ตำราชีวิต : การเข้าสู้สังคมของผู้รับบริการไบโพล่าร์ในบริบทการจ้างงาน

1.PEOP

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar disorder) หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว

เป็นโรคความผิดปกติทางอารมณ์มีอาการที่สำคัญ 2 แบบ คือ ภาวะแมเนีย และภาวะ ซึมเศร้า ซึ่งเคยถูกเรียกว่า Manic- depressive disorder

ความเจ็บป่วยทางอารมณ์ทั้ง 2 แบบนั้นรุนแรง ไม่ใช่อารมณ์ปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนรบกวน การทำงานของจิตใจและความสามารถด้านต่าง ภาวะของโรคจะครอบงำบุคคลนั้น จนทำให้สูญเสียความเป็นคนเดิมไป

ภาวะซึมเศร้าในโรคไบโพล่าร์ (Bipolar depression)

อ้างอิงตามกรอบทางกิจกรรมบำบัด Person Environment Occupation Performance Model [PEOP] ได้ดังนี้

P=Person

-ผู้ป่วยจะมีการเคลื่อนไหว และความคิดอ่านช้าลง ขาดกำลังใจ มองว่าตนเองไร้ค่าหรือไม่มีประโยชน์ อาจมีอาการวิตกกังวลรุนแรงร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมีอาการหลงผิดเกิดขึ้นร่วมกับอาการทางอารมณ์

-มีพฤติกรรมนอนมาก และรับประทานอาหารมากขึ้น มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มองว่าบุคคลอื่นไม่สนใจหรือไม่เป็นมิตร

E = Environment

  • -การปรับสิ่งแวดล้อม ให้ผู้ป่วยอยู่ในสถานที่ที่ผ่อนคลายเหมาะแก่การพักผ่อน แนะนำเรื่องความสม่ำเสมอเรื่องการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน เช่น การนอนควรพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการตัดสินใจอะไรที่สำคัญๆ พยายามอย่ากระตุ้นตัวเองให้เครียดหรือคิดมาก

O = Occupation

  • -ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น กิจกรรมงานประดิษฐ์ กิจกรรมงานศิลปะ การเล่นดนตรี งานเกษตร เป็นต้น

P = Performance

  • -ผู้ป่วยสามารถผ่อนคลายความตึงเครียด มีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำเพื่อดึงความสนใจลดการกลับไปคิดหมกมุ่นเรื่องที่ส่งผลระทบต่อจิตใจ


2.Evidence Based Practice Levels

การประเมินระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์

1.A cross sectional study of employment pattern in patients with severe mental illness

เป็นหลักฐานที่อธิบายถึงการเข้าสู้ชุมชนของผู้รับบริการที่เป็นโรคไบโพล่าร์ (Bipolar disorder) ในบริบทของการจ้างการ จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 3 (level of evidence C) ซึ่งหลักฐานนี้มีการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุม(controlled clinical trial )ที่มีคุณภาพพอใช้

2. Improving care and wellness in bipolar disorder: origins, evolution and future directions of a collaborative knowledge exchange network

เป็นหลักฐานที่ศึกษาปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อผู้ป่วยไบโพล่าร์ โดยสหวิชาชีพต่างๆ เพื่อจุดประสงค์หลักคือ ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และความเข้าใจใน ปัญหาทางด้านจิตใจ และสังคมที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ป่วยไบโพล่าร์ จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 4 (level of evidence D ) เป็นหลักฐานฉันทามติ(consensus)ที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มวิชาชีพต่างๆที่เป็นสาขาวิชาเฉพาะ

3. The impact of bipolar disorder upon work functioning: a qualitative analysis

เป็นหลักฐานที่ศึกษาถึงผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานของผู้ป่วยไบโพล่าร์ โดยเป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพของงานที่ผู้ป่วยได้ทำ จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 3 (level of evidence C) ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้จากการศึกษาวิจัยเชิงแบบพรรณนา (Descriptive studies)

4. Cognition in older adults with bipolar disorder versus major depressive disorder

เป็นหลักฐานที่ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ(cognition) ซึ่งมีหลากหลายสหวิชาชีพที่ร่วมกับศึกษา จัดเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือระดับ 2 (level of evidence B) ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงทดสอบแบบไม่สุ่มและมีกลุ่มควบคุม (non-randomized controlled trial) ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมในประชากรต่างกลุ่มและคณะผู้ศึกษาที่มีหลากหลาย


3.การใช้การจัดการความรู้สู่สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด(Knowledge management to OT media)

Knowledge management คือ การจัดการความรู้ ซึ่งได้มาจากหลากหลายแหล่งข้อมูล เช่น จากประสบการณ์ของผู้รู้ การเก็บรวบรวมความคิดด้วยตนเอง ความรู้จากแหล่งข้อมูลในอดีต เกิดจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้วนำมาบันทึกเป็นบทเรียน เป็นต้น โดยมีเครื่องมือในการจัดการความรู้ ได้แก่ ประสบการณ์ ความคิด กระบวนการเรียนรู้ การสื่อสารแปลการรู้คิดปัญญา และการบันทึกคลังบทเรียนที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในตัวตนและชุมชนนักปฏิบัติ (อ้างอิงจาก : https://www.gotoknow.org/posts/497816)

การจัดการความรู้ (Knowledge Management) อันประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ได้แก่

สื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด(OT media)

มีด้วยกัน 5 อย่าง

  • Therapeutic use of self
  • Client relationship
  • Activity analysis
  • Teaching and learning process
  • EN modification

แล้วในผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ (Bipolar disorder) ละ?

การจัดการความรู้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จำเป็นต้องอาศัยสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัดทั้ง 5 มาใช้ในการจัดการความรู้

สื่อแรกที่ใช้คือ Therapeutic use of self

การบำบัดในแต่ละครั้งถ้าเราไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆที่จะมาใช้เป็นสื่อ ตัวผู้บำบัดก็จัดเป็นสื่ออย่างหนึ่งเช่นกัน เช่น การที่ผู้บำบัดร้องเพลงกระตุ้นผู้ป่วยเพื่อให้คลายความกังวลแทนการเปิดเพลงจากสื่อต่างๆ การจัดกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดโดยการนำท่าออกกำลังกาย

สื่อที่สองที่ใช้คือ Client relationship

การสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อใจและไว้ใจในตัวผู้บำบัด และจะทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วย ตัวอย่างการสร้างสัมพันธภาพ เช่น การใช้น้ำเสียงและลักษณะท่าทางของผู้บำบัดในการกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรม รวมถึงการวางแผนโน้มนาวจิตใจให้ผู้ป่วยเข้าร่วมในกิจกรรมการรักษา

สื่อที่สามที่ใช้คือ Activity analysis

การวิเคราะห์กิจกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญของการทำกิจกรรมบำบัด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ขั้นตอนของแต่ละกิจกรรม และจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับปัญหาและความสามารถของผู้ป่วย ดังนั้นการเลือกกิจกรรมให้ผู้ป่วยต้องตระหนักถึงข้อบกพร่อง ดูถึงความสามารถ และทักษะของที่ผู้ป่วยมีอยู่ การวิเคราะห์กิจกรรมยังจะช่วยปรับกิจกรรมให้มีความยากง่าย เช่นการ ปรับให้ง่ายโดยการลดขั้นตอนเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเมื่อทำกิจกรรมไม่ได้ การปรับให้ยาก เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความท้าทายและความภูมิใจในตนเองเมื่อทำกิจกรรม

สื่อที่สี่ที่ใช้ คือ Teaching and learning process

การสอนและกระบวนการเรียนรู้ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีการเรียนรู้ที่ช้าหรือมีความสับสน ดังนั้นการสอนของผู้บำบัดต้องปรับให้เหมาะสมกับระดับความสามารถและการรับรู้ของผู้ป่วย

สื่อที่ห้าที่ใช้ คือ Enviroment modification

การปรับสภาพแวดล้อม คือ การปรับปัจจัยภายในและภายนอกของผู้ป่วยให้เอื้อต่อการกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆได้ อย่างปลอดภัย และสะดวกสบาย เช่น การปรับสิ่งแวดล้อมให้ผ่อนคลายต่อการทำกิจกรรม ปรับให้เงียบสงบให้มีสมาธิต่อการทำกิจกรรม


4. การถ่ายทอดความรู้และกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด(Knowledge Transfer to OT process)

การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) :

เป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัดการความรู้ (knowledge management) ซึ่งมีหมายความคือ การแบ่งปันความรู้ภายในองค์การที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งควรมีเป้าหมายในการถ่ายทอด ว่าจะส่งต่อให้ใคร เนื้อหามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน มีความเร่งด่วนเพียงใด เพื่อทำให้การกำหนดรูปแบบในการถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย

กระบวนการทางกิจกรรมบำบัด(OT Process)

ซึ่งจะตรวจประเมินตามความสำคัญดังนี้

  • 1.สร้างสัมพันธภาพ
  • การสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อใจและไว้ใจในตัวผู้บำบัด และจะทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้บำบัดกับผู้ป่วย
  • 2.ความต้องการของผู้รับบริการ
  • การตั้งเป้าประสงค์ของการบำบัดรักษา ควรมีการตั้งเป้าหมายร่วมกันกับผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้รู้ที่ความต้องการของผู้ป่วยเอง
  • 3.บทบาท อาชีพของผู้บริการ
  • เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสามารถและส่งเสริมการกลับไปทำงาน
  • 4.สัมภาษณ์
  • การสัมภาษณ์ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย ให้ครอบคลุมทุกๆด้านของข้อมูล
  • 5.สังเกต
  • การสังเกตดูพฤติกรรมการแสดงออกของผู้ป่วย ในสถานการณ์ต่างๆ
  • 6.ทดสอบ
  • การทดสอบเพื่อดูความสามารถในการทำกิจกรรม ในสถานการณ์และบริบทต่างๆ
  • 7.ตรวจสอบข้อมูลจากแฟ้มประวัติ
  • เพื่อดูการวินิจฉัยจากการรักษาของแพทย์ และตรวจสอบข้อมูลจากการสัมภาษณ์
  • 8.สังเกตความสามารถขณะทำกิจกรรม
  • 9.ประเมินจากความสุขของผู้รับบริการ
  • 10.จากการประเมินของผู้บำบัด

5. ความรู้ใหม่และการประยุกต์ใช้

ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ ได้รู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าสู้สังคมของผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์ (Bipolar depression) เช่น ในกรณีปัจจัยที่ทำให้ว่างงาน มี 4 ประเด็น คือ symptoms of illness , ขาดแรงจูงใจในการไปทำงาน ,ได้งานและค่าจ้างที่ไม่เหมาะสมและขาดงานบ่อย ,ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากครอบครัวมาตั้งแต่วัยรุ่นจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำงาน

อ้างอิง

- Hari Prasad G* (M.O.T.), Co-Author : Vinita Acharya.A cross sectional study of employment pattern in patients with

severe mental illness.The Indian Journal of Occupational Therapy : Vol. 46 : No. 2 (May 2014 - August 2014)

- Erin E Michalak, Rachelle Hole, James D Livingston, Greg Murray, Sagar V Parikh, Sara Lapsley and Sally McBride.Improving care and wellness in bipolar disorder: origins, evolution and future directions of a collaborative knowledge exchange network .Michalak et al. International Journal of Mental Health Systems 2012, 6:16

- Ariel G Gildengersa, Meryl A Buttersa, Denise Chisholmb, Stewart J Andersonc, Amy Begleya, Margo Holmb, Joan C Rogersb, Charles F Reynolds IIIa and Benoit H Mulsanta,d.Cognition in older adults with bipolar disorder versus major depressive disorder.Bipolar Disorders 2012: 14: 198–205

- Erin E Michalaka, Lakshmi N Yathama, Victoria Maxwellb, Sandra Halec and Raymond W Lama.The impact of bipolar disorder upon work functioning: a qualitative analysis.Bipolar Disorders 2007: 9: 126–143

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดของฉัน



ความเห็น (0)