ในมุมมองของ….ครูมะเดื่อ….ตอนที่ ๑๐ "ทฤษฎีบริหารการศึกษา : ตีให้แตกแล้วแยกปกครอง

ในมุมมองของ….ครูมะเดื่อ…."ทฤษฎีบริหารการศึกษา : ตีให้แตกแล้วแยกปกครอง


เป็นที่ยอมรับกันในวงการครูอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ แล้วว่า ปัจจุบันนี้ นักเรียนอ่าน เขียน

ไม่ได้ ไม่คล่อง และรวมไปถึง อ่านออก เขียนได้ แต่สื่อความไม่ได้ มีจำนวน

เพิ่มมากขึ้นทุกปี



ก่อน ๆ นี้ ในยุคที่การศึกษาภาคปังคับมีแค่ ป.๖ หากพูดถึง เด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

ก็มักจะนึกถึง เด็กในระดับประถมต้นเสียมากกว่า ไม่ลามไปถึง ในชั้นมัธยม เนื่องด้วย

เด็กที่อ่าน เขียนไม่ได้ หรือไม่คล่อง ก็ไม่มีการเรียนต่อไปถึงระดับมัธยมโดยปริยาย

ต่างจากยุคนี้....เพื่อน ๆ ครูที่สอนมัธยมมาบ่นให้ฟังว่า เด็ก ม.ต้น อ่านเขียนไม่ได้

มากมายหลายคน .... คุณมะเดื่อจึงบอกไปว่า...." เด็กเหล่านี้ ก็อ่านขัด เขียนข้อง

ไปตั้งแต่ประถมแล้ว....ภาคบังคับถึง ม.๓ ก็ต้องเรียนกันไปตามที่บังคับน่ะแหละ"



การเรียนการสอนในระดับประถมต้น ป.๑ - ป.๓ เปรียบได้กับ " เสาเข็ม" ของการสร้าง

อาคาร หากเสาเข็มที่ตอกลงไปไม่แข็งแรง ไม่ลึกพอ ...แล้วไซร้... ไม่ว่าาจะคุณจะ

ใช้วัสดุดี เลิศหรู ราคาแพงอย่างไร....อาคารก็พร้อมที่จะพังอย่างไม่เป็นท่า....



ผู้บริหารที่ชาญฉลาดที่มองการณ์ไกล ต้องรู้จักจัดครูเข้าสอนให้เหมาะสมกับระดับชั้น

มิใช่ว่า จัดตามความพอใจ จริงอยู่ โดยทั่วไปแล้ว ครูส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยง

ไม่มีใครอยากสอน ป.๑ เช่นเดียวกับครูที่สอน ป.๑ มาตลอด ก็มักจะไม่อยากไปสอน

ในชั้นอื่น ๆ การจัดครูเข้าสอนในระดับ " เสาเข็ม" อย่างถูกต้อง รวมทั้เงการส่งต่อ

ในแต่ละชั้นอย่างเป็นระบบ จะช่วยเสริมความแข็งแรงของงานวิชาการให้มีคุณภาพ

เป็นอย่างดียิ่ง



เด็ก ป.๑ ป.๒ จำเป็นที่จะต้องเน้นการอ่าน การเขียนเป็นหลัก แม้ว่าหลักสูตรจะได้

กำหนดให้สอนมากมายหลายกลุ่มสาระก็ตาม แต่หากเด็ก อ่าน เขียนไม่ได้ ก็อย่าหมาย

ว่า เด็กจะเรียนในกลุ่มสาระอื่น ๆ ได้ ในความเห็นของคุณมะเดื่อแล้ว...

กลุ่มสาระที่สำคัญและเหมาะสมที่เด็กในระดับ ป.๑ ป.๒ จะต้องเรียนรู้

ควรจะเป็น ภาษาไทย คณิต และ ศิลปะ เมื่อเด็กสามารถอ่านออก เขียนได้แล้ว

กลุ่มสาระอื่น ๆ ก็ง่ายสำหรับที่จะสอนให้เด็กได้เรียนรู้



คาดว่า ปีการศึกษา ๒๕๕๘ นี้ คงเป็นปีที่เบื้องบนเอาจริงเอาจังกับการสอน ป.๑

เพราะ นโยบาย ป.๑ ทุกคนจะต้องอ่านออกเขียนได้ ควบคู่ไปกับโครงการสอนทางไกล

ทั้ง DLIT และ การสอนทางไกล....

จำได้ว่า.....ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ก็เคยมีนโยบาย ป.๑ " อ่านหนังสือพิมพ์" ได้มาแล้ว...

ฮือฮา พอให้ครูได้เครียดกันไปพักหนึ่ง แล้วก็จางหายไป....ไม่คิดว่าจะได้มาเจออีก

ไม่รู้ว่า....ฟางจะถูกไฟไหม้อีกกี่กอง....เนาะ ???



อยากจะบอกดัง ๆ ว่า.....ต่อให้สื่อดี นโยบายเด่นแค่ไหน หากไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการ

สอนของครู และผู้บริหารจัดครูเข้าสอนแบบ " ตาบอดหูหนวก" ไม่มีหลักมีเกณฑ์

การติดตามผล ประเมินผล ยังให้ความสำคัญกับข้อมูลในกระดาษ และให้เกียรติ

และไว้วางใจผู้บริหารอยู่เหมือนที่ผ่าน ๆ มาแล้วไซร้....

.มันก็ยังอยู่สภาพเดิม ๆ ....เปืดโอกาสให้เบื้องบน (คนใหม่) ได้กำหนดนโยบาย

ขายความคิด.....อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้นน่ะแหละ



ถ้ายังไม่เหนื่อยจนเกินไปกับการอ่านเรื่องเครียด ๆ อย่างนี้ ก็ขอเชิญติดตามต่อไปนะจ๊ะ

ยังมีเรื่องของงานวิชาการให้ได้ติดตามอีกมากมายหลายหลืบหลายมุม...จ้าา




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ในมุมมอง



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้คุณครู นะคะ .... ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะคะ

-สวัสดีครับ

-ตามมาอ่านมุมมอง

-อ่านออกเขียนได้...ต้องช่วยกันครับ

-ไว้เสวนา..พาที..กันนะครับ

-ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมาก ๆ จ้ะหมอเปิ้น มาเสวนาฮาเฮ ริมทะเล ต้อนรับคุณเพชรด้วยกันไหมจ๊ะ

เขียนเมื่อ 

หวัดดีคุณเพชร ๒๘ พ.ค. พบกันนะจ๊ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณมะเดื่อ

  • คนที่บ้านคุณยายสอนป. 4 ค่ะ นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เลยต้องไปซื้อหนังสือ ป. 1 - ป.3 มาสอนเสริม แต่ก็ยังไม่ได้ดั่งใจ " ผมเป็นครู " นะครับ ทำจนตัวเองเครียดสุดท้ายทนไม่ไหว ลาออกแล้วค่ะ มีผล 1 มิถุนายน 58 นี้ค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะคุณมนัสดา เด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มันมีสาเหตุหลายประการ ครูจะต้องหาสาเหตุนั้นให้พบ แล้วสอนจากสาเหตุนั้น เช่น เด็กจำรูปสระ บางตัวไม่ได้ หรือประสมคำไม่เป็นก็ต้องเริ่มจากจุดนั้นจ้ะ ต้องใช้เวลา อย่างเด็กอยู่ ป. ๔ จะให้มีความรู้ความสามารถอ่านคล่องเขียนคล่องเท่ากับเด็ก ป.๔ จริง ๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้จ้ะ อย่างดีที่สุด เด็กเหล่านี้เมื่ออยู่ ป.๖ ก็จะมีความสามารถการอ่าน การเขียน เท่ากับเด็ก ป.๓ เท่านั้น ขอเพียงแต่ว่า ครูจะต้องอดทนสูง ใจเย็นให้มาก ๆ จ้าา ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจจ้ะ