นักธุรกิจที่น่าชื่นชม "ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์" มาดูกันว่าท่านมีมุมมองอย่างไรในการบริหารธุรกิจประสบความสำเร็จ

"ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์" ถือเป็นนักธุรกิจที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อก่อนท่านเป็นแค่เด็กสลัมคนนึง ที่ขายทุกอย่าง

สู้ชีวิตก่อนเติบโต
"พอ เริ่มโตก็โตปีละ 100 เปอร์เซ็นต์ 200 เปอร์เซ็นต์ และ 500 เปอร์เซ็นต์" ประโยคนี้ชี้ให้เห็นว่า สินค้าเป็นที่รู้จัก จำหน่ายและขายได้ หากขีดเป็นเส้นกราฟก็คงทบเส้นกราฟได้หลายตลบ!!
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้...
"เส้นทางเศรษฐี" ขอให้ ดร.กฤษฎา เล่าย้อนความเป็นมา ก่อนประสบความสำเร็จในกิจการผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมแบรนด์โต

ดร.กฤษฎา ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมเล่าย้อนเก่าก่อนถึงสมัยเด็กที่ชีวิตแร้นแค้น มากมายว่า เกิดและเติบโตในสลัม อยู่บ้านเช่าขนาด 3 คูณ 4 เมตร กับพ่อแม่พี่และน้องๆ รวม 8 ชีวิต และเป็นอยู่อย่างนั้นกระทั่งอายุ 22 ปี
"ห้อง เช่าราคาเดือนละ 20 บาท คุณพ่อหาบก๋วยเตี๋ยวแคะขาย คุณแม่เย็บผ้าอยู่บ้านตั้งแต่เช้ามืดถึงดึก ผมไม่เคยรู้จักว่าความสบายเป็นอย่างไร ได้เรียนหนังสือตอนอายุ 9 ขวบ เข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้เรียนก็เพราะหลอกแม่ว่าถ้าไม่ให้เรียนตำรวจจับ"

ในวัยเด็กที่ มีไม่เหมือนคนอื่น ดร.กฤษฎาถือว่าไม่ใช่ความโชคร้ายแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้ตั้งใจเก็บออมและทำความหวังให้ประสบความสำเร็จ ให้ได้ ประถมศึกษาปีที่ 1 เด็กชายกฤษฎาพาตัวเองเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสระเกศ ในวันธรรมดาไปโรงเรียนเขาตั้งใจเรียนอย่างเดียว เมื่อวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทุกครั้ง ช่วงสายในวัย 9 ปีของ ดร.กฤษฎาเขาจะไปรับขนมจากปากคลองตลาดมาขายเพื่อนๆ ในชุมชน ขายขนมหมดราวช่วงสายต่อด้วยไอติมแท่ง ที่ต้องเดินข้ามแยกถนน 4 เส้น ไปให้ถึงย่านวรจักร นำมาขายในชุมชนเช่นเดิม

วันพิเศษสุดที่ต้องตื่น แต่เช้ากว่าทุกวัน คือวันออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล อันเป็นความหวังเล็กๆ ของคนมีรายได้น้อย เด็กชายกฤษฎาต้องเดินเท้ากึ่งวิ่งเพื่อให้ทันเวลา ไปจองคิวให้ได้คนแรกสำหรับการรับเรียงเบอร์มาขาย ตกบ่ายรางวัลออกเสร็จสรรพแปรสภาพเป็นเด็กขายเรียงเบอร์แยกหัวลำโพง หมดก็เข้าบ้าน แต่ถ้าไม่หมดต้องหอบเรียงเบอร์มาขายหนังรอบทุ่มและรอบดึกที่โรงหนังคิงส์ และควีนส์ ย่านวังบูรพา เลิก ดร.กฤษฎา ดำเนินชีวิตในวัยเด็กเช่นนี้มาตลอดการเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 เลยเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษาที่แอบสอบเข้าเรียนและขอให้ผู้ปกครองเพื่อนลงลาย มือชื่อรับรองให้ แม้วัยเด็กที่น่าจะมีโอกาสได้วิ่งเล่นตามประสา ไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของ ดร.กฤษฎา แต่เขาไม่เคยน้อยใจในโชคชะตา คงเก็บหอมรอมริบจากเงินที่ขายขนม ไอติมและเรียงเบอร์ ผ่อนเบาภาระครอบครัวเสมอ

"นักธุรกิจ" คือความฝัน ท่านมีความฝันที่อยากเป็นนักธุรกิจมาตั้งแต่เด็กๆ มีคำพูกหนึ่งของท่านคือ

"ความฝันของผมจะเป็นจริงได้ ถ้าผมมีธุรกิจเป็นของตัวเอง"
แรงกระตุ้น หนึ่งที่ทำให้ ดร.กฤษฎาตั้งเป้าอยากเป็นนักธุรกิจ คือ การตระเวนอ่านหนังสือตามหอสมุดแห่งชาติ และ บันไดโบสถ์วัดสุทัศน์ และมีโอกาสอ่านประวัติเศรษฐีระดับโลก เกิดแรงบันดาลใจ โดยยึด เฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกัน "ฟอร์ด" เป็นแบบอย่าง

และเมื่อเรียนจบท่านได้ทำงานที่การไฟฟ้านครหลวงแต่ไม่นานนัก ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อหาประสบการณ์การเป็นนักธุรกิจ เขาเห็นว่านักธุรกิจควรรู้หลายเรื่อง หากยังเดินหน้าทำงานการไฟฟ้านครหลวงต่อไป สิ่งที่ควรรู้สำหรับนักธุรกิจจะไม่เกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอนดร.กฤษฎา ต้องการเรียนรู้ในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ แต่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน จึงคิดแบบเรียบง่ายเท่าที่คิดได้ คือ การเรียนรู้การสั่งซื้อของจากต่างประเทศ จึงตัดสินใจเข้าทำงานบริษัทนำเข้าของจากต่างประเทศ แต่น่าเสียดายที่ ดร.กฤษฎาได้รับตำแหน่งให้ควบคุมงานด้านการช่าง ซึ่งเขาไม่คิดว่าโชคร้ายเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยงานด้านนี้สอนให้รู้จักวิธีคิดงาน วิธีการประมูล แต่ แล้วโชคเข้าข้างเมื่อบริษัทนำเข้าอีกแห่งทาบทามให้ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ จัดการฝ่ายต่างประเทศ ตลอดปีเศษที่ทำงานตำแหน่งนี้ สอนให้ ดร.กฤษฎาเข้าใจธุรกิจต่างประเทศเป็นอย่างดี

จัดตั้งบริษัทด้วยเงินก้อนแรก 50,000 บาท นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและแ้วก็คว้าน้ำเหลวธุรกิจขายตรง และก็ไปทำธุรกิจผลิตอาหารพืช-สัตว์ ช่วงฟองสบู่แตก ติดลบหนี้พอกเป็นหนี้ 50 กว่าล้าน เลยหันมาทำแบรนเนเจอร์กิฟ

โดยชูจุดขาย "กาแฟลดความอ้วน"

เดือน ธันวาคม ปี 2546 ผลิตอาหารเสริมออกมาในรูปของ "กาแฟลดความอ้วน" และออกขายในราคาซองละ 12.50 บาท ซึ่งหากเทียบกับกาแฟทั่วไปเรียกได้ว่า "แพง" แต่เมื่อเทียบกับคุณค่าที่ได้ต่อสุขภาพกลับเรียกว่า "คุ้ม"

- การผลิตของเนเจอร์กิฟ เมื่อเป็นกาแฟลดความอ้วน ใช้สถานที่โรงรถของบ้านเป็นโรงงาน
- การตลาดของเนเจอร์กิฟ ขณะนั้นใช้วิธีลงโฆษณาพร้อมการตระเวนเสนอขายให้กับร้านค้า
ตลาด ต่างจังหวัดกลายเป็นตลาดใหญ่ให้กับเนเจอร์กิฟ เมื่อกาแฟลดความอ้วนถูกนำไปจำหน่ายต่อยังต่างจังหวัดโดยสมาชิกเก่าที่เคยมา ฟังบรรยายธุรกิจขายตรงของ ดร.กฤษฎา ยอดจำหน่ายในระยะแรกราว 30,000 ซองต่อเดือน ค่อยๆ ขยับเป็น 40,000 ซอง และ 50,000 ซองต่อเดือน
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ เนเจอร์กิฟ ติดตลาดและมียอดขายสูงขึ้นเป็นร้อยเท่าอยู่ตรงไหน

ดร.กฤษฎา บอกว่า จดหมายจากผู้ที่ดื่มกาแฟลดความอ้วนเนเจอร์กิฟ เขียนขอบคุณที่ทำให้น้ำหนักลดลง สุขภาพดีขึ้น และเขานำไปลงเป็นเนื้อหาโฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เนเจอร์กิฟกลายเป็นที่รู้จักแบบก้าว กระโดด ต้นปี 2548 เนเจอร์กิฟเริ่มเป็นที่รู้จัก ยอดขายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ ดร.กฤษฎาต้องผันโรงรถที่เดิมเป็นแหล่งผลิต ก่อตั้งโรงงานแห่งแรกขึ้นด้วยงบประมาณ 18 ล้านบาท อีก 2 ปีถัดมาก่อตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้นด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท และเปิดโรงงานแห่งที่ 3 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท แม้ คำว่า ธุรกิจขายตรง ยังคงอยู่ในใจ ดร.กฤษฎา แต่เมื่อเส้นทางการเติบโตทางธุรกิจของเนเจอร์กิฟไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดร.กฤษฎาจึงเลิกธุรกิจขายตรงไปราวต้นปี 2547 และมุ่งมั่นผลิตเนเจอร์กิฟในรูปแบบสินค้าอื่นออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เพราะยังประเมินตนเองว่าเป็นนักธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ยอด ขายและกำไรเป็นสิ่งที่ ดร.กฤษฎาไม่ขอปริปากบอก แต่ทุกวันนี้ยอมรับว่ามีเงินมากพอที่หาความสุขสบายให้กับตัวเองได้ทุกรูปแบบ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคือความสุขที่ได้จากการทำบุญ และการบริจาคทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนยากจนเรียนดี เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับที่เขาเคยประสบ
"ความใฝ่ฝันที่อยากเป็น เจ้าของธุรกิจ ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง มีครอบครัวดี มีเงินไม่ขัดสน มีบ้าน มีรถ และแม้จะมีลูกค้าหลายแสนคน แต่คนที่เป็นทุกข์กับสุขภาพยังมีอีกจำนวนมาก ผมถือว่าเป้าหมายยังไม่บรรลุ"
ภาพ ที่เห็นจึงเป็นภาพที่ ดร.กฤษฎา เดินหน้ามุ่งมั่นกับธุรกิจอาหารเสริมลดน้ำหนัก "เนเจอร์กิฟ" ต่อไป จนกว่าจะถึงเป้าหมายการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศึกษาความรู้



ความเห็น (0)