ถอดบทเรียนธรรมประจำวันมาฆบูชา 2558

ภูฟ้า
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันนี้ (3 มีนาคม 2558) เป็นวันมาฆบูชา

จึงขอถอดบทเรียนธรรมปฏิบัติไว้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังต่อไปนี้ หนอ



1. ตอนต้นปีมีบุญวาสนาได้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง

ติดต่อกันเป็นเวลา 20 วัน ในหลักสูตรอุตมสมาธิ ซึ่งมีข้อดีพิเศษ คือ


ผู้เรียนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ผ่านหลักสูตร "ครูสมาธิ" เป็นเวลา 6 เดือนมาแล้ว ทำให้รู้หลักการพื้นฐานของการฝึกสมาธิมาแล้ว แต่หลายคน (รวมผมด้วย) อาจปฏิบัติแบบไม่ต่อเนื่อง เมื่อได้เข้ารับการฝึกในหลักสูตรอุตมสาสมาธิ ซึ่งต้องปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกวันเป็นเวลา 20 วัน จึงทำให้เห็นพลานุภาพของหลักสูตรสมาธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ




2. พบ "ผู้รู้" เป็นครั้งแรก

คืนวันที่ 17 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา มีบุญวาสนา

ได้เข้าปฏิบัติธรรมเข้มในเทศกาลชีวิต ณ จีมานอม ชาโต เดอ จีมานอม จ.มุกดาหาร

ความพิเศษของการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ คือ

  • ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 (ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้าย) ที่ผมต้องไปร่วมให้ได้ เพราะที่ผ่านมาจะไปร่วมหลายปี แต่ก็ไม่มีบุญวาสนาได้ไปร่วม
  • ผมต้องขับรถจากบ้านไปที่สถานปฏิบัติธรรมด้วยตนเองเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้น ก็ค่อย ๆ พิจารณาบ่มใจ ผ่านวิถีชีวิตชุมชนข้างทาง
  • ผมเดินทางไปทันร่วมการทำวัตรเย็นพอดี พระอาจารย์ท่านได้เมตตาพาทำวัตรเย็น เทศนา และให้นั่งสมาธิ กอปรกับอากาศในช่วงเวลานั้นหนาวเย็น ทำให้สัปปายะยิ่งนัก
  • การเทศนาในวันนั้นพระอาจารย์ท่านเมตตาเล่าตำนาน "พระไบลานเปล่า" ท่านตุจโฉโปฏฐิละ ในสมัยพุทธกาล โดยได้เล่าถึงวิธีการฝึกประมาณว่า ..


ในสมัยพุทธกาล มีพระสาวกองค์หนึ่งชื่อ ตุจโฉโปฏฐิละ เป็นผู้คงแก่เรียน แตกฉานในคำสอนของพระพุทธองค์ เมื่อท่านอธิบายธรรม ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือเถียงท่าน เป็นที่นับหน้าถือตาโดยทั่วไปวันหนึ่ง ท่านไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ขณะก้มลงกราบ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

"มาแล้วหรือ พระใบลานเปล่า"

เมื่อท่านเสร็จกิจทูลลากลับ พระพุทธองค์ก็ตรัสอีกว่า

"กลับแล้วหรือ พระใบลานเปล่า"

ท่านตุจโฉโปฎฐิละสงสัยว่า ทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสเช่นนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าจริง ท่านเป็นพระเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย เมื่อมองดูจิตใจของตน ก็ไม่ต่างจากฆราวาสเลย ฆราวาสยินดีอะไรอยากได้อะไร ตนก็เป็นเช่นนั้น ความเป็นสมณะไม่มีเลย ท่านจึงสนใจจะปฏิบัติบ้าง เมื่อไปหาอาจารย์ตามที่ต่างๆ ก็ไม่มีใครกล้ารับ เพราะเห็นว่าท่านร่ำเรียนมามาก ไม่มีใครกล้าสอน ในที่สุดท่านได้ไปขอปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งเป็นอริยบุคคล เณรจึงขอทดลองดูก่อน โดยสั่งให้ท่านห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วสั่งให้วิ่งลงไปลุยในหนองที่เป็นโคลนตม เมื่อเณรเห็นว่าท่านละทิฐิได้แล้ว จึงสอนวิธีกำหนดอารมณ์จับอารมณ์ให้รู้จักจิตของตน โดยยกอุบายขึ้นว่า

"เหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปอยู่ในโพลงจอมปลวกซึ่งมีรูอยู่หกรู ถ้าเหี้ยเข้าไปในนั้น ทำอย่างไรจึงจะจับเหี้ยได้?" เณรแนะอีกว่า

"จะจับเหี้ย ก็ต้องหาอะไรมาปิดรูไว้ก่อนห้ารู เหลือเพียงรูเดียวให้เหี้ยออก แล้วคอยจ้องมองดูที่รูนั้น เมื่อเหี้ยวิ่งออกมาเมื่อไร ก็คอยจับเอาเท่านั้น"

การกำหนดจิตก็เหมือนกับการจับเหี้ย ต้องปิดทวารทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เสียก่อน คงเหลือกำหนดแต่จิตหรือใจเพียงอย่างเดียว แล้วใช้สติเป็นตัวคอยควบคุม

ท่านคิดจะจับเหี้ยหรือยัง ?



ระหว่างการเดินทางไปยังป่าศักดิ์สิทธิ์นั้น

ผมตัดสินใจไปทางลัดซึ่งเป็นเส้นทางที่ผมไม่เคยไปมาก่อน

ได้พบเห็นวิถีชาวบ้าน และแวะกราบวัดไปตลอดเส้นทาง ช่วยในการบ่มใจได้ดียิ่งนัก

ยิ่งได้สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ และฟังธรรมเทศนาจากพระอาจารย์ด้วยแล้ว

ยิ่งทำให้จิตใจสงบเต็มตามฐานะ

และที่สำคัญ เต้นท์ที่ผมนอนในคืนนั้นอยู่กลางป่าช้า หนอ


หลังจากเสร็จจากการทำวัตร ผมก็รีบทำธุระส่วนตัว

และเข้านั่งทำสมาธิในเต้นท์โดยไม่รอช้า พบว่า จิตสงบลึกลงมากเป็นพิเศษ



เมื่อจิตสงบลงเต็มตามฐานะแล้ว หวนให้นึกถึงธรรมเทศนาของพระอาจารย์

เรื่อง การจับเฮี้ย ..


ผมจึงทดลองพิจารณาตามดู ได้เรื่องเลยครับงานนี้

ทดลองปิดรูทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกาย) โดยอาศัยกำลังสมาธิ

และทดลองเปิดทีละทวาร แล้วกลับเข้าสู่สมาธิลึกสลับกันไปมา

พบว่า วิญญาณที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง 5 นั้น

เจ้ามโนวิญญาณจะต้องเข้าไปรับรู้ด้วย เสมอ





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บนเส้นทางธรรม



ความเห็น (4)

น่าสนใจมากค่ะ

จะรออ่านนะคะ

เขียนเมื่อ 

คิดจะจับแต่มันวิ่งเร็ว..จริงๆตัวนี้ อิอิ

เขียนเมื่อ 

สาธุๆครับ

รออ่านอีกครับ

สมาธิจิต พิชิตมาร