ผมเดินทางออกจากพื้นที่นา ด้วยสองความคิด ทั้งมีความสุข...และเสียความรู้สึก..แต่ก็ต้องรีบปล่อยวาง และให้อภัย ทั้งตัวเราและเขา ...ที่ขโมยที่ของเราทำนา..นี่แหละนะ ความโลภ..มาตั้งแต่แรก ที่ขาดความพอเพียง ก่อให้เกิดทุกข์ สร้างปัญหาในจิตใจ ไม่ว่าเราหรือใคร...การใช้ชีวิตเรียบง่าย พอเหมาะพอดี น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด...ผมคิดเช่นนี้จริงๆ

ห่างหายไปจากงานเขียนบันทึกหลายวัน..อันเนื่องมาจากต้องเดินทางไปยังดินแดนอีสานตอนใต้ ออกจากบ้านตั้งแต่ห้านาฬิกา ตามเส้นทางสุพรรณบุรี เข้าอ่างทอง และสระบุรี พุ่งตรงไปโคราช ใช้เวลาเดินทางราว ๕ ชั่วโมง จึงเข้าสู่ที่พัก หมู่บ้านสุรนารีวิลล์ ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นพี่ชาย..เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา..

รถยนต์พาหนะค่อนข้างเก่า อากาศ..ก็ร้อนมาก รู้สึกสงสารทั้งรถและลูกชายที่เป็นพลขับ เลยตัดสินใจพักค้าง ๑ คืน รุ่งขึ้น..มีเรี่ยวแรงจึงได้เดินทางต่อ..ราวๆ ๒๐๐ กิโลเมตร จึงเข้าสู่ตัวจังหวัดสุรินทร์ ไปต่ออีกนิดก็ถึง อำเภอศีขรภูมิ ..เป็นเป้าหมายปลายทางที่ผมจะต้องมาทำธุระสำคัญ และใช้เวลาในช่วงปิดเทอมนี้..ทำให้สำเร็จเรียบร้อย

ใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ณ สำนักงานที่ดินอำเภอ โอนชื่อในโฉนดที่ดิน จากชื่อพี่ชาย มาเป็นชื่อของผม ที่ดิน ๒๐ ไร่ โอนกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีการซื้อขาย เสียค่าธรรมเนียม ๓๑,๐๐๐ บาท เป็นจำนวนเงินที่เกินความคาดหมาย..แต่ก็บ่นอะไรไม่ได้ นอกจาก..เหงื่อตก.....

จากนั้น..จึงเดินทางไปท้องนา..ด้วยกายและใจที่เบาหวิว ความรู้สึกภูมิใจและดีใจก็มีอยู่ ความคิดถึงท้องนาก็มีไม่ใช่น้อย..ครั้งสุดท้าย..ได้เดินทางมาดูเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ก็เพียงแค่ผ่านมา และแวะดู ๑๐ นาที แล้วก็ผ่านไป แต่ครั้งนี้... ตั้งใจมาดูที่นาอย่างจริงจัง

รถเข้าไม่ถึงที่นา ต้องเดินไปอีกราว ๓๐๐ เมตร...ใจก็คิดทบทวนว่ามาซื้อได้อย่างไร ไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน โชคดีที่ไม่แห้งแล้งมากนัก เพราะที่นามีคลองชลประทานไหลผ่านและมีสระน้ำใหญ่...

จำได้ว่า..พี่ชายซึ่งเป็นนายช่างวิศวะชลประทานมาซื้อไว้ก่อน ๓๐ ไร่ ต่อมา..พี่สาว มาเห็นแล้วชอบใจ ซื้ออีก ๒๐ไร่ ปีต่อมา พี่ชวนผมมาเที่ยวชม แล้วชวนผมซื้ออีกหนึ่งแปลงใกล้กัน เนื้อที่ ๕ ไร่..เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วสิบกว่าปี...... แต่ดูเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวันวาน..

พี่สาวซื้อไว้ไม่ถึง ๔ ปี มีอันต้องลาออกจากงานเอกชน..และเดินทางไปทำงานพยาบาล ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา มีความประสงค์จะขายที่นาให้ผม ๒๐ ไร่เป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ผมบอกว่า ไม่มีเงินหรอกพี่ ที่ผมซื้อไว้ ๕ ไร่นั้น ก็หมดเงินไปเยอะแล้ว จริงๆแล้ว..ผมก็ไม่อยากได้เท่าไรเพราะไกลบ้าน..

แต่ไม่เป็นผล..คนที่บ้านผมยื่นคำขาด พี่ต้องเอาไว้ ถือเป็นการช่วยพี่สาวให้ได้ไปทำงานที่เมืองนอก สุดท้ายพี่สาวบอกให้ผ่อนส่งเป็นงวดก็ได้..เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ส่งได้แค่ ๒ เดือนเท่านั้น ที่เหลือพี่สาวเปลี่ยนเงื่อนไขให้ผมส่งงวดเดือนละ ๓๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท ..เพราะต้องการใช้เงิน....ผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี ยังจำได้แม่นยำว่าช่วงนั้น.... ลำบากมาก ต้องประหยัด เกือบถึงขั้นกัดก้อนเกลือกิน..ทีเดียวเชียว

ผมใช้เวลาส่งงวดที่นาให้พี่สาว..ไม่ถึง ๒ ปี ในระหว่างนี้..พี่สาวได้โอนกรรมสิทธิ์ให้พี่ชาย ให้พี่ชายมีชื่อในโฉนด และอีก ๕ ปีต่อมา..พี่ชายย้ายที่ทำงานจากสุรินทร์ ไปทำงานที่จังหวัดอุบลราชธานี และมีความจำเป็นต้องตัดสินใจขายที่นาของเขาเองทั้งหมด(๓๐ ไร่) บริเวณนั้นจึงเหลือที่นา ๒ แปลง คือของผมเดิม ๕ ไร่และของผมอีก ๒๐ ไร่ (ภายใต้ชื่อของพี่ชาย)...ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูก..ไม่รู้สึกดีใจเลยว่ามีที่ทาง รู้สึกเหงา..เศร้า...เหมือนถูกญาติพี่น้องทอดทิ้งและไม่จริงใจ...

วันนี้..ไปที่นา ณ บ้านสว่าง หมู่ที่ ๘ ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ...อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ พึ่งตนเอง เริ่มต้นคิดใหม่ทำใหม่..ฉับพลันทันใด เมื่อเดินถึงที่นาก็ตกใจ ผมพบร่องรอยการทำนา มีการเผาตอซัง ร่องรอยการเก็บเกี่ยวและเตรียมการที่จะทำต่อ...ผมตรงไปที่ชาวบ้านซึ่งกำลังทอดแหหาปลา แนะนำตัวว่าผมเป็นใคร มาจากไหน.....วันนี้จะมาดูที่นา...

ชาวบ้านที่หาปลามีสีหน้าแปลกใจ..ก่อนพูดว่า "...อ้าว ไม่ใช่นาของ.....หรอกหรือ..." ชาวบ้านเอ่ยชื่อข้าราชการครูที่อยู่ในหมู่บ้าน...ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับคนที่ซื้อนาพี่ชายผมไป ๓๐ ไร่ ผมโทรหาพี่ชายทันที พี่ชายบอกว่า..ไม่ได้ให้เขาทำนา เพราะผมไม่อนุญาติใครทั้งนั้น ต้องการจะปลูกป่า และไม่อยากให้สารเคมีอยู่ในที่นา การทำเช่นนี้...ถือว่าขโมยทำหรือถือวิสาสะนั่นเอง

ผมรีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านทันที..บอกพิกัดที่นา เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง รวมทั้งการบริหารจัดการในอนาคต..ผู้ใหญ่อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนบอกว่า....ทุกคนในหมู่บ้าน คิดว่าที่นาของผมทั้งสองแปลง เป็นของครูท่านนั้น เพราะเขาทำนามา ๒ ครั้งแล้ว ครั้งที่ ๒ ได้ผลดีมาก...ผู้ใหญ่แนะนำให้ผมปักป้ายและบอกว่าจะช่วยดูแลให้

ผมเดินทางออกจากพื้นที่นา ด้วยสองความคิด ทั้งมีความสุข...และเสียความรู้สึก..แต่ก็ต้องรีบปล่อยวาง และให้อภัย ทั้งตัวเราและเขา ...ที่ขโมยที่ของเราทำนา..นี่แหละนะ ความโลภ..มาตั้งแต่แรก ที่ขาดความพอเพียง ก่อให้เกิดทุกข์ สร้างปัญหาในจิตใจ ไม่ว่าเราหรือใคร...การใช้ชีวิตเรียบง่าย พอเหมาะพอดี น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด...ผมคิดเช่นนี้จริงๆ

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

</span>