ในมุมมองของผู้ที่ติดตามอ่าน gotoknow เกิดคำถามและสงสัยว่า ทำไมหลายคนเขียนหลายบันทึกและมีหลายบล็อกได้
เขาเอาอะไรมาเขียน แล้วเขียนได้ยังไง
นายบอนจึงถามเพื่อนให้ชี้ชัดๆสิว่า บล็อกของใคร บล็อกไหนหรือที่เพื่อนสงสัยน่ะ
บล็อกของครูอ้อย สิริพร กุ่ยกระโทก และคุณปภังกร ชิตวรรณ (นายรักษ์สุข)
อันที่จริงก็มีหลายบันทึกที่ได้เขียนอธิบายถึงเรื่องความรู้ฝังลึก , การจัดการความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฯลฯ ซึ่งจะตอบข้อสงสัยเหล่านั้นได้ ซึ่งเพื่อนของนายบอนก็เคยอ่าน
เมื่อตั้งคำถามแบบนี้ แสดงว่า บันทึกหลายบันทึกที่เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพื่อนของนายบอนอ่านไม่เข้าใจ!!!
พูดให้เข้าใจง่ายๆได้ไหม ให้คนที่ไม่จบปริญญาได้รู้บ้าง
อือม.. ถามง่ายแต่ตอบให้เข้าใจยากเหมือนกันนะครับ นายบอนจึงถามว่า อยากจะรู้อะไรบ้าง?
”อยากรู้ว่า เขารู้ได้ยังไงว่าจะต้องเขียนบันทึกเรื่องอะไร , แล้วเอาอะไรมาเขียนบันทึกตั้งมากมาย แล้วคนเขียนไม่งงหรือว่า กำลังเขียนอะไรอยู่”
นายบอนจึงถามใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด แล้วที่เห็นบันทึกของนายบอนในแต่ละวันนี่ งงมากน้อยแค่ไหน??
”อันนี้ไม่งง เพราะเรื่องที่เขียนก็เห็นๆกันอยู่ว่า ไปหยิบเอามาจากไหนมั่ง”
ตอบแบบนี้ เพื่อนคงนึกไม่ออกว่า ครูอ้อย กับนายรักษ์สุข ไปหยิบเรื่องราวต่างๆมาเขียนบันทึก เอามาจากที่ไหนบ้าง..
จะอธิบายยังไงดีล่ะครับ ถ้าจะหยิบยกคำอธิบายในบันทึกที่มีผู้เคยอธิบายไว้แล้ว เพื่อนก็คงจะไม่เข้าใจเช่นเดิม เพราะบันทึกเหล่านั้น เพื่อนนายบอนได้อ่านมาแล้ว
”ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัน ตอนเที่ยงนั่งทานข้าว ตอนบ่าย นายต้องไปรับหลานที่โรงเรียน ตอนเย็นต้องไปจ่ายตลาด แล้วนายรู้ได้ยังไงว่า วันนึงๆจะต้องทำสิ่งเหล่านี้”
นั่นคือ คำอธิบายแบบง่ายๆในตอนเริ่มต้นที่นายบอนใช้ตอบคำถามที่เพื่อนสงสัยว่า ทำไมครูอ้อยกับนายรักษ์สุขถึงรู้ว่าจะต้องเขียนบันทึกเรื่องอะไร…
เพื่อนนายบอนตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ครูอ้อย และนายรักษ์สุข เป็นคุณครู ย่อมมีวิธีการในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง คนเป็นครู ได้เปรียบในจุดนี้ เนื่องจากสอนหนังสือให้ความรู้มากกว่าวิชาชีพอื่นๆ คนที่เป็นครูจะเขียนบันทึกได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน
แต่ยังสงสัยว่าทำไมทั้ง 2 ท่านถึงมีหลายบล็อก แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขียนบันทึกไหนที่บล็อกไหน ไม่สับสนบ้างหรือ?
นายบอนเลยอธิบายจากสิ่งที่เพื่อนคุ้นเคย คือ ห้องสมุดประชาชน จ.กาฬสินธุ์ที่เพื่อนไปใช้บริการบ่อยๆนั่นเอง ที่มีหนังสือหลากหลาย อยากได้เนื้อหาด้านไหน ก็ไปที่ตู้หนังสือหมวดนั้น คงจะคล้ายกับครูอ้อย และนายรักษ์สุข ที่เหมือนมีห้องสมุดอยู่ในสมอง ที่จัดระบบความคิดเป็นหมวดหมู่ และหยิบประเด็นที่ต้องการออกมาถ่ายทอดตามที่ต้องการในแต่ละวัน
ห้องสมุดของทั้ง 2 ท่าน มีการเก็บสะสมหนังสืออยู่เรื่อยๆ เติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองท่าน จะจัดระบบความคิดในแบบเฉพาะตัว ท่านหนึ่งสามารถจัดหมวดหมู่ได้ถึง 12 หมวดหมู่ (12 บล็อก) ถือเป็นความชำนาญและประสบการณ์ความรู้ที่เก็บสะสมมา
หลังจากที่ติดตามบันทึกของ 2 ท่านแล้ว เพื่อนของนายบอนเลยตั้งข้อสังเกต เพราะจับประเด็นบางอย่างของนายบอนได้
1) ทำไมนานๆที นายบอนจะเขียนบันทึกถึงท่านหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นบันทึกพิเศษเกี่ยวกับ Blogger ท่านนั้น หลายเดือนก่อน นายบอนจะเขียนถึงนายรักษ์สุข เดี๋ยวนี้เขียนถึงครูอ้อย เป็นเทคนิคในการเลือกเขียนถึงหรือเปล่า แล้วไม่เขียนถึงคนที่เคยเขียนอีกหรือ เพื่อจะได้อ่านความคิดเห็นที่เปลี่ยนไปจากหลายเดือนก่อน
ตอบ
+ การเขียนถึง เหมือนการสรุปการเรียนรู้ เมื่อเราได้อ่าน ฟัง ดู ชมเรื่องหนึ่งแล้ว เรารับรู้มากน้อยแค่ไหน เจ้าของบันทึกให้เต็มร้อย ณ วันที่อ่าน อาจจะรับได้ 70 ส่วน แต่นานวันก็จะลืมเลือน การสรุปบทเรียน เหมือนเป็นการบันทึกการเรียนรู้ บันทึกลงในสมอง บันทึกตามความเข้าใจของตัวเอง
+ การเรียนรู้ที่ผ่านโสตสัมผัส สามารถสะสมประสบการณ์ นำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในอนาคตได้
+ การที่เขียนถึงเรื่องใด เพราะกำลังเรียนรู้เรื่องนั้น และได้ข้อสรุปในเรื่องนั้น จนสามารถเขียนถึงได้ ศิลปะในการเขียน สามารถเขียนได้แบบตรงๆ หรือ แบบอ้อมๆ เขียนตรงคือ ระบุไปเลยว่า เขียนถึงคนนี้ หรือบันทึกนี้นะ ส่วนแบบอ้อมๆ อาจจะหยิบแนวคิดของท่านอื่น มาผสมกับแนวคิดของเรา เป็นอีกมุมมองหนึ่ง .. มีหลายบันทึก ที่นายบอนหยิบแนวคิด นายรักษ์สุข + นายบอน เป็นอีกมุมมองใหม่ คนละเรื่องไปเลย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของนายรักษ์สุข (สังเกตจากประเด็นที่นายรักษ์สุขชอบเขียน) จึงไมได้กล่าวถึงชื่อนายรักษ์สุข เพราะถ้าเจ้าตัวมาอ่านเจอ ก็คงจะงงๆว่า มีมุมมองของนายรักษ์สุขด้วยหรือ
2) การเขียนบันทึกในแบบชื่นชม blogger ท่านอื่น ให้ประโยชน์กับคนอื่นอย่างไร เพราะดูแล้ว เหมือนเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคนสองคน ที่เกี่ยวข้องกัน
ตอบ
+ เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่มอบให้ เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้เขียนบันทึก เขียนต่อไป
+ เอาผลสะท้อนที่เกิดขึ้น ความรู้สึกดีของผู้ที่ถูกเขียนถึง เติมกำลังใจให้ตัวเอง
+ เมื่อโลกสดใส ตัวเราซึ่งอยู่ในโลกใบเดียวกันนั้น ก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศนั้นด้วย
+ การทำให้ผู้อื่นปิติสุขอย่างพิเศษถือเป็นกุศลอย่างหนึ่ง
3) การเขียนข้อคิดเห็นในบล็อกของครูอ้อย กับนายรักษ์สุข ทำไม บางที นายบอนก็เขียนข้อคิดเห็น บางช่วงก็ไม่เขียนเสียเลย
ตอบ
+ เมื่ออยากเต็มเติมกำลังใจยามเหงาๆ เติมมิตรภาพ หรือมีเวลามากๆ ก็จะร่วมเขียนข้อคิดเห็น
+ เมื่ออยากตักตวงความรู้ แสวงหามุมมอง มีเวลาน้อย ก็จะนั่งอ่านลูกเดียว
4) เทคนิคการติดตามอ่านบล็อกของทั้ง 2 ท่านนี้ให้สนุก จะทำอย่างไรดี
ตอบ
+ ถ้าอ่านรู้เรื่อง ยังไงก็สนุก
+ ถ้าเปิดดูทุกวัน ก็ติดตามบันทึกใหม่ๆ อย่าพลาด
+ ถ้านานๆ เปิดที ก็เปิดบันทึกล่าสุดของเค้า อ่านๆๆ แล้วคลิกย้อนกลับไปอ่านบันทึกก่อนหน้า ไล่ดะอ่านไป เค้าจะเขียนเชื่อมโยงกัน เหมือนดูรายการวิเคราะห์ข่าว เมื่อให้เวลาช่วงหนึ่งติดตามอ่านบันทึกของคนๆหนึ่งอย่างต่อเนื่อง จะได้อรรถรสหลายอย่าง ซึ่งจะต่างจากการเปิดอ่านบันทึกแรก ของคนหนึ่ง แล้วคลิกอ่านบันทึกถัดไปของคนที่ 2
+ วิธีอ่านให้ครอบคลุม เปิดดูทุกบันทึกที่เห็น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะผู้เขียนอาจจะตั้งชื่อเรื่องไม่โดนใจเรา แต่เนื้อหาข้างในน่าสนใจ มีรูปภาพที่น่าดู คลิกเปิดดูแล้วจะไม่พลาดสิ่งดีๆ
มองบันทึกของครูอ้อย VS นายรักษ์สุข ใน gotoknow กับการติดตามหาความรู้จากความไม่รู้
สิ่งที่หลายคนรู้ ย่อมมีผู้ที่ไม่เข้าใจได้เช่นกัน
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาง อัญชิษฐา วงศ์บุญมี · 10 พ.ย. 2549
ศิริขวัญ คล้ายแจ้ง · 10 พ.ย. 2549
กานดา รุณนะพงศา สายแก้ว · 10 พ.ย. 2549
รองศาสตราจารย์ รังสรรค์ เนียมสนิท · 10 พ.ย. 2549
Archanwell · 10 พ.ย. 2549
รองศาสตราจารย์ รังสรรค์ เนียมสนิท · 10 พ.ย. 2549
นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม · 10 พ.ย. 2549
ถึงคุณบอน
เมื่ออยากเต็มเติมกำลังใจยามเหงาๆ เติมมิตรภาพ หรือมีเวลามากๆ ก็จะร่วมเขียนข้อคิดเห็น
+ เมื่ออยากตักตวงความรู้ แสวงหามุมมอง มีเวลาน้อย ก็จะนั่งอ่านลูกเดียว
มิน่าเล่า counter ของครูอ้อยจึงพุ่งกระฉุดน้องกระเฉด
เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่มอบให้ เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้เขียนบันทึก เขียนต่อไป
+ เอาผลสะท้อนที่เกิดขึ้น ความรู้สึกดีของผู้ที่ถูกเขียนถึง เติมกำลังใจให้ตัวเอง
+ เมื่อโลกสดใส ตัวเราซึ่งอยู่ในโลกใบเดียวกันนั้น ก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศนั้นด้วย
+ การทำให้ผู้อื่นปิติสุขอย่างพิเศษถือเป็นกุศลอย่างหนึ่ง
คุณบอนถ่ายทอดความรู้สึกตรงนี้ออกมา เหมือนกับว่าคุณบอนเป็นครูอ้อยเสียเอง โดนใจจริงๆ
การที่เขียนถึงเรื่องใด เพราะกำลังเรียนรู้เรื่องนั้น และได้ข้อสรุปในเรื่องนั้น จนสามารถเขียนถึงได้ ศิลปะในการเขียน สามารถเขียนได้แบบตรงๆ หรือ แบบอ้อมๆ เขียนตรงคือ ระบุไปเลยว่า เขียนถึงคนนี้ หรือบันทึกนี้นะ ส่วนแบบอ้อมๆ อาจจะหยิบแนวคิดของท่านอื่น มาผสมกับแนวคิดของเรา เป็นอีกมุมมองหนึ่ง
ขอเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง...คือความจริงใจผสมกับความตรงใจ ครูอ้อยมักจะพูดเสมอว่า ทั้งหมดที่เขียนโดยการกดลงบนแป้นพิมพ์นั้นมาจากใจ จากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่เกรงคำวิจารณ์ ท่านผู้อ่านไม่ชอบ ก็คลิกบันทึกอื่นต่อไป ไม่มีกำหนด ซึ่งขอบอกผ่านตรงนี้อีกครั้งว่า เขียนออกมาจากใจ ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร
ห้องสมุดของทั้ง 2 ท่าน มีการเก็บสะสมหนังสืออยู่เรื่อยๆ เติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองท่าน จะจัดระบบความคิดในแบบเฉพาะตัว ท่านหนึ่งสามารถจัดหมวดหมู่ได้ถึง 12 หมวดหมู่ (12 บล็อก) ถือเป็นความชำนาญและประสบการณ์ความรู้ที่เก็บสะสมมา
ครูอ้อยเขียนบันทึกและจัดเก็บตามระบบดูอี้ มีระบบการจัดเก็บที่ไม่ซ้ำใคร และเป็นตัวของตัวเอง ไม่หวงที่จะนำไปใช้
2006-10-26 03:59:33
พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อย จากแรงบันดาลใจสู่การส่องกระจก
พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อย : บทสะท้อนการถ่ายทอดความรู้ของผู้เป็นครู
พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อย : ข้อคิดและบทเรียนจากดอกไม้ของครูอ้อย
พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อย กับประตูสู่สิ่งใหม่ๆที่ปลายนิ้ว..ยกกำลังสอง
พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อยกับการเชื่อมโยงสู่ gotoknow
-พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อย กับประตูสู่สิ่งใหม่ๆที่ปลายนิ้ว..ยกกำลังสอง
-พลังแห่งการบันทึกของครูอ้อยกับการเชื่อมโยงสู่ gotoknow
อาจจะมีซ้ำบ้างก็ขออภัย..ครูอ้อย..ขอบคุณคุณบอนอีกครั้ง…
ความรู้สึกหลั่งไหลดั่งท่อประปาแตกเลยนะครับ
และแล้วครูอ้อยก็โดนพาดพิงอีก 1 บันทึก
การขยายผลความสุข ความมีชีวิตชีวาของครอบครัวไทยด้วยการเขียนบันทึกใน blog
คุณบอนคะ
เปรียบควมรู้สึกต่างหาก ใครว่าความรัก เขียนตัวอักษรชัดเจนแล้ว คนบางคนอ่านมากจนตาเบลอ
ควรพักสายตาสักครู่ จะดีกว่า
จริงนะ คุณบอนพูดจริง ควรพักสายตาเสียบ้าง ครุอ้อยจะพักแล้วนะ ขอบคุณ