วิปัสสนาภาวนา (ตอนที่ ๓)​

การเจริญสติ (ตามหลักสติปัฏฐานสี่) กับวิปัสสนาภาวนา คำสองคำนี้ แม้ว่าจะเขียนต่างกัน แต่มีความหมายอย่างเดียวกัน

การเจริญสติ เป็นชื่อเรียกทางด้านเหตุ คือ การทำให้เกิดสติ เป็นเหตุ ส่วนวิปัสสนาภาวนา เป็นชื่อที่เรียกทางด้านผล คือ เมื่อเจริญสติแล้ว จะเกิดวิปัสสนา (หรือปัญญาที่เห็นแจ้ง) ขึ้น

ในมหาสติปัฏฐานสูตร การเจริญสติโดยฐานทั้งสี่ (คือ กาย เวทนา จิต และธรรม) มีรายละเอียดในการปฏิบัติ ดังนี้

๑. การเจริญสติโดยฐานกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีบทปฏิบัติ ๖ อย่าง คือ

(๑) การกำหนดรู้ (ด้วยสติ) ดูลมหายใจ (อานาปานสติ)

(๒) การกำหนดรู้ดูอริยาบถใหญ่ทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน (อิริยาบถ)

(๓) การกำหนดรู้ดูอิริยาบถย่อย (สัมปชัญญะ)

(๔) การกำหนดรู้ดูความเป็นปฏิกูลของร่างกาย (ปฏิกูลมนสิการ)

(๕) การกำหนดรู้ดูสภาวะของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกาย (ธาตุ)

(๖) การกำหนดรู้ดูความเป็นอสุภของร่างกาย (นวสีวสิกา)

๒. การเจริญสติโดยฐานเวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) คือ การกำหนดรู้ (ด้วยสติ) ดูเวทนาทั้งหมด ๙ อย่าง คือ

(๑) สุข

(๒) ทุกข์

(๓) ไม่ทุกข์ไม่สุข

(๔) สุขที่มีเครื่องล่อ (อามิส)

(๕) สุขที่ไม่มีเครื่องล่อ

(๖) ทุกข์ที่มีเครื่องล่อ

(๗) ทุกข์ที่ไม่มีเครื่องล่อ

(๘) ไม่ทุกข์ไม่สุขมีเครื่องล่อ

(๙) ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีเครื่องล่อ

๓. การเจริญสติโดยฐานจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) การกำหนดรู้ (ด้วยสติ) ดูสภาพของจิตทั้งหมด ๑๖ อย่าง คือ

(๑) จิตมีราคะ (๒) จิตปราศจากราคะ

(๓) จิตมีโทสะ (๔) จิตปราศจากโทสะ

(๕) จิตมีโมหะ (๖) จิตปราศจากโมหะ

(๗) จิตหดหู่ (๘) จิตฟุ้งซ่าน

(๙) จิตมีพรหมวิหาร (๑๐) จิตไม่มีพรหมวิหาร

(๑๑) จิตมีธรรมยิ่งกว่า (๑๒) จิตไม่มีธรรมยิ่งกว่า

(๑๓) จิตมีสมาธิ (๑๔) จิตไม่มีสมาธิ

(๑๕) จิตหลุดพ้น (๑๖) จิตไม่หลุดพ้น

๔. การเจริญสติโดยฐานธรรม (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีบทปฏิบัติ ๕ อย่าง คือ การกำหนดรู้ (ด้วยสติ) ดูธรรมะ ๕ อย่าง คือ

(๑) ขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

(๒) นิวรณ์ห้า (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมีทธะ อุทัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา)

(๓) อายตนะหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

(๔) โพชฌงค์เจ็ด (สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา)

(๕) อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)

กล่าวโดยสรุปแล้ว การเจริญสติ หรือวิปัสสนาภาวนา เป็นการทำให้เกิดสติ (และสัมปชัญญะ) โดยใช้ชีวิตของผู้ปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยกายและใจ และสภาวธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับกายและใจ (หรือรูปและนาม) เป็นฐานเพื่อให้เกิดสติ (และสัมปชัญญะ) ขึ้น โดยสติในสติปัฏฐานหมายถึงสติที่มีความต่อเนื่องและเข้นข้นกว่าสติธรรมดาที่แต่ละมีอยู่ ซึ่งจะต้องใช้ความเพียรในการทำให้เกิดชึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาที่จะเห็นความจริงในธรรมชาติของชีวิต (หรือรูปกับนาม) ต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเจริญสติ



ความเห็น (0)