"การปลูกเกลื้อน โดยใช้ใบพลูไปถูที่เกลื้อนของเพื่อน แล้วเอามาถูกับผิวเนื้อตน ปรากฎว่าเพียงไม่กี่วันก็มีเกลื้อนสมความตั้งใจ ผู้เขียน( รศประพนธ์ เรืองณรงค์)เข้าใจว่าเนื้อเยื่อของใบพลูคงสารพิษดูดซับเกลื้อน แลซึมซาบเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดีชาวบ้านจึงนิยมใช้ใบพลูปลูกเกลื้อน

"ปัจจุบันพอพูดถึงเกลื้อนแล้ว ย่อมเป็นที่ไม่มีผู้ใดอยากเป็น เพราะใครเห็นแล้วเสน่ห์ลดน้อยถอยลง

ยิ่งหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามย่อมมีความกลัดกลุ้มเป็นกำลัง จึงรีบเสาะหาหยูกยามารักษา

มิฉะนั้นจะลุกลามใหญ่โต

ตรงกันข้ามกับชาวใต้ในสมัยอดีต ถ้าพูดถึงเกลื้อนแล้วย่อมเป็นที่พิศมัย

คือทุกคนต้องการมีเกลื้อนเป็นอาภรณ์แห่งผิวหนัง ยิ่งหญิงสาวที่มีดอกดวงที่แก้มแล้วนับว่าสะคราญโฉมอย่างยิ่ง

และเรียกว่า"แม่แก้มเกลื้อน" ผู้ชายสมัยนั้นไม่นิยมสวมเสื้อจึงอวดเกลื้อนบริเวณอก ดูเป็นแถบดุจสร้อยสังวาวลย์

หรือเป็นพวงดอกไม้สวยงาม จึงเรียกเกลื้อนนั้นว่า"เกลื้อนมาลา หรือเกลื้อนทอง"

ตกเกลื้อนคือรุ่งอรุณแห่งหนุ่มสาว

เกลื้อนคือสัญลักษณ์ของวัยหนุ่มสาว ทำนองเดียวกับเด็กหนุ่มแตกพาน หรือเด็กสาวมีฐานเต้านมโตแข็ง

เพราะฉะนั้นชาวบ้านสมัยก่อนเมื่อเริ่มตกเกลื้อนก็เริ่มแต่งเนื้อแต่งตัว ที่เป็นหนุ่มก็รู้จักเกี้ยวสาว

ที่เป็นสาวก็เริ่มฟังชายมาสู่ขอ ผู้เขียน(รศ ประพนธ์ เรืองณรงค์)จำบทสั้นๆที่แสดงความหวังของชาวใต้สมัยก่อนได้

ดังนี้

จะหาเมียสักคนอย่าปนเพื่อน เอาที่เกลื้อนลายๆคล้ายดอกไม้

แสดงว่าเกลื้อนเป็นค่านิยมสมัยนั้น หลักฐานความนิยมในเกลื้อน กากย์กลอนมุขปาฐะ เช่นเพลงกล่อมเด็กชาวใต้

(1)สาวน้อยเหอ แม่สาวน้อยแก้มเกลื้อน

อยู่สวยหวาเพื่อน บาวๆมาชมกันหน้าปรอ

ถ้าเป็นดอกไม้ดอกไล้ สาวจะหักให้คนละช่อ

บาวๆชวนกันมาหน้าปรอ ใจสาวมีช่อเดียว

(2)ดอกเรด แลแลอี้กลายเป็นดอกปอ

เขาว่าอิ้มาขอ แตกเกลื้อนกลางคออยู่ห่างห่าง

นั่งลงตรงนี้ ผูกรักสักทีตะเหวอนาง

แตกเกลื้อนกลางคออยู่ห่างๆ แลนางไม่วางตา

(3)ลูกสาวใครเหอ สาวเดินมาหน้าอาด

แลช่างเดินช่างนาด ดูสาบาดตาชาย

พิศวงสงสัยนางน้องแก้ว จะคู่เสียแล้วไสหมึงหนา

ลำเอวลำคอ พึ่งตกแต่งเกลื้อนพุ่มมาลา

จะมีคู่เสียแล้วไสหมึงหนา หน้าน้องเหมือนวงเดือนฯ (มาลีศรีตรัง รศ ประพนธ์ เรืองณรงค์)

"การปลูกเกลื้อน

โดยใช้ใบพลูไปถูที่เกลื้อนของเพื่อน แล้วเอามาถูกับผิวเนื้อตน ปรากฎว่าเพียงไม่กี่วันก็มีเกลื้อนสมความตั้งใจ

ผู้เขียน( รศประพนธ์ เรืองณรงค์)เข้าใจว่าเนื้อเยื่อของใบพลูคงสารพิษดูดซับเกลื้อน

แลซึมซาบเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดีชาวบ้านจึงนิยมใช้ใบพลูปลูกเกลื้อน

ชาวใต้ในอดีตถือว่าเกลื้อนเป็นความงามไม่ใช่ของน่าชังแต่อย่างได สะท้อนถึงความรักสวยรักงามได้แง่หนึ่ง

ค่านิยมนี้ชาวใต้อาจได้รับแบบอย่างจากชาวต่างชาติ หรือจากโนรายอดศิลปินสมัยนั้น อย่างไรก็ตามค่านิยมย่อมมี

การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ฉะนั้นเมื่อพูดถึงเกลื้อนมาลาหรือเกลื้อนดอกไม้ดังกล่าว

ก็ย่อมเป็นที่ชบขันสำหรับคนยุคสมัยนี้อย่างแน่นอน"

(บางตอนจากเรื่อง มาลีศรีตรังสารคดีจากเมืองใต็

โดย รศประพนธ์ เรืองณรงค์ )

อภินันทนาการจาก อาจารย์ ชัยพร จันทร์หอม