ความเห็น


ผมเชื่อว่า มีสามกลุ่มที่น่าศึกษาคือ กลุ่มปัญญาชน กลุ่มปัญญาชาวบ้าน กลุ่มองค์กรศาสนา

กลุ่มแรกมักจะมีแนวคิดใหม่ๆ เสมอ หรือมีแนวคิดหักล้างเพื่อถางทางแบบใหม่หรือพัฒนาทิศทางทิฏฐิใหม่ กรรม จึงถูกตีความและสร้างทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองโลกปัจจุบัน แนวนี้ จะกลายเป็นผู้ขยายคติทางศาสนาแบบเก่าให้แตกออกไปหรือต่อยอดใหม่ ถ้าตามชื่อที่ตั้ง ก็ไม่เชิงว่า ชาวพุทธไม่เชื่อเรื่องกรรม แต่ต้องการตีความให้ตรงตามบริบทการดำเนินที่เป็นจริงมากกว่า กลุ่มนี้ขอเรียกว่า "World viewer" คือ มีมุมมองในมุมกว้าง เปิดใจ ใช้หลักวิเคราะห์ได้

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่จมอยู่ในอดีต ธรรมชาติ ศาสนา ที่มักจะอ้างคติแบบรากหญ้า ที่พึ่งพิงอำนาจธรรมชาติอยู่ ในฐานะเป็นอำนาจลึกลับ ที่ไม่ว่าชนรุ่นไหนก็ไม่อาจคลายปริศนาได้ การเชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้นำ พระสงฆ์ คัมภีร์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็มีจุดอ่อนคือ คิดแย้งย้อนไม่เป็น วิเคราะห์ไม่ได้ จึงยินยอม น้อมยอมรับไปแบบนั้น แต่กระนั้น กลุ่มนี้เองที่รักษารากเหง้า เค้ามูลของคติต่างๆไว้ โดยสืบผ่านทางปัญญาชาวบ้าน อย่างนี้เชื่อว่า ถือคติกรรมที่ไม่พัฒนา เพราะไม่ได้ขยายแนวคิด มีแต่แนวรับ กลุ่มนี้เรียกว่า "Traditionalist" เพราะเป็นกลุ่มที่ยึดในฐานนิยมเดิม โดยมองห่างกลุ่มหลังตรงที่อิงธรรมชาติ

กลุ่มล่าสุด เป็นกลุ่มที่ยึดในองค์กร หลักการ คติตามอุดมคติของฐานะตน เพราะทำตามหน้าที่สื่อกลางที่ขาดคำว่า "กลาง" เพราะยึดเอาหน้าที่ปฏิบัติ กระนั้น สื่อกลางนี้ หากเดินข้ามฐานตนและชี้นำให้พ้นชาลชลาแล้วก็จะไปได้ไวหรือไปถูกทาง เนื่องจากรู้เนื้อหาและทิศทางศาสนาได้ดีว่า แต่ก็ไม่ค่อยเดินทางไปจริง เพราะติดรางวัลตอบแทนหรือค่าจ้างมากไป จึงหลงทางเป้าหมาย ซึ่งก็อาจใกล้เคียงที่จะกล่าวได้ว่า ไม่เชื่อกรรม แต่กระนั้น หากถูกพาดพิงพวกเขาก็พร้อมจะชี้แจงว่า เชื่อกรรม เพราะเป็นผู้ชี้ทิศทางให้ผู้คนกระทำอยู่ เรียกกลุ่มนี้ "scholar-fundamentalist" เพราะอิงหลักแบบวิชาการ แต่ขาดการนำไปสู่ขั้นทดสอบ

หากมองเอาปัจจุบัน ชาวพุทธไม่น้อยก็มีแนวคิดว่า ไม่เชื่อกรรมอดีตอย่างที่อ.ว่า แต่เชื่อในผลที่ทันตา นั่นเพราะว่า อิทธิพลของโพสต์โมเดิน และแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์หรือตอบสนองผู้คนปัจจุบันได้ดีกว่า

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี