ไปอินเดีย เชนไน ตอนที่ ๑

ให้ตายเหอะ ผมไม่เคยอยากไปเที่ยวอินเดียเลยสักครั้ง พูดถึงอินเดีย ผมมีสิ่งที่ชอบที่สุดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ "อาหารอินเดีย" ซึ่งคงมีเงื่อนไขที่จะกินที่ไหนก็ได้เว้นแต่ที่อินเดีย แต่ก็นั่นแหละ สิ่งไหนที่ไม่ชอบหรือไม่อยากผมก็จะได้มันมาเสมอ อย่างเช่นครั้งนี้

ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ผมได้รับข้อความจากอาจารย์รุ่นพี่ ว่าจะมีการจัดประชุมที่เมืองเชนไนเกี่ยวกับสาขาวิชาที่ผมทำงานอยู่ จะเป็นเรื่องอะไรเสียอีกถ้าไม่ใช่มดลูกโผล่หรือเรื่องเยี่ยวเล็ด เป็นการประชุมที่จะมีการแสดงการผ่าตัดให้ดูโดยศาสตราจารย์จากหลายประเทศ เรียกว่ามางานนี้งานเดียวเหมือนได้บินไปฟังเลคเชอร์จากท่านๆเหล่านี้ที่ประเทศเขา ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ออสเตรเลีย และออสเตรีย รวมถึงที่อินเดียด้วยเช่นเดียวกัน (แม้นไม่ใช่ประเทศอันปรารถนาจะไปเยือนเลย)

อันที่จริงจะว่าไปแล้ว ผมเองก็เคยนึกอยากจะไปดูงานที่อินเดียอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ "กามาสุตรา" ผมเคยฟังการบรรยายเรื่องเพศจากศาสตราจารย์โคธารี ซึ่งแกสอนสนุกมาก ได้ความรู้เพียบ และนำมาใช้ในการดูแลคนไข้อยู่พักหนึ่งสมัยช่วงต้นๆของการเป็นหมอสูติ แต่ชีวิตก็หักเหไปราวกว่าสิบองศา ผมไม่ได้ดูแลคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องเพศมานานแล้ว คลื่นลมในมหาสมุทรชีวิตได้พัดพาผมให้เป็นหมอที่ต้องมาดูแลผู้หญิงที่มีปัญหาอุ้งเชิงกรานอ่อนแอแทน เธอเหล่านั้นมักจะเป็นหญิงชรา หรือมีมดลูกโผล่ มีช่องคลอดโผล่แลบ ช่องคลอดหลวม ฉี่เล็ด กระทั่งบางครั้งก็มีรูรั่วจากทวารหนักมาโผล่ในช่องคลอด ซึ่งอย่างสุดท้ายนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่เก่ง และอยากหาโอกาสไปเล่าเรียนเพิ่มเติมบ้าง และแน่นอนว่าในเอเชียเรานี้คงไม่มีที่ไหนที่จะมีคนไข้ที่มีปัญหารูรั่วอย่างที่ว่ามากไปกว่าที่นี่ "อินเดีย"

ผมตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเมื่อราวกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้นี่เอง และใช้เวลาเพียง ๓-๔ วันในการจัดการเรื่องการเดินทาง เพราะจะต้องออกเดินทางในวันที่ ๔ มกราคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการหยุดยาว และก็ประสบปัญหาจริงๆ เริ่มจากหาตั๋วไปเชนไน แม่เจ้า! เที่ยวบินของการบินไทยนั้นเต็มทุกที่นั่ง กระทั่งชั้นธุรกิจก็ไม่มีเหลือ พนักงานขายบอกว่า หากเดินทางในวันที่ ๕ จะได้ราคาถูกลงมาก ไปกลับอยู่ที่ ๑๓,๐๐๐ บาท แต่ผมไม่ต้องการพลาดการบรรยายสักช้วงเดียว ดีลนี้จึงไม่ผ่าน จึงหันกลับมาหาแอร์เอเชีย ซึ่งค่าโดยสารไปกลับอยู่ที่ ๑๒,๐๐๐ บาท เริ่มแรกก็จองแต่ขาไป และจะซื้อบินไทยเที่ยวกลับ พนักงานขายแจ้งว่า หากซื้อเที่ยวเดียวกลับมาจากต่างประเทศ ราคาชั้นปกติจะแพงมาก ซึ่งเที่ยวเดียวก็ซัดไปกว่า ๒ หมื่น แม่เจ้า! (อีกหน) เอาเป็นว่า ลำแดงก็ลำแดงวะ ส่วนราคาตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯนั้น ถูกที่สุดอยู่ที่ไทยยิ้ม ราคา ๓,๒๐๐ บาท แม่เจ้า! (อีกครั้ง) ผมถูกฟันเลยเนี่ย แน่นอนสิ ก็มันคือวันสุดท้ายของวันหยุดที่ทุกคนต้องกลับเข้าบางกอกนั่นเอง เสร็จเรื่องการเดินทางก็รีบเขาไปหาที่นอน

ผมได้รับสัญญาณมาจากอาจารย์รุ่นพี่ที่จะไปด้วยกันว่าพักที่ Park Hyatt ดี ใกล้ และราคาเอื้อมถึง แต่นั่นก็หมายความว่า ในจำนวน ๔ คืนนั้น ต้องจ่ายไป ๑๗,๐๐๐ บาท ไม่รวมอาหารเช้า นี่เป็นการจองผ่านอาโกดะ

ยังครับ ยังไม่จบเท่านั้น เพราะยังขาดเอกสารเดินทางอีกอย่างคือ วีซ่า ซึ่งต้องเดินทางไปทำที่กรุงเทพ เสียค่าใช้จ่ายอีก ๒,๐๐๐ บาท ที่ยังไม่รวมค่าเครื่องบินไปทำ แต่โชคยังดี ที่ในสัปดาห์ก่อนจะเข้าช่วงปีใหม่หยุดยาวนานนั้น ผมมีวาระต้องมาประชุมที่กรุงเทพพอดี เลยน่าจะใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ แต่ช้าก่อน ถ้าหากผมหิ้วพาสปอร์ตราชการ สามารถเข้าอินเดียได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวีซ่า ครั้นกลับไปเปิดลิ้นชักดู ก็พบว่ามันสิ้นอายุไขไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้นี่เอง มันน่าเจ็บใจใช่ไหมครับ เร็วเท่าความเร็วแสง (เท่าไหร่แล้ววะ) "ก็ไปทำใหม่สิ" มันผุดขึ้นมาทันที เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็ได้รับพาสปอร์ตใหม่มาแล้ว ผมจึงให้เจ้าหน้าที่ของภาควิชาที่มีความชำนาญเรื่องนี้จัดการอย่างเร่งด่วน นั้นคือการแจ้งไปยังคณะ และขอหนังสือจากทางมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งขอทุนไปประชุมวิชาการต่างประเทศ ซึ่งทุกอย่างใช้เวลาเพียง ๒ วันก็เสร็จเรียบร้อย แต่ช้าก่อน ช้าอีกนิด ช้าลงอีกหน่อย มันไม่ง่ายเกินไปหรอก เพราะการจะไปทำพาสปอร์ตราชการ จำเป็นต้องใช้บัตรข้าราชการด้วย และผมก็เพิ่งทราบกับตาในนาทีนั้นว่า มันก็หมดอายุไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ไม่นะ เวรจริง! ผมเลยจำต้องไปถ่ายรูปชุดข้าราชการ แล้วไปทำบัตรข้าราชการใหม่ และเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากนั้น ผมก็ได้พาสปอร์ตสีน้ำเงินมาครอบครอง

จากนั้นก็คงเหลือเพียงเฝ้ารอวันที่จะออกเดินทางจริงๆ

ช่วงปีใหม่ ผมหลีกหนีออกจากหาดใหญ่เพื่อไปชาร์จแบตเตอร์รี่ให้กับชีวิตที่เกาะลันตา กลับมาถึงบ้านเมียก็จัดกระเป๋าเดินทางและสัมภาระต่างๆให้อย่างเรียบร้อย อันนี้นับว่าเป็นบุญของผม เพราะตั้งแต่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะต้องจัดกระเป๋าเดินทางเอง เธอว่า "พ่อพับเสื้อไม่เรียบร้อยเลย" ดีใช่ไหมครับ แต่บางครั้งก็เกิดปัญหา เพราะผมมักจะหาของบางอย่างไม่เจอ ถ้าไปด้วยกันก็ไม่เป็นไรเพราะเธอจะรู้ว่าของแต่ละอย่างอยู่ตรงไหนในกระเป๋า แต่ถ้าไปคนเดียวจุดหมายเดียว เมื่อถึงที่หมายก็ต้องรื้อของ รื้อเสื้อผ้าออกมาจนเกลี้ยงจนกว่าจะหากางเกงในเจอ

ถ้าไม่นับการเดินทางไป-กลับสิงคโปร์ด้วยสายการบินราคาต่ำ เมื่อราว ๘ ปีที่แล้ว นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้บริการ และออกจากดอนเมือง ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เริ่มตั้งแต่การพยายามมองหาผู้ร่วมเดินทางที่เป็นคนไทย ซึ่งมองไปทางไหนก็หาไม่เจอ ผมเห็นแต่คนอินเดีย เกือบทั้งหมดเป็นคนอินเดีย จะมีฝรั่งบ้างก็คงไม่ถึง ๑๐ คน นี่ผมกำลังจะนั่งเครื่องบินไปกับคนอินเดียเกือบทั้งลำ! น่าสนุก

ความตื่นเต้นอีกเรื่องก็คงมาจากคำขู่ของมนุษย์เพื่อนคนหนึ่ง ที่บอกมาว่า ยังไงในชาตินี้ก็คงไม่ไปอินเดีย เธอเก็บเรื่องเล่าจากคนอื่นมาบอกผมว่าไปที่นั่นระวังถูกโกง ระวังเดินเหยียบขี้ที่ริมถนน ระวังขากกกกก...ทุ้ย ลงมาถูกตัว ขึ้นแท็กซี่ต้องรีบปิดกระจก เธอเล่าไปหัวเราะไป และบอกว่าขอให้ผมโชคดี ผมนึกในใจ "ฉันโชคไม่ดีตั้งแต่เอ็งขากกกกกก...ทุ้ยแล้ว" แต่เอ๊ะ เราจะไปเชนไนนะ เมืองนี้เป็นเป็นเมืองธุรกิจ สภาพอย่างที่หล่อนว่ามาไม่น่าจะมีนะ เอาล่ะ ใจชื้นขึ้นนิดหน่อย

เรื่องน่าแปลกใจอีกเรื่อง คืออักษรย่อของสนามบินเชนไน MAA งงไหมล่ะครับ ผมก็งงอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมก็ทราบมาว่า สมัยก่อนเมืองนี้ใช้ชื่อว่า Madras ครับ ครั้นจะใช้ตัวย่อว่า MAD ก็คงกระไรอยู่ จะใช้ว่า MAR ก็คงไปไม่ถึงด้วยเรือบิน MAA จึงน่าจะลงตัว (อันนี้คิดเอง กรุณาอย่าเอาไปอ้างอิงนะจ๊ะ)

น้องแอร์โฮสเตสน่ารักดีนะครับ เมื่อเริ่มบริการ เธออาจจะไม่แน่ในในสัญชาติผม คงคิดว่าผมเป็นชาวยุโรป จึงถามว่า "Are you Indian citizen?"

"โนครับ" ผมตอบออกไป แหม น้องครับ คนอังกฤษเขาออกจากอินเดียไปนานแล้วนะครับ ผมคนไทยยยยย ส่งใบ immigration มาให้ผมได้เลย

เขาบอกว่าจะใช้เวลาบินนานราว ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที แต่น้องเค้าโกหกผม มันใช้เวลาเพียง ๓ ชั่วโมงเท่านั้น ผมทำใจไม่ทันไป ๒๐ นาทีแน่ะ ชักเริ่มกังวลแล้วสิ

ถึงอินเดีย

สนามบินเชนไนไม่ใหญ่มาก เครื่องบินไม่พลุกพล่าน ใช้เวลาเดินไม่นานก็ถึงจุดตรวจคนเข้าเมือง ผมรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย เพราะไม่มีวีซ่า เดี๋ยวเขาถามอะไรออกมาแล้วฟังไม่ออกแล้วจะทำอย่างไรดี และเขาก็ถามหาวีซ่าจริงๆ

"Where is your visa?"

ฮ่า ฮ่า กูฟังออกเว้ย คิดพลางก็ยืดตัว สูดหายใจลึกๆ แล้วตอบไปว่า "I don' t have visa, but I am government officer and this is the official passport" ว่าแล้วก็แอบสวดมนต์ "สาธุ มึงอย่าสงสัยอะไรอีกเลย" และสงสัยเทวดาประจำสนามบินฟังบทสวดผมออก ท่านผู้นั้นจึงให้ผมผ่านโดยไม่ถามอะไรอีกเลย

จากนั้นก็มาถึงการหาแท็กซี่ไปโรงแรม

ก่อนมา อาจารย์รุ่นพี่ท่านบอกว่า ให้เดินออกมาด้านนอก หา prepaid taxi จ่ายในราคาเดียวคือ ๕๐๐ รูปี ผมก็ทำตามนั้น ผ่านเคาเตอร์ Fast tract ก็ไม่ได้หยุด เพราะเข้าใจว่าเป็นรถเช่า (อันที่จริงมันก็เป็นรถแท็กซี่ธรรมดาที่แหละ) มาจนถึง prepaid taxi ผมก็ถามลุงคนที่นั่งประจำเคาเตอร์ว่าผมจะไปโรงแรม แกทำท่างงงงแล้วชี้ออกไปข้างนอกว่า "outside" ผมจึงเดินออกไปอย่างงงงง เอาวะ ไปก็ไป

เดินมาถึงทางออก เห็นป้ายมารับแขกของโรงแรมที่ผมจะไปเข้าพัก นึกในใจว่าจะขอติดรถไปด้วยได้ไหม ก็รู้สึกเกรงใจเหลือเกิน อีกอย่างผมมองเห็นเคาเตอร์จัดคิวรถแท็กซี่แล้ว จึงเดินเข้าไปหา

คนรุมกันที่เคาเตอร์เยอะมาก ไม่รู้ว่าคิวอยู่ตรงไหน ต่างคนต่างรี่เข้าไปล้อมๆกัน ซวยแล้ว ผมจะแทรกเข้าไปยังไงดีวะเนี่ย เพียงไม่นานก็มีพี่ตัวดำคนนึงเดินเข้ามาหา แล้วถามผมว่า "Taxi?" อยากจะตอบไปว่า กูไม่ใช่แท็กซี่ กูเป็นผู้โดยสารเฟ้ย แต่ก็ไม่กล้าตอบเพราะกลัวโดนต่อย ผมจึงถามแกว่า "Are you prepaid taxi?" แกพยักหน้า ผมบอกที่หมายและถามว่าราคาเท่าไหร่ "๕๐๐" แกตอบ ดีลนี้จึงจบด้วยความหวั่นๆ

มันจะเอาเราไปฆ่ารึเปล่าวะ

ทำไมเดินหิ้วกระเป๋าเราออกไปเร็วจังวะ

เฮ้ย ทำไมที่จะแท็กซี่เอ็งเดินออกไปมืดจังวะ

แล้วแกก็พามาจนถึงรถซูซูกิอันเป็นรถประจำตำแหน่งของแก ผมนึกในใจ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน เราใช้ทางธรรมเข้าช่วย สวดมนต์รัวๆ หวังว่าเทวดาประจำประเทศนี้ซึ่งมีอยู่มากมายจะเข้าใจ และเอาใจช่วยผม

ผมนั่งอยู่เบาะหลัง พี่แกขับรถออกมาทางลัด ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถ แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุย ดูท่าทางแกไม่รู้ทางไป จึงถามคนที่ปลายสาย นี่ผมเก่งขนาดที่ฟังภาษาอินเดียรู้เรื่องแล้วหรือ คำตอบคือเปล่าเลย แต่เดาจากที่เขาพูด ออกชื่อโรงแรมผมหลายครั้ง สักพักก็หันมาหาผมเพื่อย้ำชื่อโรงแรม แกบอกว่าสับสน เพราะมี Hyatt ๒ ที่

แล้วเราก็มาถึงโรงแรมได้จริงๆด้วยความปลอดภัย

ผมจ่ายไป ๕๐๐ รู พี่ดำแกบอกว่า "โนววววววว ๗๐๐ รู"

"เมื่อกี้บอกว่า ๕๐๐ รูนิ" ผมเถียง

แกบอกว่า "๕๐๐ น่ะจอดด้านนอก นี่เข้ามาด้านใน ต้องเพิ่มอีก ๒๐๐"

แมร่ม มึงเลี้ยวเข้ามาอีก ๑๐ เมตรเนี่ยนะ

ว่าแล้วก็จ่ายไป เพราะกลัวมันบึ่งรถออกไปทั้งที่ผมยังอยู่ในรถ

ที่นี่เขามีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มข้นครับ รถแท็กซี่เลี้ยวเข้ามาก็จะถูกตรวจหาระเบิดก่อน และเมื่อผมจะเดินเข้าโรงแรมก็ต้องเอาสัมภาระไปสแกนก่อนเสมอ จากน้ันเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ แล้วจึงจะมีสิทธิ์เดินเข้าโรงแรม

Park Hyatt จัดเป็นโรงแรมระดับ ๕ ดาวกระมัง นี่เป็นการจัดอันดับผ่านคนอย่างผมซึ่งไม่ค่อยได้นอนในโรงแรมหรูๆแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่เอาเหอะ จะกี่ดาวก็ช่าง คืนนี้ขออาบน้ำและนอนก่อน เพราะอ่อนล้าจากการเดินทางเต็มที

สวัสดีเชนไน

ยินดีที่ได้รู้จัก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ดีใจจังค่ะ ที่อาจารย์มีที่เก็บบันทึกไว้ให้คนได้อ่านกันได้อีกนานๆ

เขียนเมื่อ 

สนุกมากเลย

ตอนแรกๆคิดว่าเสร็จแน่ไปไม่ถึง

แต่ฟังออกยืดอกได้เลย

รออ่านต่อครับ

สนุกมากๆๆ