​สรุปบทเรียน อผส.น้อย ปีที่ 2 ผนึกพลังชุมชน ดูแลผู้สูงอายุ

ท่ามกลางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบันซึ่งส่งผลดีให้อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเป็นสังคมของผู้สูงอายุกำลังเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่กำลังถูกพูดถึง สิทธิการรักษาพยาบาล

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คือสวัสดิการหลักๆที่ผู้สูงอายุได้รับและเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องพัฒนาต่อไป ถึงเช่นนั้น วงเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการ อาสาสมัครเยาว์วัยใส่ใจผู้สูงอายุ (อผส.น้อย) รุ่นที่ 2 ที่สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดขึ้นเมื่อ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ เน้นถึงการใช้กลไกของชุมชนที่มีอยู่ โดยเฉพาะการใช้ชมรมผู้สูงอายุ ดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง เปรียบเสมือน เพือนแท้ที่ดูแลเพื่อน แบบไม่ทอดทิ้งกัน



"ไม่มีใครเข้าใจผู้สูงอายุ เท่ากับผู้สูงอายุด้วยกันเอง การมีชมรมผู้สูงอายุเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เยี่ยมเยียน พูดคุย สอบถามทุกข์สุขกันคือสิ่งที่ชุมชนทำกันอยู่แล้ว เราแค่เข้าไปสนับสนุนให้ชัดเจนขึ้น มีกิจกรรม เคลื่อนไหวมากขึ้น" ธิดา ศรีไพพรรณ เลขาธิการสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ผู้อำนวยการแผนงานผู้สูงอายุ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกถึงแนวทางการดูแลผู้สูงอายุ ในกิจกรรมโครงการ อผส.น้อย รุ่นที่ 2 ที่ดำเนินงานกันมาตลอด 1 ปี และใกล้จะเสร็จสิ้นในต้นปี 58 นี้ แต่เดิมนั้นโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูง


อายุในชื่อ "เพื่อนช่วยเพื่อน" ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เพื่อสร้างเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในหมู่บ้านห่างไกลที่ช่วยตนเองไม่ได้ ขาดผู้ดูแลและถูกละเลย ไม่สามารถร่วมกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุเช่นสมาชิกคนอื่นๆ ได้ โดยอบรมสมาชิกชมรมผู้สูงอายุที่สมัครใจเป็นอาสาสมัครไปเยี่ยมดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาตลอดทั้ง 3 รุ่นได้รับกระแสตอบรับที่ดี จนนำมาสู่ โครงการอาสาสมัครเยาว์วัยใส่ใจผู้สูงอายุ (อผส.น้อย) ใน 2 รุ่น ที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งภายหลัง สสส. วางหลักโครงการมาแล้วตลอด 4-5 ปี จะส่งไม้ต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
รับช่วงต่อ


"ตั้งแต่ปี50 ซึ่งเริ่มโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ "เพื่อนช่วยเพื่อน" จนถึงสิ้นสุดโครงการในปี 57 ได้สนับสนุนให้เกิดการตั้งชมรมผู้สูงอายุในชุมชนทั่วประเทศมากกว่า 650 ชมรม พร้อมกับที่สนับสนุนให้องค์ประกอบต่างๆ ในชุมชนเข้าร่วมด้วย จนเกิดอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อาสาสมัครเยาว์วัยใส่ใจผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เข้ามาร่วมงานดูแลผู้สูงอายุ" "ขณะนี้มีหน่วยงานของ อปท.มากกว่าร้อยละ 65 ที่เห็นความสำคัญในกิจกรรมเข้ามาร่วมด้วย เพราะผลจากการประเมินงานพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนมีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้นจริง ลดอัตราผู้สูงอายุที่รู้สึกซึมเศร้า เกิดปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในชุมชนระหว่างสมาชิกกลุ่มวัยอื่นๆ กับผู้สูงอายุ โดยอปท.ที่เห็นความสำคัญจะรับโครงการไปบรรจุเป็นแผนงานนโยบาย สนับสนุนในด้านงบประมาณ บุคลากร" อ.ธิดา อธิบาย

ในมุมของอาสาสมัครรุ่นเยาว์ที่ได้มาร่วมงานสรุปบทเรียนในเวทีภาคกลางครั้งนี้ ฟ้า-วิยะดา จันทร์อ่อน นักเรียนชั้นป.5 และ จิ๋บ-ศริญญา ไหลสกุล นักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนบ้านยางโทน อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ก็เล่าว่า เข้าร่วมกิจกรรม อผส.น้อย ในช่วงหลังเลิกเรียน และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และมีส่วนช่วยในการปรนนิบัติคนชราในชุมชน รู้สึกว่าได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และนำประสบการณ์นั้นไปใช้กับญาติพี่น้องในครอบครัวต่อ "การไปเยี่ยมบางทีเราไปเป็นกลุ่ม มีทั้งพี่จากสาธารณสุข ครู และเพื่อน จึงรู้สึกสนุก ไม่น่าเบื่อ ได้เห็นอะไรใหม่ๆ" ฟ้า เล่า ความสัมพันธ์ในชุมชนที่มีอยู่แล้ว จึงถูกนำมาใช้ในกิจกรรมเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ด้านมุมมองของตัวแทนครูและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย อ.ศรีประภา ระดมยศ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนบ้านท่ามะนาว ตำบลท่ามะนาว อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ก็สะท้อนว่า ที่ชุมชนตำบลท่ามะนาว ทุกคนทราบความสำคัญของประเด็นผู้สูงอายุเป็นอย่างดี แต่การดูแลก็ต้องยอมรับว่าไม่ทั่วถึง การมีกิจกรรมที่คนในชุมชนทำร่วมกันจึงเปรียบเสมือนการรวมเอาความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุมาทำให้ชัดเจนขึ้น "แต่ปัญหาก็มีนะ อย่างบางทีถ้าเราไปเป็นกลุ่มใหญ่ก็อาจจะเยียมผู้สูงอายุได้ไม่ทั่วถึง เราก็ต้องแบ่งกลุ่มไป แบ่งเป็นสาย วาดแผนที่เอาเลย แต่ละกลุ่มก็ต้องคละกันให้มีทั้งพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู คนจากท้องถิ่นไปด้วย ให้งานมันสำเร็จ อย่างที่เราตั้งใจ" อ.ศรีประภากล่าว


ทั้งนี้เวทีระดมความคิดเห็นในครั้งนี้ ยังมองเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า นอกจากนโยบายหลักที่รัฐบาลต้องสนับสนุนและวางแผนสำหรับการที่ประเทศได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว ในภาคสังคมควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นชมรมเพื่อให้มีกิจกรรมตอบสนองความต้องการระหว่างกัน เพราะผู้สูงอายุเข้าใจความต้องการของกลุ่มตัวเองได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่น การสร้างกิจกรรมการเยี่ยมเยียนสมาชิกผู้สูงอายุตามบ้าน การจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพ ควบคุมอาหาร การออกกำลังกายร่วมกัน การพูดคุยติดตามผลหลังจากการพบแพทย์ รวมถึงการใช้เวลาว่างประกอบอาชีพเสริม

ส่วนผลการดำเนินงานตลอดโครงการถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ โดยจากนี้ สสส.สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ จะสนับสนุนองค์ความรู้ แนวทางการทำงาน กระตุ้นการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุในลักษณะพี่เลี้ยงต่อไป พร้อมกันนี้จะจัด แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ ตัวแทนอปท. ตัวแทนครู อาสาสมัครชุมชน เพื่อบูรณาการกำหนดแนวทางพัฒนางานให้ดีขึ้นร่วมกัน เพิ่มเติมอีก เริ่มจาก กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 24 มกราคม 2558 ที่ จ.ขอนแก่น กลุ่มภาคเหนือ วันที่31 มกราคม และกลุ่มภาคใต้ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ จ.สงขลา ตามลำดับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กระจายสุข



ความเห็น (0)