ขณะที่ผมกำลังยืนล้างจาน ความคิดที่ว่า "ชาวพุทธไม่ได้เชื่อกรรมจริง แต่ชาวพุทธกำลังต่อยอดกรรม" ผมมีความคิดอย่างไร กรรมตามที่ชาวพุทธเรียนมานั้น ความรู้ที่ได้รับมาจาก ๒ แหล่งใหญ่ๆ คือ ๑) คัมภีร์ทางศาสนา ๒) การอธิบายของนักบวช ทั้ง ๒ ประการนี้มีโอกาสคลาดเคลื่อนต่างกัน แต่ชาวพุทธเถรวาทก็มองว่า แหล่งความรู้จากคัมภีร์ศาสนาน่าเชื่อถือกว่า สำหรับเรื่อง "กรรม" ที่มีการอธิบายนั้น แบ่งออกเป็น ๒ สายใหญ่ๆคือ ๑) กรรมทันตา ๒) กรรมที่จะให้ผลในอนาคต ซึ่งอาจหมายถึง ชาติหน้า สำหรับ "กรรมทันตา" หาอ่านได้จากงานของท่านอาจารย์พุทธทาส ส่วนกรรมที่จะให้ผลในอนาคตนั้น หาได้ไม่ยาก อย่างงานเรื่องไตรภูมิพระร่วง งานของพระพุทธโฆสาจารย์ และงานอื่นๆ เช่น นวโกวาท (สำหรับพระใหม่)

ในอดีต ชาวพุทธไทย มักได้รับความรู้ว่า กรรมจะให้ผลในอนาคต เราจึงทำความดีเพื่ออนาคตโดยเฉพาะชาติหน้า และละเลยคนที่ทำสิ่งไม่ดีเพราะคิดว่า ชาติหน้าจะไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ๆ หรือตายไปแล้วจะไปเปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นต้น แนวคิดนี้มาจากหลักกรรม ๑๒ นั่นเอง แต่ปัจจุบัน ชาวพุทธไทยกำลังมองว่า "กรรม" ที่หมายถึงผลของกรรม อันที่จริงควรเรียกว่า "วิบาก/วิบากของกรรม/กรรมวิบาก" จะเกิดในปัจจุบันนี้เอง ผลของกรรมดังกล่าวก็คือกระบวนการทางสังคม เช่น ถูกจับ ติดคุก ถูกยิง ชดใช้สินไหม ฯลฯ เป็นต้น กรรมทันตานี้ บางท่านใช้คำว่า "กรรมติดจรวด" นั่นหมายถึง ผลของกรรมจะบังเกิดเร็วมาก โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

เหตุที่กรรมทันตาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และละเลยกรรมที่จะให้ผลในอนาคตหลังตาย เพราะความรู้ชุดใหม่ที่เราได้รับจำนวนหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมากต่อโลกปัจจุบันคือความรู้แบบพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส และน่าจะคือวิทยาศาสตร์ จึงไม่จำเป็นต้องรอในชาติหน้า เพื่อให้กรรมนั้นทันตายิ่งขึ้น เราพยายามที่จะโหมกรรม โดยเฉพาะทางสื่อสังคมทั้นออนไลน์และไม่ออนไลน์ เพื่อกดดันให้เกิดกรรมทันตา ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่า "เรากำลังต่อยอดกรรมกันหรือไม่" เพราะทันทีที่เราโหมกรรมเพื่อกดดันให้เกิดผลของกรรม เรานี่เองเป็นผู้มีส่วนแห่งผลกรรมนั้นด้วย ยกเว้นว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อผ้า คือให้กระบวนการดำเนินไปตามเกณฑ์ที่กระบวนการได้รับการรับรองเป็นอย่างดีแล้ว แต่ปัญหาคือ ในบางสังคมกระบวนการดำเนินตามเกณฑ์ไม่ได้เป็นไปตามเนื้อผ้า เพราะไปสะดุดกับวิถีความเคยชินและประชาธิปไตยแบบพวกมาก ซึ่งก็ต้องสะดุด ผลของกรรมก็ไม่ผลิตทันตา

ทำไมจึงมองว่า การโหมกรรมหรือกระหน่ำกรรมจึงมีส่วนของการต่อยอดกรรม เพราะทันทีที่เราโหมกระหน่ำหรือกดดันให้ผลกรรมเห็นทันตา ขณะนั้นเรากำลัง "โกรธ" หนักขึ้นไปก็ "อาฆาต" เช่นการรุมทำร้ายผู้ทำกรรมไม่ดี หากตีความตามที่เคยอ่านงานของท่านอาจารย์พุทธทาส ทันทีที่เราเปลี่ยนอารมณ์ เราก็เกิดเป็นสัตว์บางประเภทไปแล้ว หรือตกนรกไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นไปได้ที่ชาวพุทธไม่ได้เชื่อกรรมจริง แต่เรากำลังต่อยอดกรรมขึ้นในตัวเรา

ถ้ากรรมนั้นเป็นกรรมดี ก็ดีไป เพราะเป็นการต่อยอดเรื่องราวดีๆ แต่ถ้ากรรมนั้นเป็นกรรมร้าย ก็มีแต่ร้ายแผ่ปกคลุมให้ร้อนรนถ้วนทั่ว