ฝันของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี

ฝันของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี

ศ. นพ. ประเวศ วะสี บรรยายแก่กลุ่มสามพรานเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ และ นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล บันทึกไว้ ผมจึงนำมาเผยแพร่ต่อ หารฝันนี้มีคนจับทำ และเกิดผลจริง เพียงไม่ต้องถึงครึ่ง ของที่ท่านพูด ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาลแก่บ้านเมือง

พัฒนาการของระบบสุขภาพไทย

ศ. นพ. ประเวศ วะสี

บรรยายแก่กลุ่มสามพราน

๑๗ เมษายน ๒๕๕๘

…………….

เดิมท่านรักษาการปลัดจะมาพูด แต่ตามธรรมชาติของผู้มีตำแหน่งจะยุ่ง ก็เลยเอาคนแก่เป็นตัวแทน. มีเรื่องสำคัญจะเสนอสองเรื่อง แต่ก่อนจะเสนอจะเป็นอารัมภบท คือขอให้มีความสุข อายุยืน ประสบความสำเร็จ ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ประกอบอาชีพที่สร้างสุขภาวะให้ผุ้อื่น. งานของพวกเราเกี่ยวกับการมีชีวิตของผู้คน ความปลอดภัย ปลอดโรค ตั้งแค่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน.

ถ้าดูความเป็นมาของระบบสาธารณสุขจะเห็นพัฒนาการมาเป็นลำดับ ผมอายุมากจะเห็นยาว. ตอนเด็กๆ จะไม่มีหมอในจังหวัด เป็นไส้ติ่งก็ตายหมดทุกคน พอได้ยินว่าคนนี้เป็นไส้ติ่ง ร้องโอยๆ ก็ตาย เป็นคนตีบก็ตาย นักเรียน รร.ตีนเขาครึ่งหนึ่งเป็นคุดทะราด เดินไปก็เจ็บไป. ผมเองเป็นมาเลเรีย ได้อาศัยทหารเสนารักษ์ฉีดยาให้.

มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ สร้าง รพ.ครบทุกจังหวัดในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. มี อ.นิตย์เป็นอธิบดีกรมการแพทย์ จอมพล ป.รักหลวงนิตย์มาก ตั้งชื่อลูกว่านิตย์ และถามหลวงนิตย์ว่ามีอะไรให้ผมช่วยบ้าง. ต่อมามีการสร้าง รพ.อำเภอครบทุกอำเภอ เป็น big step ต้องต่อสู้ ต่อสู้กับพี่บรรลุนี่แหละ ผอ.รพ.เลิดสินต้องการเงิน 700 ล้านมาขยาย รพ.เลิดสิน. เรามีทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย คิดกันที่ห้องนั้นแหละ มาช่วยกันผลักดัน. ตอนนี้ก็มี รพ.สต.ประมาณหมื่นแห่ง ครบทุกตำบล เริ่มทำงานดีๆ ดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ. อ.อมรก็ทำเรื่อง อสม. มี อสม.หมู่บ้านละสิบคน เกือบล้านคน. ต่อมาก็มี ส.ต่างๆ สวรส.ทำเรื่องความรู้ สสส. สปสช.

เรื่อง สปสช.ไม่ใช่เรื่องการเงินการทอง แต่มันพลิกความเชื่อ มายาคติ. แต่ก่อนนี้ชาวบ้าน คนยากจนเป็นคนไม่มีศักดิ์ศรี แล้วแต่ระบบรัฐซึ่งมีอำนาจจะให้หรือไม่. แต่พลิกว่าประชาชนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นเจ้าของงบประมาณ เป็นการปฏิวัติ เป็นศีลธรรมใหม่ คือการเคารพศักดิ์ศรี คุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย. เป็นการปฏิวัติสัมพันธภาพจากเชิงอำนาจ เชิงดิ่ง มาเป็นคนเหมือนกัน มีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน. สิ่งที่พูดกันมันไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลย ใครเป็นพวกอะไรกัน ไม่มีศักดิ์ศรี มองไม่เห็นการที่จะเป็นไปในอนาคต การคิดเชิงอำนาจมันเป็นไปไม่ได้ มันต้องปฏิวัติสัมพันธภาพ (associational revolution) มาจากพื้นฐานว่าคนเราต้องเท่าเทียมกัน เคารพกันและกัน.

แล้วเราก็มี HA เป็น big step อีกอัน เมื่อก่อน ผอ.จะพัฒนาคุณภาพ ทำไมได้เลย. ผมรู้จักหมอธนา เอียการนา เป็นคนดีมาก อยากจะพัฒนา แต่หมอไม่เอา. HA เป็น psychology อย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้การรับรองจะรู้สึกเสียหน้า. พวกเราต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ การทำอะไรสำเร็จต้องเรียนรู้ ตัวมันเป็น academic social process. เมื่อก่อนนี้ผมพยายามอันหนี่งแต่ไม่สำเร็จ คนไข้ป่วยหนักไป รพ.แล้ว รพ.บอกว่าเตียงไม่ว่าง คนไข้ขาหักกลางดึก รพ.บอกว่าเตียงไม่ว่าง ไปอีกที่หนึ่ง ก็บอกแบบเดียวกัน ไปอีกที่หนึ่งก็บอกเหมือนกัน. ผมก็ดูว่ารถตำรวจวิ่งอยู่แล้ว ถ้ารถตำรวจจะรับคนไข้ไปแล้วโทรบอก รพ.น่าจะได้. ก็ไปหาผู้เชิญตำรวจมาประชุม ไม่สำเร็จเพราะวิทยุไปเขาก็บอกเตียงไม่ว่าง. ตอนหลังเวลาคนไข้จะไปไหนก็บอก จส.100 ว่านายวิชัยกำลังจะไป รพ.นั้นแล้ว อย่างนี้รับทุกรายเพราะมันเป็น public. It is difficult to be selfish I front of the public.

ผมเอามาใช้กับผู้มีอำนาจสองครั้ง. ครั้งหนึ่งสภามหาวิทยาลัยตั้ง อ.จรัสเป็นอธิการบดี อาจารย์ครึ่งหนึ่งถวายฎีกา อ.จรัสโทรมาบอกว่าทำอย่างไรดี ไม่ได้อยากเป็น แต่มันจะทำลายระบบ ของสภามหาวิทยาลัย. วิธีการคืออย่าไปอ้อนวอนผู้มีอำนาจ แต่ให้ข้อมูลต่อ public ก็เชิญนักหนังสือพิมพ์มาอธิบายกระบวนการทั้งหมดว่าเป็นมาอย่างไร และบอกว่าอันนี้อาจารย์ ได้เอาเผือกร้อนไปโยนใส่พระเจ้าอยู่หัวแล้ว. หนังสือพิมพ์ก็ไปลงหน้าหนึ่งว่าอาจารย์จุฬา โยนเผือกร้อน ไม่นานก็ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งอธิการบดี.

HA ต้องใช้ความรู้ เป็นความรู้ที่ต้องใช้ social process

ตอนตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ต้องการจะให้เป็น Nobel Prize. แต่การจัดการกับ ความตั้งใจไม่ได้ด้วยกัน ไปเอาคนในวังกับกระทรวงต่างประเทศมาเป็นกรรมการ แต่จะเป็น Nobel prize มันต้องใช้ความรู้ขนาดหนัก. กรรมการก็พูดกันแบบนักเลงว่าคนไทยไม่ดีหรืออย่างไร มีกรรมการลาออกไปเพื่อรอรับรางวัลก็มี. ผมก็เขียนลงหนังสือพิมพ์ว่ารางวัลนี้เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็วกขมวดท้ายว่าถ้าเรื่องนี้ทำไม่ดีจะเป็น international joke หลังจากนั้นก็ปรับพฤติกรรม.

HA ก็ประสบความสำเร็จจัดการเก่ง ขยายตัวไปเรื่อยๆ ในความหมายของคุณภาพ คือความเป็นมนุษย์ ก็ขยายไปเรื่อง่าๆ บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ เห็นผู้ช่วย hyper มากก็เลยแจกโจทย์ให้ ให้ทำประเทศไทยเป็นประเทศคุณภาพ. ประเทศคุณภาพต้องมีความรู้ มีความดี.

มาเรื่องที่ผมจะเสนอวันนี้ ที่จริงสะสมกันมานานจากประสบการณ์ต่างๆ และสิ่งที่เรา อยากเห็น. สิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นคือ รพ.ชุมชน ก็พูดกันที่สามพรานมาหลายครั้งว่าเราจะมีวิธีจัดการ อย่างไร. รพ.ชุมชนเป็นทุนและเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก ทำอย่างไรจะใช้ทุนตัวนี้เพิ่มมูลค่าให้กับ งานและสุขภาพ. มีคนบอกว่า รพ.ชุมชนที่ดีมีประมาณ 200 แห่ง บางคนก็ว่า 300 แห่ง ถ้าตรงนี้ สามารถทำงานเป็นเครือข่าย จะเป็นสถาบันทางวิชาการที่ใหญ่ที่สุด เป็นสถาบันวิชาการที่อยู่กับ การปฏิบัติในพื้นที่. การศึกษาของเรามันลอยตัวอยู่ ทำให้เราแย่อยู่จนทุกวันนี้ เป็นความสูญเปล่า ที่จริงประเทศไทยทุ่มเทไปตรงนี้เยอะมาก แต่ไปจับวิธีการที่ผิด. โบราณก็รู้ว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การลงมือทำ แต่เราไปจัดการเรียนรู้แบบสิบปากว่า สร้างคนมาทำงานไม่เป็น หยิบโหย่ง ไม่อดทน.

รพ.ชุมชนเป็นฐานของการปฏิบัติ ทั้ง curative, preventive, promotive เป็นฐานวิชาการ ที่ยิ่งใหญ่มาก. มันต้องการการจัดการ ตอนนี้เงินไม่ใช่ปัญหา อยู่ที่การจัดการ ทำให้เครือข่าย รพ.ชุมชนเชื่อมโยงกัน แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเครือข่ายสถาบันวิชาการที่ทำงานสามอย่าง (1) บริการประชาชน (2) สร้างความรู้ นโยบาย (3) พัฒนากำลังคน. ตอนนี้มีข้อเสนอจาก World Commission เรื่อง 21st Century Education ว่าแนวคิดที่ใช้ในการศึกษาแพทย์นั้นล้าสมัยแล้ว. แนวคิดนั้นมาจาก Abraham Flexner เมื่อ 1910 ให้ปรับเป็น science based ก็ลดจำนวน รร.แพทย์ลง เป็นต้นแบบของ รร.แพทย์ทั่วโลก.

มาขณะนี้มี Julio Frenk & Lincoln Cheng. Frenk เคยเป็น รมว.สธ.ของ Mexico ขณะนี้เป็นคณบดีคณะสาธารณสุขของ Harvard ก็มามองว่าต้องปรับระบบการศึกษาจาก science-based มาเป็น system-based. ตัวระบบจะต้อง dynamic มาก ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง (people oriented) ต้องไม่ยึดมั่นสถาบันและวิชาชีพ. ตัว system ต้องอยู่กับความเป็นจริง ข้อเสนอคือ system oriented health education. ที่ที่เหมาะ ที่จะเป็นฐานการฝึกอบรมคือ รพ.ชุมชน. ย้อนหลังไป 30 กว่ามี มี Dr.Benor เป็นลูกศิษย์ของ Moshe Prywes เคยอยู่ รพ. Hadassah เป็นบก. Israel Journal of Medical Science เขาไปตั้ง รร.แพทย์ใหม่ เป็น Community medical school. เขาไปดู รพ.ชุมชนที่กระนวนและกลับมารายงาน ว่า รพ.กระบวนเหมาะกับการที่นักเรียนแพทยจะไปเรียน จะเรียนได้เร็ว เพราะมันทำทุกอย่าง เขาอยากส่งนักเรียนแพทย์อิสราเอลมาเรียนที่นี่.

2516 เราก็คิดเรื่องนี้กันอยู่ พอเกิด 14 ตุลาเราก็ย้ายมาคิดที่ สธ. รมว. สธ. ส่งผมไป สรุปย่อให้นายกสัญญาเพื่อคุยเรื่อง รร.แพทยชุมชน แต่ไม่สำเร็จ มีคนค้านเยอะ หาว่าจะทำ รร.แพทย์คอมมูน. รพ.ชุมชนเหมาะที่จะเป็นที่ฝึกอบรมตามแนวคิด system oriented เชื่อมทั้ง ข้างล่างและข้างบน. ถ้าเราทำเครือข่าย รพ.ชุมชนให้เป็นสถาบันวิชาการ จะเป็นสถาบันที่ใหญ่มาก ทำบริการ สร้างความรู้ ผลิตบุคลากร จะผลิตบุคลากรที่ยืดหยุ่นและไม่แพงมาก. ที่เสนอตรงนี้มาต้องรุก หาคนมาจัดการ มันควรจะต่อเนื่องเป็นเรื่อง health system development ส่งเสริมให้เห็นทั้งหมดว่าใครจะทำอะไร.

ควรจะมีสำนักงานประสานงานเครือข่าย รพ.ชุมชน จะเกิดขึ้นด้วยอะไร จะเป็นระเบียบสำนักนายก ต้องมีตัวตน มีงบประมาณ. สามารถเอา ผอ.จาก รพ.ชุมชนหมุนเวียน กันมาทำงานที่สำนักงานนี้ part-time ตั้งแต่ 1-99% เขาจะเป็นคนที่เข้าใจ รพ.ชุมชนมากที่สุด. ฐานมันใหญ่พอที่จะสรรหาคนที่จะมาจัดการตรงนี้. ดูว่าจะสร้างโดยกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไร แต่ต้องมีตัวตน มีงบประมาณที่จะใช้ คิดถึงบอร์ดให้มีส่วนต่างๆ ที่จะเข้ามาทะนุบำรุง.

อีกข้อเสนอหนึ่ง สังเกตดูกลุ่มแพทย์ชนบทที่ไปทำงานหลัง 14 ตค. ตอนนั้นเป็น big bang ของอุดมคติที่จะรับใช้ประชาชน เป็นเรื่องใหญ่มากและมีผลมาถึงทุกวันนี้. ที่ถือว่าสำคัญ เพราะว่าระบบการศึกษาไทยที่ทำมาร้อยกว่าปีทำให้คนไทยสี่ห้า generation ไม่รู้จักประเทศไทย เพราะเราเอาแต่ท่องวิชาที่แปลมาจากต่างประเทศ ไม่รู้จักความจริงประเทศไทย มันเป็นภูมิปัญญา อาณานิคม แล้วจะไปแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างไร. แต่การที่คนหนุ่มสาวไปทำงานในชนบท ทำให้รู้จักความจริงประเทศไทย. เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ที่เราสร้างคนเป็นหมื่นคนให้รู้จักประเทศไทย. คนที่ไปทำงานในชนบทด้วยอุดมการณ์มันจะพาไปได้สามปี แล้วมันจะ burn out พอดีมีจังหวะ หลายคนได้ไปเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ มีเวลาจากงานประจำ ได้ฟังอาจารย์บรรยาย ได้อ่านหนังสือ ได้คุยกันบ้าง เวลากลับมาได้ renew ตัวเอง. การที่มีโอกาสไป จริงๆคือการใคร่ครวญตัวเอง reflection กลับมาจะ renew ตัวเอง ก็มาช่วยกันทำงานกกันต่อไป เกิดอะไรต่างๆ ขึ้นมา.

ปี 1979 RF จัดประชุมที่ NY มีหมอผู้ใหญ่ชื่อ Carl White มาเป็น deputy director RF ความคิดตอนนั้น ทั้ง Ken Warren & Carl White บอกว่าพวก clinician ใน รร. แพทย์เป็นผู้มีอิทธิพล ต่อสังคม/ทางการเมือง แต่ไม่มีความรู้ในเรื่องระบบ. เขาก็เลยคิดว่าต้อง train clinician ให้เข้าใจ population based medicine ก็เกิด INCLEN ทุ่มเงินไปเยอะมาก assign หลายแห่งเป็น training center มีอาจารย์จาก รร.แพทย์ไป train ทำอยู่ตั้ง 20 ปี ที่ศิริราชผมก็เป็น sponsor ไปประชุมทุกปี คาดหวังให้มีผลกระทบต่อระบบ. ไปดูก็ไม่สำเร็จ สำเร็จส่วนหนึ่งว่าทำให้ clinician วิจัยได้ดีขึ้น. ผมส่งไปหลายคน ปิยะสกล ส่งไปเรียน epidemiology of injury. ตอนนั้น China Medical Board ถูกเตะออกมาจากจีนก็มาช่วยประเทศอื่นๆ 1972 ผมก็เขียนจดหมายไปวิจารณ์ว่าทำตัวเป็น ซานตาคลอส President คนใหม่อ่านเข้าก็ชอบใจ ก็มาตั้งสำนักงาน. ส่งจริยาไปเรียนเรื่อง clinical decision analysis. เคยจัด workshop เรื่องนี้ เชิญ Heisenberg มาสอน แต่จัดได้ครั้งเดียว. พออธิบายให้จริยาฟัง ก็บอกว่าฟังแล้วดีจริงๆ อยากเรียนแต่มีลูกเล็กสองคน ก็บอกว่าจะให้ทุนสามี ไปทั้งครอบครัวเลย. เกรียงศักดิ์อยากจะขอทุนไปดูทารกแรกเกิดเพราะอยากจะตามภรรยา ไปเมืองนอก ก็เรียกมาจะให้ทุนไป Hopkins หรือ Philadelphia กลับมาชีวิตเปลี่ยน ทำวิจัยเก่ง ตั้งคำถามเป็น ได้ตำแหน่ง ศ. ตอนอุดมเป็นคณบดีบอกกับอุดมว่าน่าจะมีสถาบันวิจัยระบบสุขภาพ.

สองปีมาแล้วผมเชิญคณบดีคณะแพทย์สี่คณะมากินข้าวเย็นด้วยกัน บอกว่า รร.แพทย์มีคนมีความรู้ ทรัพยากร บารมี ทำอยู่แบบเดิม one to one care ไม่น่าจะได้ประโยชน์ น่าจะเป็นผู้นำทางนโยบาย ก็ตกลงกันว่าจะทำงานด้วยกัน ประชุมกันทุกสามเดือน แต่ก็ไม่ไปถึงไหน. เราจะทำอย่างไรจึงจะโยงสิ่งที่เรามี เครือข่ายต่างประเทศ รวมทั้ง PMA เราน่าจะตั้ง College of Health System Development เป็นวิทยาลัยพัฒนาระบบบริการสุขภาพ มันจะดีกว่าสถาบันที่ทำ development อื่นๆ อย่าง NIDA ลอยตัว แล้วตอนนี้ไปใหญ่ ไปสอนหาเงิน วิจัยก็ไม่ทำ. แม้แต่ TDRI ก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ. ถ้าเรามีวิทยาลัยให้เป็นทั้งวิทยาลัยและ เป็นเมือน Bellagio แล้วเอาหมอ รพ.ชุมชนมา เพราะเราไม่ สามารถส่งไป Belgium ได้ทุกคน. หาที่ตั้งสวยๆ ซึ่งหาได้ อยากจะเอาแบบไหน. พลเอกบุญสร้างมาบอกผมว่าแกรู้เร่อง Bellagio แกบอกว่าที่เขาสามมุกจะคล้าย Bellagio แต่ผมว่าไม่น่าจะดี ม.พะเยาอยู่บนเขาสวยมาก.

College นี้ก็เอาหมอที่เคยไป Belgium & Netherland มาดู. เป็นความร่วมมือระหว่างกระทวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย กับ ส.ต่างๆ. ด้านหนึ่งสำหรับแพทย์ รพ.ชุมชนมามีเวลา reflection ฟังบรรยาย อาจจะให้ปริญญา อาจจะมีบอร์ด. ใช้สถาบันนี้ทำงานกับ มหาวิทยาลัย ขณะนี้มี clinician ใหม่ๆ ที่ทำงานเก่งๆ เยอะมาก สามารถเชื่อมมาสู่ระบบนี้ได้ เชื่อมมหาวิทยาลัยให้มีมิติเชิงระบบ. Specialist ทุกคน เราก็ตั้งคำถามว่าทำอย่างไรสิ่งที่ ท่านเชี่ยวชาญจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล. ไมได้ hurt อะไรเขาเลย แต่เขาต้องคิดว่าคนทั้งมวล มันอยู่ที่ไหน เขารับบริการที่ไหน อย่างไร ทำให้เขาต้องคิดเชิงระบบ มันต้องการฝึกกำลังคน อย่างไร. ที่ขอนแก่น สปสช.ของวินัยมาสนับสนุนครือข่ายวิชาการ เครือข่ายหนึ่งเป็นทาง neuro ที่ มข. ทำเชื่อมไปถึง รพ.สต.ว่าทำอย่างไรจะ detect stroke ได้เร็ว และได้รับยาละลายลิ่มเลือดดีกว่าคน ในกรุงเทพ. Specialist ทั้งหมดจะมีประโยชน์ในเชิงระบบ อาจจะมี training เป็นปริญญาควบคู่ กับบอร์ด. รวมทั้งทำเป็น international ทำเป็นที่ประชุม ระดมความคิดเหมือน Bellagio.

ที่จริงก่อนสมศักดิ์ไปเป็นรัฐมนตรีได้ให้การบ้านเขา บอกว่าอยากจะ nominate ระบบ รพ. ชุมชนไปรับรางวัลแม็กไซไซ เพื่อให้มีศักดิ์ศรี มีอำนาจต่อรอง. ถ้าได้รับอยากจะเชิญมูลนิธิแม็กไซไซ มาประชุมที่เมืองไทย. เรามี Paul Farmer ไม่น้อยกว่าร้อยคนแต่ไม่มีคนเขียน.

จุดสำคัญต้องหาคนมาทำ

วินัย: ยงยุทธ์ พงษ์สุภาพ ทำเรื่อง context based learning เรียนรู้ว่าการใช้ รพ.ชุมชนเป็นฐานในการฝึกอบรมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดีกว่าการใช้ รร.แพทย์.

วิชัย: ฟังอาจารย์พูดนึกถึงตอนเกิดสภาพัฒน์. ประเทศไทยขอให้ธนาคารโลกมาศึกษา เข้ามาหนึ่งปีแล้วทำรายงาน เข้ามาสมัยจอมพล ป. แต่รายงานสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่สำคัญคือบอกว่าการพัฒนาจะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็นกิจลักษณะ. จอมพล ส.ก็รับแนวคิดนี้ ที่จริงแนวคิดการพัฒนาเริ่มมาตั้งแต่ 2485 แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อย. จากการตั้งสภาพัฒน์ก็ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น. มองย้อนกลับไปเพราะว่าเวลาฝรั่งเข้ามจะคิดเชิงระบบ คิดเชิงสถาบัน คิดถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน. เรื่องนี้เราคุยกันมาเยอะแต่มันพเนจรไม่จริงจัง. เปรียบเทียบกับเรื่อง social enterprise ซึ่งเกิดขึ้นในอังกฤษและบูมมากสมัย Tony Blair เวลานี้มีประมาณแปดหมื่นกว่า. งานนี้พอเปลี่ยนพรรค ก็ยังให้ความสนใจ พรรคการเมืองไม่มีทางไปเปลี่ยนแปลงได้ มันเป็นกระแสใหญ่ขึ้นมาแล้ว SE มีขนาดไม่ใหญ่และมูลค่าของเงินมีสูงถึง 5% GDP ก็มีการขยายและตั้งองค์กรมาสนับสนุนให้มากขึ้น. เรื่องนี้เราก็ทำ unit ขึ้นมาที่ สสส. ได้ณัฐพงษ์ มาทำ คนนี้เป็นคนที่สาม เป็นคนเก่ง งานก็เจริญก้าวหน้า. มีการตั้งคณะกรรมการโดยนายกเป็นประธาน แต่ไม่เคยเรียกประชุมเลย. มาเรียกประชุมเมื่อบวรศักดิ์ไปดูงานที่อังกฤษแล้วตื่นเต้นมาก เขาก็มาจัดการเขียนกฎหมายและผ่านสภาปฏิรูปแล้ว. อังกฤษต้องออกกฎหมายสามฉบับ แต่ของเราออกมาฉบับเดียวรวมทั้งการพัฒนา แรงจูงใจ การสนับสนุนทางการเงิน. คาดว่ากฎหมายน่าจะออกมา. อ.ยงยุทธ์ไปดูแล้วก็เป็นห่วงว่าจะเอา dormant account ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จะมาสนับสนุนธุรกิจนี้ แต่เป็นห่วงว่าเอามาใช้แล้วจะไม่ได้ประโยชน์เท่าไร. ตอนแรกณัฐพงษ์ก็เป็นห่วงเช่นเดียวกัน.

บันทึกโดย นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล

ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล

ชั้น 5 อาคารสุขภาพแห่งชาติ ซอย 6

ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะคะ .. ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ดิฉันได้ยินคนกลุ่มหนึ่งวิพากษ์ถึง power ของแพทย์กลุ่มที่ ศ.นพ.ประเวศ กล่าวถึงในทางลบ ว่ายิ่งใหญ่(ตายแท้) เที่ยวบงการ ชี้ถูกชี้ผิด ชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้อื่น ดิฉันก็แก้ต่างไปตามประสาคนตัวเล็ก บัดนี้ดิฉันมีวิธีแก้ต่างแบบใหม่แล้วค่ะ .. ดิฉันจะให้เขาอ่านบทความนี้ จะเข้าใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ที่ระดับสติปัญญาและทัศนคติของเขาแล้วค่ะ