คุณปู่ระพี สาคริก ได้กล่าวไว้ในหลายบทความว่า "สถาบันการศึกษาและสาขาการศึกษาไม่ได้มีอยู่จริง
ทุกอย่างคือความจริงอยู่ที่ใจของแต่ละคน" จากข้อความดังกล่าวที่คุณปู่นำเสนอนั่นแสดงถึงความสำคัญ
ของเครื่องมือที่อยู่ในตนเอง คือใจ ที่เรามีอยู่กันทุกคน ปฏิรูปการศึกษาหลาย ๆ ครั้งมีไวยากรณ์เพียงแค่
"ผู้รู้ และ ผู้มีอำนาจ สั่งให้ เกิดขึ้น" ด้วย "ความหวังดี หรือ ไม่หวังดี" ไม่อาจทราบได้ และไวยากรณ์ภาษา
แบบนี้ก็หมุนไปเรื่อย ๆ ตามกลไก แห่งอำนาจ ไม่รู้จบ แต่ที่รับรู้มาคือ ผู้รู้ผู้หวังดีเหล่านี้ ไปหาเงินด้วยการ
รับเหมาประเมินการศึกษา หรือไม่ก็สร้างที่ทางให้นั่งตำแหน่งที่ได้กินเงินหลายแสนต่อเดือน

ไวยากรณ์แบบนี้ย่อมไม่สามารถสร้างคนให้เกิดสมรรถภาพได้อย่างแท้จริง โดยเปรียบเทียบให้เห็น สอง
ไวยากรณ์ คือ ฉัน เรียนรู้ และ ฉัน ถูกทำให้เรียนรู้ เมื่อ "ฉันเรียนรู้" ฉันเป็นประธาน(Subject) ที่ฉันสามารถ
เรียนรู้ด้วยตนเอง ควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง อยากเรียนอะไร ไปหาเอง เป็น ปัจจุบันกาล ส่งผลต่ออนาคตกาล
หวังต่อสมรรถภาพที่เป็นไปได้ ส่วนอีกไวยากรณ์หนึ่ง คือ "ฉัน ถูกทำให้เรียนรู้" พอถูกทำให้เรียนรู้แล้ว ก็ต้อง
รอหลายประการ ประการแรก รอเคารพธงชาติก่อน รอเก้าโมงก่อน นอกจากนั้นก็รอระบบสั่งการก่อน ตอนนี้โลก
หมุนระบบทุนนิยมไปที่ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ข้างบนยังรบกันไม่เสร็จระหว่าง มาตรฐานนิยม กับ สร้างสรรค์นิยม
นอกจากจะต้องรอไปจนถึง รอคนสอนเปลี่ยนระบบคิด เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ Present tense จึงเป็น Future tense
ล้วน ๆ แม้จะมีคนสอนที่เปลี่ยนระบบคิดไปนิดหน่อยแล้ว คนสอนเดิมก็ไม่ได้ติดตามเราไปจนถึงตลอดชีวิต จาก
การวิเคราะห์ไวยากรณ์ "ฉัน ถูกทำให้เรียนรู้" แบบที่ทำ ๆ กันในปัจจุบัน ไม่ว่ารอบใด ก็จะล้มเหลวทุกรอบ ภายใต้
ความล้มเหลวนี้ ทำให้หลายคน"รวย" จากการตั้งองค์กรรับเหมา จากการวิ่งรอกขายนวัตกรรม วิ่งรอกเป็นวิทยากร

ผมจึงเห็นว่าไวยากรณ์แบบ "ฉัน เรียนรู้" มีความสำคัญมากกว่า "ฉัน ถูกทำให้เรียนรู้" เพราะตรงกับไวยากรณ์ที่
ผู้เรียนเป็นสำคัญ ทำได้ทันที ทุกวัน ไม่ต้องรอ ไวยากรณ์แบบนี้แม้พวกตะวันตกก็เข้าใจไวยากรณ์แบบที่สอง
ที่กวาดต้อนคนให้เป็นแรงงานในระบบอุตสาหกรรม ยังมีคนอีกหลายคน เช่น สตีฟ จ๊อบ และ บิล เกต ที่เข้าใจ
ไวยากรณ์ "ฉัน เรียนรู้" นำไปสู่ความมั่งคั่งมั่นคงของชีวิตตัวเอง ส่วนไวยากรณ์ แบบ ฉัน ถูกทำให้เรียนรู้ นั้น
จะต้องมีกระบวนการอะไรต่าง ๆ อีกมากมายเพื่อควบคุม และสุดท้ายหรือที่สุดรอบก็ได้แค่ใบรับรอง ของผู้มีอำนาจ
เพื่อที่จะไปเป็นแรงงานค่าตัวเท่าใบรับรอง เหมือนบิล เกต กล่าวติดตลกไว้ว่า เพื่อนของเขาที่ได้คะแนนดีกว่าเขา
ตอนเรียนไฮสคูล เรียนมหาวิทยาลัย สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่ลูกน้องบิลเกต

ความสำคัญของไวยากรณ์ "ฉัน เรียนรู้" นอกจากจะทำได้ทันที ใช้เครื่องมือภายในตัวเอง คือ สมอง แถมไม่
สร้างอะไรให้ยุ่งยากสิ้นเปลือง การเรียนรู้แบบนี้เรียกเท่ห์ ๆ ว่า "การศึกษาเอกัตบุคคล (Individual Learning)
คือการศึกษาเรียนรู้ที่เกิดจากตัวเอง สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ตนเองได้รับผลประโยชน์เอง และในที่สุด
มันก็อยู่ในชีวิตของเรา สมอง ความคิด ที่ยากจะหลีกหนี ว่าในที่สุดแล้ว การจัดการเรียนรู้ให้กับตนเอง นี่คือ
การปฏิรูปการศึกษาในที่สุดรอบ เมื่อเราให้การศึกษาเรียนรู้และการจัดการตัวเองแล้ว เราก็ย่อมวาดฝันที่จะ
สร้างอนาคตตัวเองไปในทางที่เราสามารถกำหนดควบคุมได้