การจัดการความรู้ด้านการศึกษาเรียนรู้ อีกฝั่งหนึ่ง : โจน จันได (1)

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงการศึกษามานาน ได้มองเห็นปรากฎการณ์หลายสิ่งอย่างอย่าง โดยเฉพาะปรากฎการณ์ที่เรียกว่า"นักวิชาการ" ใครที่จะเป็นนักวิชาการ คือ คนที่ยอมจำนนกับระบบและได้ดิบได้ดี กับระบบการสอบและไต่ขึ้นบันใดดาราจนไปสิ้นสุดลงบนหอคอย กระนั้นหรือ แต่ผมว่าไม่ใช่ นิยามนักวิชาการโดยเฉพาะนักวิชาการทางการศึกษา ผมว่าต้องเป็นคนรู้ชัดแจ้งถึงรากแก่นทางการศึกษา โจน จันได ไม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่ได้เรียนรู้วิธีการพึ่งตนเองทางการศึกษา ทำให้เขารู้แจ้งถึงแก่นแท้ปรากฎการณ์ทางการศึกษา โดยใช้เครื่องมือวิพากษ์สามอย่าง คือ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิพากษ์ ดังที่เขาได้วิพากษ์อย่างเจ็บ ๆ ไว้ว่า

"อีกประเด็นหนึ่ง
ที่นักวิชาการออกมาบอกว่า
ประเทศไทยเราต้องทำจีเอ็มโอ
เพื่อจะได้ตามทันประเทศอื่น

อันนี้ยิ่งทำให้ผมสลดใจว่า
นักวิชาการเรียนมามากมาย
ใช้เงินมหาศาล ไปเรียนต่างประเทศมา
แต่ไปก็อปปี้ความคิดฝรั่งมาแค่นี้หรือ

ทำไมไม่สร้างของใหม่ขึ้นมา

ทำไมไม่คิดจะพัฒนาพันธุ์ใหม่ของตัวเองขึ้นมา
เพื่อเป็นตัวของตัวเอง

ไม่ใช่วิ่งไปตามตูดเขา ให้เขาจูงจมูก
และตั้งชื่อตัวเองว่าดอกเตอร์
ได้ประโยชน์อะไร

ทำให้ผมเห็นว่ามันล้มเหลวมาก
คนไม่คิด มีแต่เชื่อฟังและทำตาม

บริษัทต่างประเทศเอาเงินมาให้ไปดูงานที่นั่นที่นี่
ไปดูแล้วก็ทำตามเขา ทำได้แค่นี้หรือ

ถ้าจะเรียนดอกเตอร์เพื่อทำได้แค่นี้
ไปเรียนทำไม...

ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เคยเข้าโรงเรียน
เขายังพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา
ให้หลากหลายสายพันธุ์
ที่คุณภาพดี ผลผลิตสูง แข็งแรง

ไม่ได้เรียนหนังสือเลยเขายังทำได้
แต่ระดับดอกเตอร์ทำไม่ได้
ได้แต่เดินตามคนอื่น
ผมรู้สึกว่ามันเป็นความล้มเหลว"

นัยยะที่โจน จันได เขียน ได้มองการศึกษา เขาวิเคราะห์ อย่างชัดเจนว่าเชื่อมโยงกับระบบการค้าต่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติ ทางการเกษตรที่วางระบบทุนนิยมเชิงพานิชย์กับพืชพันธุ์อาหารพื้นบ้าน จนนำไปสู่การผูกขาดในที่สุด และเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับระบบการครอบงำทางการศึกษา ผ่านระบบการศึกษา ทำให้คิดและมองไปในทางเดียว ไม่สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือวิพากษ์ในสิ่งที่ตนเองเรียนหรือศึกษามาได้ ตลอดจนกีดกันความรู้พื้นบ้านที่จะทำให้คนไทยยากจนจะได้ลืมตาอ้าปากได้ คำให้สัมภาษณ์ หรือคำบอกสามารถถอดไวยากรณ์ออกมา เป็นความรู้อีกฟากหนึ่งที่ไม่ใช่ความรู้แบบทุนนิยม จะเป็นชุมชนนิยม พื้นบ้านนิยม พออ่านแล้วต้องชื่นชมว่า "เขาคือ นักการศึกษาที่ "แท้จริง" โดยสาระ ไม่ใช่ นักการศึกษาแบบ "เปลือกๆ" เพราะเขาลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมดเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บุคคลสำคัญและวาทะสำคัญทางการศึกษา



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจประเด็นเหล่านี้ครับ

โดนมากๆ

วิ่งไปตามตูดเขา ให้เขาจูงจมูก
และตั้งชื่อตัวเองว่าดอกเตอร์
ได้ประโยชน์อะไร

ทำให้ผมเห็นว่ามันล้มเหลวมาก
คนไม่คิด มีแต่เชื่อฟังและทำตาม

บริษัทต่างประเทศเอาเงินมาให้ไปดูงานที่นั่นที่นี่
ไปดูแล้วก็ทำตามเขา ทำได้แค่นี้หรือ

ถ้าจะเรียนดอกเตอร์เพื่อทำได้แค่นี้
ไปเรียนทำไม...

ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เคยเข้าโรงเรียน
เขายังพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา
ให้หลากหลายสายพันธุ์
ที่คุณภาพดี ผลผลิตสูง แข็งแรง

ไม่ได้เรียนหนังสือเลยเขายังทำได้
แต่ระดับดอกเตอร์ทำไม่ได้
ได้แต่เดินตามคนอื่น
ผมรู้สึกว่ามันเป็นความล้มเหลว"

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/588272

ขอบคุณ ผอ มากครับ

เขียนเมื่อ 

We have problems feeding the world population (expected 9 billions by 2050). Thailand's economy is tied to that food production. GMO can be a solution -- as it speed up processes of (man-biased) cultural-selection. But when issues of climate change and resources distribution ("the real economy") are considered, we should see that we need "knowledge" to speed up "conditional selection" processes in order to adapt to changing conditions. Methods in sciences can help, but "vision" is necessary.