หมอกควันในภาคเหนือ เป็นเพียงอาการเตือน ของสังคมทุนนิยมที่ยังไม่กลมกล่อมสมดุล ยังมุ่งแต่ผลประโยชน์ที่ได้แก่ นายทุนหรือผู้ลงทุนเท่านั้น ยังไม่มีระบบหรือกติกาที่ทำให้ลดผลลบ เพิ่มความต่อเนื่องยั่งยืนของกิจกรรมการลงทุน

มองหมอกควันผ่านม่านบังตา

ผมลงบันทึกเรื่องหมอกควันในภาคเหนือไว้ ที่นี่ และมีคนเอาลิ้งค์ข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุจำเลยตัวจริงไว้ ตรงกับการอภิปรายในการประชุมสภา มช. เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘ หลังการนำเสนอเรื่อง "การดำเนินการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับการแก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ" ซึ่ง มช. ดำเนินการอย่างกว้างขวางมาก และจับประเด็นสาเหตุหลักได้ว่า เกิดจากการเผาซังข้าวโพด จากการปลูกข้าวโพดตาม contract farming

การเสวนาโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในภาพใหญ่ระดับโลก และภาพโฟกัสลงมาในพื้นที่ของไทย บอกว่าตัวปฐมเหตุ (root cause) คือความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้มีการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น และความต้องการอาหารสัตว์เพิ่มมาก จึงมีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพด ทำให้เกิดของเสียคือซังข้าวโพดกองเป็นภูเขาในภาคเหนือ ซึ่งวิธีกำจัดง่ายที่สุดคือเผาทิ้ง เป็นบ่อเกิดหมอกควันตัวสำคัญที่สุด นอกเหนือจากการเผาป่าหาเห็ด (ถอบ) และเพื่อล่าสัตว์

ตัวเหตุหลักจึงเป็นลัทธิทุนนิยม ที่มุ่ง bottom line เพียง P เดียว คือ Profit ละเลยอีก 2P คือ People และ Planet การมีกติการะดับประเทศ และระดับโลก ให้อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากกิจการใดๆ ก็ตาม ต้องจ่ายค่าลงทุนเยียวยา กลุ่มคนที่ถูกผลกระทบทางลบ และค่าเยียวยาสภาพแวดล้อมที่ถูกกระทบ รวมทั้งค่าวิจัยและพัฒนาหาวิธีป้องกันผลกระทบ

หมอกควันในภาคเหนือ เป็นเพียงอาการเตือน ของสังคมทุนนิยมที่ยังไม่กลมกล่อมสมดุล ยังมุ่งแต่ผลประโยชน์ที่ได้แก่ นายทุนหรือผู้ลงทุนเท่านั้น ยังไม่มีระบบหรือกติกาที่ทำให้ลดผลลบ เพิ่มความต่อเนื่องยั่งยืนของกิจกรรมการลงทุน

อย่าหลงมองเพียงม่านหมอกที่เป็นม่านบังตา ทำให้มองไม่ทะลุไปถึงสาเหตุที่แท้จริง

วิจารณ์ พานิช

๒๙ มี.ค. ๕๘