พระกับทรัพย์สมบัติ

ผมนึกถึงการพัฒนา Buddhist Temple Governance ที่น่าจะมีการทำวิจัย สร้างระบบใหม่ เพื่อธำรงพลังของพุทธศาสนาไว้เป็นที่พึงทางจิตวิญญาณของคนไทยต่อไปอีกยาวนาน

พระกับทรัพย์สมบัติ

บทความใน นสพ. FT Weekend, 7-8 มีนาคม 2558 เรื่อง Thai temple's lift-off prompt clash over monk and money บอกมุมมองของสาวกธรรมกาย ว่าข่าวในสื่อมวลชนไม่เป็นความจริง

สิ่งที่ผมไม่เชื่อคือคำสอนว่าหากบริจาค (ทำบุญ) มากพอ ตายไปจะได้ไปสวรรค์ รวมทั้งอ้างความ สามารถติดต่อหรือรู้ว่าคนที่ตายแล้ว ไปอยู่ที่ไหน ผมคิดว่าเป็นคำหลอกลวง พิสูจน์ไม่ได้ เป็นเครื่องมือหาเงิน และเพิ่มพูนกิเลส มากกว่าเป็นเป้าหมายทางศาสนาพุทธ คือการลดละกิเลส ไม่ทราบว่าจำเป็นต้องใช้เงิน มากแค่ไหน จึงต้องรับเงินร้อนจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นด้วย

ผมเชื่อว่าธรรมะที่แน่นอนคือ บุญต่อบุญ บาปต่อบาป เรื่องราวในบทความเป็นเรื่องบาป มากกว่าเรื่องบุญ คือเรื่องเงิน อำนาจ เล่นพวก หวังผลประโยชน์ส่วนตัว (รวมทั้งความสุขในโลกหน้า)

มองมุมกลับ อาการธรรมกาย อาจบอกเราว่า วิธีการเดิมๆ ของวัดในพุทธศาสนาอาจล้าสมัย สำหรับคนบางกลุ่ม ที่ต้องการความทันสมัย และการจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างธรรมกาย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่สังคมไทยควรสะกิดใจคือ ระบบกำกับควบคุมวัดและพระในพุทธศาสนาอย่างที่ ใช้กันมานานจนปัจจุบัน อาจต้องการการสังคายนาขนานใหญ่ อำนาจรัฐดิ่งเดี่ยว ที่ใช้ผ่านมหาเถรสมาคม และสำนักพุทธศาสนา พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่ได้ผล ตามไม่ทันการทำผิด ไม่ได้เน้นการป้องกันและส่งเสริม ความถูกต้อง ไม่ได้ใช้พลังชุมชน พลังสังคม ในการควบคุมพระ ในอดีตนานมาแล้ว คนในชุมชนควบคุมพระ ให้บำเพ็ญตนน่าเคารพเลื่อมใส เป็นที่พึ่งทางวิญญาณของผู้คน พระรูปใดออกนอกลู่นอกทาง ชาวบ้านช่วยกันจับสึก

ผมไปประชุม เรียนรู้เรื่อง Corporate Governance ที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ ๔ - ๖ มีนาคม ๒๕๕๗ วันที่ ๗ ระหว่างเดินทางกลับ ได้อ่านบทความนี้พอดี ทำให้นึกถึง Buddhist Temple Governance ที่น่าจะมีการทำวิจัย สร้างระบบใหม่ เพื่อธำรงพลังของพุทธศาสนาไว้เป็นที่พึงทางจิตวิญญาณของคนไทยต่อไปอีกยาวนาน

วิจารณ์ พานิช

๗ มี.ค. ๕๘

สนามบินชางงี สิงคโปร์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการเมืองไทย



ความเห็น (0)