ดร. สุธีระ ส่งหนังสือ เรื่องเล่าการเรียนรู้จากห้องเรียนเพาะพันธุ์ปัญญา โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อำเภอแจ้ห่มจังหวัดลำปาง มาให้ ๑ เล่ม พร้อมบันทึกว่า <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมไปงานลำปางวิจัยครู พพปญ. เสนอผลงานวิจัยด้วยแล้วร้องให้ตอนจบที่ห้องสรุปการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน.....

...นี่คือ PBL ของจริงที่เรียนจากการลงมือทำมันจึงทำให้นักเรียนได้ส่วนของ non-cognitive มาก ....

ผมพลิกๆ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นด้วยกับ ดร. สุธีระว่าโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา มี สมบัติสำหรับให้การศึกษาแก่นักเรียนอย่างดีเลิศคือมีครูดีครูที่เรียนรู้จากการลงมือทำของตนเอง แล้วเกิดการเรียนรู้ในระดับสูงสุด คือ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ (mindset change) ว่าด้วยการเรียนรู้จากการเรียนรู้โดยเน้นรับถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปสู่การเรียนรู้โดยการลงมือทำสังเกตและสรุปประเด็นเรียนรู้ด้วยตนเอง และทำเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ แล้วนำข้อสรุปนั้นไปใช้และเรียนรู้ต่อเนื่อง

ข้อเขียนในหนังสือระบุว่าทั้งนักเรียนและครูเปลี่ยนแปลง

ในเวลาไล่เรี่ยกัน คือวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ทีม Teach for Thailand มาคุยที่ธนาคารไทยพาณิชย์โดยทีม CSR ของธนาคารนัดมาคุยมีครูอาสาของโครงการ ที่ไปสอนในโรงเรียนของ กทม. ๓ คน มาเล่าประสบการณ์ ฟังแล้วทั้งตกใจและเห็นโอกาส

โครงการ TFT มีเป้าหมายสร้างผู้นำให้แก่สังคมโดยการทำงานอาสาสมัคร ๒ ปีงานอาสาสมัครนี้คืองานเป็นครูในโรงเรียนของเด็กด้อยโอกาสซึ่งในปีแรก อาสาสมัคร ๓๓ คนของ TFT สอนในโรงเรียนสังกัด กทม.

เราได้รับฟังสภาพของนักเรียนชั้นมัธยมต้น ที่ชีวิตอบร่ำอยู่กับความรุนแรง ทั้งในสังคม/ชุมชนโดยรอบ และในโรงเรียน ที่น่าสนใจคือในโรงเรียนนั้นเองครูใช้วัฒนธรรมความรุนแรงในการ ปราบนักเรียนอาสาสมัครมาจากครอบครัว/สังคม/โรงเรียนที่แตกต่างจึงรู้สึก ช็อก และสงสารเด็ก

ฟังเรื่องราวแล้วผมตีความว่า เด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ขาดโอกาสในการพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเองไม่มีคนรับฟังเขาไม่มีคนให้โอกาสเขาค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโดยการเรียนรู้บ่มเพาะ non-cognitive attributes ของการศึกษาจนเติบโตเป็นคนที่รู้รับผิดชอบชั่วดีซึ่งเป็นการเรียนรู้เพื่อ เปลี่ยนใจอันเป็นขั้นสูงสุดของการศึกษา/การเรียนรู้

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ผมนั่งอ่านหนังสือที่ระเบียง ลูกสาวมาทักว่า อ้าว! วันนี้พ่ออยู่บ้าน ผมกำลังอ่านหนังสือแปลชื่อ ท่องไปในโลกกว้าง แปลจากPapa You Are Crazy ของ วิลเลี่ยม ซารายัน นี่คือตัวอย่างของการที่พ่อให้โอกาสลูกชายอายุ ๑๐ ปี ที่เริ่มแสวงหาและพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักใช้เวลา/ให้เวลา แก่ลูกเพื่อช่วยทำหน้าที่ นั่งร้าน” (scaffolding) ช่วยให้ลูกพัฒนาการเรียนรู้ด้านลักษณะนิสัย (characters) หน้าที่หลักของ โค้ชคือแสดงความเชื่อมั่นในความมานะพยายามของเด็กเชื่อว่าเขาจะทำได้และถ้าเขามีความคิดแปลกๆ หรือผิดๆ ก็ไม่สอนแต่ถามเหตุผลว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น และรับฟังเขา พร้อมทั้งบอกเขาว่า สักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจเรื่องนั้น นั่นคือสิ่งที่ พ่อในนวนิยายเล่มนั้นทำ

วิธีพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ มีบอกไว้ในหนังสือ สอนเด็กให้เป็นคนดี และ เลี้ยงให้รุ่ง

ทั้งหมดนั้น สอนโดยวิธีถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปไม่ได้ ต้องสอนโดยร่วมกิจกรรมกับเด็กรับฟังเด็กอดทนต่อความเข้าใจผิดของเด็กให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง

ดร. สุธีระบอกว่าจะไปเยี่ยมโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา เพื่อหาทางยกระดับคุณค่าของ “สมบัติของโรงเรียนนี้ผมอยากติดตามไปด้วยไปเป็นผู้ช่วยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีทำหน้าที่ Fa ของ Reflective Learning ให้แก่ศิษย์ เหมือนกับที่ผมทำกับทีมงานของ TFT

วิจารณ์ พานิช

๒๔ พ.ย. ๕๗