..แปลว่าอะไรคะ..ช่วยแปลหน่อยเจ้าค่ะ..ยายธ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ พยายามฝึกอยู่ ปัจจุบันยังไม่ไปถึงไหนค่ะ

เขียนเมื่อ 

คุณยายธีคะ

ในพจนานุกรมบาลี-ไทย ที่รวบรวมและเรียบเรียงโดย พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ) และ ศ.พิเศษ จำลอง สารพัดนึก ให้คำแปลไว้อย่างนี้ค่ะ

ตถตา อิต. ความเป็นจริง ความเป็นแท้ ความเป็นเช่นนั้น ความเป็นเหมือนอย่างนั้น

(อิต. หมายถึง อิตถีลิงค์ ค่ะ)

เขียนเมื่อ 

คุณกุหลาบมัทนาคะ

ยังไปไม่ถึงไหนเหมือนกันค่ะ :)

เขียนเมื่อ 

ขอนอบน้อมในพระธรรมแห่งองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทโธภควา

ธรรมะ หล่อเลี้ยงใจให้เอิบอาบและเดินทางต่อไปได้ ให้ใกล้จุดหมายขึ้น