เรื่องของพระ....ไม่ได้ทำเป็นนิ่งเฉย

หลายเรื่องที่ผมรับรู้มาจากคนในวงการพระ ทั้งเรื่องที่ถูกตีค่าว่าดีและไม่ดี แต่โดยมาก เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องดี เช่น พระรูปนั้นบรรลุธรรม ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับพุทธศาสนา แต่เรื่องนี้กลับไม่น่าสนใจเท่ากับเครือข่ายโกงกินของพระ เหมือนกับบางองค์กรมีการออกกฎที่เรามักมุ่งไปที่จะจัดการกับคนไม่ดี ซึ่งมีเพียงไม่กี่คน แต่ลืมไปว่าควรออกกฎเพื่อสนับสนุนให้คนดีได้มีดีที่พัฒนาขึ้น

เมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อนพระท่านหนึ่งอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลาได้รับเลื่อนยศตำแหน่ง ชาวบ้านก็จัดฉลองกัน สำหรับผม ผมบอกกับเพื่อนตรงๆไปว่า "ผมไม่ได้ดีใจด้วยเลยกับการที่ท่านได้เลื่อนยศหรือรับยศตำแหน่งหรอกนะครับ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ การมียศตำแหน่งนั้น ผมคิดวา่เราต้องระมัดระวังตัวให้ดี (อัตตา) " ยศตำแหน่งในที่นี้หมายถึง "สมณศักดิ์" คำนี้ต้องพิจารณาให้ดีว่า ระหว่างพระกับสมณศักดิ์นั้น เข้ากันได้หรือไม่ ถ้าเข้ากันได้ไม่ได้ มันจะควรเข้ากันได้หรือไม่ แต่แน่ๆ คือ ที่ผ่านมาเราให้สมณศักดิ์เข้ากันได้กับพระ และเราจำนวนมากก็ให้ความสำคัญกับพระที่มีสมณศักดิ์ซะด้วย ในทางจิตวิทยา พระที่ยังมีกิเลศก็เหมือนคนธรรมดา ย่อมมีความต้องการเป็นพื้นฐาน จึงไม่แปลกที่พระบางรูปจะต้องการสมณศักดิ์ แต่การได้มาซึ่งสมณศักดิ์ ต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเหมือนกับชาวบ้าน หากต้องการเลื่อนยศ หรือเลื่อนขั้นเงินเดือน ก็ต้องมีผลงานเช่นกัน ดังนั้น ท่านต้องสร้างต้องทำ ต้องสร้างหอฉัน ต้องสร้างโบสถ์ ต้องให้ทุนการศึกษาเด็ก ฯลฯ ท่านจึงจะได้สมณศักดิ์ และดังนั้น ก็ต้องหาเงิน ต้องให้พระผู้บังคับบัญชาระดับสูง (เจ้าคณะพระสังฆาธิการ) รู้จักด้วย เกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้น จากการทำชีวิตเป็นปกติก็ให้ทุนเด็กอยู่แล้ว เมื่อมีเกณฑ์จึงเป็นการทำเพราะเกณฑ์ เหมือนกับวงการศึกษาปัจจุบัน ดังนั้น เราถูกแปรสภาพจากความรุ่งเรืองทางจิตให้กลายเป็นพัฒนาการทางกายภาพ (วัตถุ) หลายวันก่อน ผมมีความคิดว่า "พุทธทาสภิกขุ แพ้แล้ว" เหตุผลที่ผมมีความคิดดังกล่าวนั้นก็เพราะว่า ทั่วทั้งโลกให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่ามิติทางจิต งานวิจัยทั้งหมดถ้าวัดไม่ได้ ก็จะไม่ได้งบประมาณ อันนี้เป็นตัวอย่างของการที่จะบอกว่า ถ้าการพัฒนาจิตวัดว่าจิตไปขั้นใดๆ ไม่ได้ เหมือนกับบันไดซึ่งเป็นมิติของวัตถุซึ่งมีขั้นๆ จะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเขียนชัดเจน โลกถูกแปรสภาพให้อยู่เหมือนหุ่นยนต์ ซึ่งเราบอกว่า พิสูจน์ได้บนหลักการของวิทยาศาสตร์ ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า เราเข้าใจวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่ (วิทยาศาสตร์=ศาสตร์ที่จะบอกว่านี่คือความรู้) อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างถูกแปรสภาพไปเป็นโลกของวัตถุที่จะต้องตรวจสอบได้ด้วยประสาททั้ง ๕ จึงไม่แปลกที่พระจะเดินบนเส้นทางที่สภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องมีชีวิตผสานกับวัตถุ เพราะถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านก็ไม่สามารถกิน KFC ที่ท่านเห็นจากโฆษณาแล้วอร่อยไปด้วยได้เลย ท่านอยากมี "ไอ้ฝน" ไหม (ไอโฟน) ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านหมดสิทธิ์ อันนี้เป็นเพียงระดับย่อยๆ

ขอผ่านเรื่องนี้ไปก่อน โดยขอบันทึกเหตุการณ์เมื่อวาน ผมไปหาพระอาจารย์ที่หลักสูตรปรัชญาที่วังน้อย การไปครั้งนี้มีเรื่องต้องขัดใจหวานใจพอควร เหตุเพราะ เพื่อนหญิงที่เรียนปรัชญามาด้วยกัน ซึ่งเธอก็ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เกี่ยวกับความรู้ทางปรัชญา เธอจบรัฐประศาสนศาสตร์ ทำงานเป็นข้าราชการในจังหวัดหนึ่ง เมื่อเราไปเรียนด้วยกัน เรารู้ว่าเราอ่อนปรัชญา เธอยอมไปเรียน ป.ตรีปรัชญาที่ ม.ราม เรียน ป.โท ปรัชญาที่ ม.เกษตรฯ พร้อมกับเพื่อนนักเทคนิกการแพทย์อีกท่านหนึ่ง แต่วันนี้อาจารย์ที่ปรึกษาบอกเธอว่า ให้ไปลงเรียนใหม่ เพราะหมดเวลาแล้ว (ต่อเวลาแล้วแต่ก็หมด) เธอโทรศัพท์มาหาผมขณะที่ผมก็เดินซื้อของอยู่กับหวานใจ ทำเอาหวานใจงอนผมไปเลย แต่ผมก็บอกว่า เดี๋ยวผมจะลองไปสอบถามกับพระอาจารย์ท่านดู ประเด็นคือ ทำไมคนที่งานอ่อนกว่า แต่ได้สอบ แต่คนที่งานดีกว่ากลับไม่ให้สอบวิทยานิพนธ์และแก้มาจนหมดเวลา ผมเข้าไปหาพระอาจารย์แต่ก็คุยเรื่องโน้นนี้นั้น แล้วค่อยๆแฉลบมาถึงเรื่อง มองอย่างไรกับหลักสูตรปรัชญาในการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาเอก โดยสรุป ท่านไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยนักศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพออกไป อย่างน้อย หลักสูตรนี้นักศึกษาต้อง "คิดเป็น" ในระดับหนึ่ง (คิดบนฐานคิดแบบนักปรัชญา) ซึ่งผมก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เราแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายเรื่อง ผมก็ยกบางเรื่องของทางโลกให้ท่านทราบ เช่น บางหลักสูตรเขาจบกันง่ายๆ บางมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาบอกให้ไปทำวิทยานิพนธ์ สองสามเดือนก็จบแล้ว ฯลฯ แต่บางแห่งถ้านักศึกษาไม่ได้มาตรฐาน เขาก็ไม่รับ อย่างสาขาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ของจุฬา เป็นต้น ทุกวันนี้เงินกลายเป็นตัวจักรที่สำคัญของทุกอย่างไปแล้ว ฯลฯ โดยสรุป เป้าหมายที่ผมวางไว้เพื่อการไปพบพระอาจารย์ก็ได้ความว่า "เพื่อนเอย จงลงเรียนใหม่เถอะ แม้เพื่อนจะทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อยปานใด ซึ่งงานก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร เมื่อเทียบกับหลายๆงานก็ตาม" เพราะพระอาจารย์ท่านต้องการความเข้มแข็งทางวิชาการของหลักสูตร จึงยากจะร้องขอว่า เป็นไปได้ไหมว่าให้เพื่อนของผมสอบ ถ้าตกก็จะลงเรียนใหม่ (พระอาจารย์บอกว่าให้เธอไปลงเรียนใหม่แล้ว ซึ่งท่านก็เชื่อว่าเธอลงเรียนใหม่แล้ว)

ออกมาจากที่ทำงานของพระอาจารย์ โทรหาเพื่อนที่ทำงานอีกคณะหนึ่ง ชวนไปดื่มกาแฟด้วยกัน แต่ผมไม่ดื่มกาแฟ ผมอยากดื่มโอวัลติน เพื่อนนักดื่มกาแฟชวนไปคุยกันที่อเมซอน ที่ผมน่าจะเพิ่งเข้าไปครั้งแรกของชีวิต เพื่อนสั่งชาเขียว (อ้าวทำไมไม่สั่งกาแฟ ทราบว่า ดื่มไปแล้วสองแก้ว) ส่วนผมสั่งชอคโกเลต (เพราะโอวัลตินไม่มี ฮา) ระหว่างดื่มและคุยไปด้วย ประเด็นที่เราพูดถึงใหญ่ๆสองเรื่องคือ หนึ่งเรื่องการศึกษาของไทย อันนี้ได้รสชาด เพราะทุกอย่างพรั่งพรูออกมาแบบลืมตัว อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องวงการพระ ซึ่งคงต้องขอผ่านไป เพราะเวปนี้อาจล่มได้ (ฮา) โดยสรุป เราคุยกันว่า เราโชคดีที่มีครูบาอาจารย์ที่ดี (ครูพระ/พระครู) ท่านเหล่านั้น เท่าที่ใกล้ชิดกันมาเป็นอย่างดี ครูของเราเหล่านั้นไม่พบว่ามีเรื่องผู้หญิงและเรื่องเงินที่สังคมค่อนข้างให้ความสำคัญมาก ท่านมีสีลาจารวัตรที่งดงาม มีเมตตาสูง ให้ความเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาคไม่ว่าใคร ฯลฯ สำหรับเรื่องการศึกษานั้น เราคิดเหมือนกันคือ อยากไปอยู่ในสถาบันที่มุ่งเพื่อการศึกษาจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเงินตรา หรือเพื่อทำให้ผ่านเกณฑ์ที่ปลอมปน

เมื่อคืนนี้ ผมเห็นข้อความที่เพื่อนท่านนี้เขียนทางเฟสบุ๊คว่า "อีกร้อยปีก็ปฏิรูปวงการพระไม่ได้" และเมื่อเช้านี้ มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งถามผมว่า "นับถือศาสนาอะไร" (เด็กๆ คาดเดาไม่ได้ว่าผมนับถือศาสนาอะไร ทั้งที่พูดเรื่องศาสนาบ่อย ฮา) ผมตอบเขาไปว่า "ไม่รู้เหมือนกัน เพราะทุกศาสนามีดี ผมนับถือความดีของศาสนา แต่ไม่ได้นับถือคนที่นำศาสนาไปใช้ไม่ดี" ขอให้มีความสุขในการใช้ชีวิตกันทุกท่านนะครับ

เพิ่มเติม : อ่านนี้เล่นๆก็ได้คือ (๑) และ (๒) และอื่นๆ


ขออีกนิดหนึ่งที่อยากบันทึกไว้ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนหญิงท่านหนึ่ง (อาจารย์หญิง) สอนอยู่ที่ห้องเรียนที่มีการเรียนร่วมกันระหว่างพระและฆราวาส ปรากฎว่า วันนั้น มีนักศึกษาหญิงนุ่งกระโปรงสั้นเข้ามาในห้องเรียน อาจารย์หญิงท่านนี้ก็เลยตักเตือนว่า "เธอน่าจะรู้บ้างว่า การเข้ามาในวัด ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ไม่ควรนุ่งสั้น ในมหาวิทยาลัยของพระนั้น ควรนุ่งให้มันเรียบร้อยไม่ประเจิดประเจ้อ อย่างน้อยเป็นการเคารพต่อสถานที่ ฯลฯ" (ด้วยความที่โลกทุกวันนี้สอนให้เรากล้าคิดกล้าแสดงออก) พระรูปหนึ่ง น่าจะระดับพระสังฆาธิการ ซึ่งนั่งอยู่หลังห้อง ก็ยืนขึ้นและพูดขึ้นว่า "อาจารย์จะว่ากล่าวเขาอย่างนั้นไม่ได้ การนุ่งอย่างนั้นเป็นสิทธิของเขา ฯลฯ" ทำเอาอาจารย์หญิงเกิดอาการที่วัยรุ่นใช้ภาษาว่า "เงิบ" ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนที่ห้องทำงานฟัง ทำเอาเพื่อนคนนี้ฮาเช่นกัน เดี๋ยวนี้พระเก่งคอมพิวเตอร์ เก่งเทคโนโลยีมาก แต่เมื่อเช้านี้ นักศึกษาของผมเสียบสายเชื่อมต่อระหว่างจอ LCD กับ โน็ตบุ๊คไม่เป็น ทั้งที่หัวต่อมีพร้อมแล้ว ขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งก็ปิดแอร์ไม่เป็น แล้วจะเอาเกณฑ์เดียวกันมาวัดระดับการศึกษาของเด็กเหมือนๆกันได้อย่างไร (ตกลงผมก็ไม่รู้ว่าบันทึกเรื่องอะไรเหมือนกันครับ) ผมอยากให้มหาวิทยาลัยสงฆ์เปิด "แพทย์ศาสตร์" ด้วยนะครับ นอกเหนือจาก ศาสตร์ที่ทางโลกเขาทำกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

Interesting chit chats with some provocative observations.

I have always commented about "leaving home life to become a monk and then an "abbot" of the monastery" is pointless (just leaving one home to another home!

เขียนเมื่อ 

ไปสอนที่มหาวิทยาลังสงฆ์มาเหมือนกันครับ

พระเขาพัฒนาไปมาก

แต่เรื่องการแต่งกายผมก็ว่าครับ

มันไม่เรียบร้อย

555