วันที่อาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2557

ตั้งแต่ได้อ่าน When I Talk About, When I Talk About Running ของมูราคามิ ความกระหายในการจะออกไปวิ่งของผมพุ่งพล่านขึ้นอย่างน่ารัก ปกติผมขี้เกียจ ผัดผ่อน และหาโอกาสหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ แต่วันนี้กระตือรือร้นเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะแรงบันดาลใจจากหนังสือ และอาทิตย์ที่ผ่านมาการวิ่งของผมทั้งสามครั้งสนุกมากทำให้ผมพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ปกติสนามหย้าของผมอยู่ที่สวนหลวง ร.8 วิ่งอาทิตย์ละ 2 - 3 วัน ได้ระยะทาง 7 กิโลเมตร 8 กิโลเมตร และนาน ๆ ที 10 กิโลเมตร ผมไม่รู้จักใครที่นี่ เป็นหน้าใหม่อยู่เสมอทั้ง ๆ ที่วิ่งที่นี่มาเกือบปีแล้ว แต่วันนี้นึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไปพบเจอจับระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ต่อรอบในสวนลุมพินี ผมตั้งเป้าไว้ที่ 4 รอบสนาม 10 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ต้องวัดดวงสำหรับหน้าใหม่ขาอ่อนอย่างผม

ผมอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดเล็กน้อย การไม่ชินกับสถานที่บางทีก็ทำให้ผมทำตัวไม่ถูก ผมเดินงกเงิ่นมองดูระยะทางที่บอกไว้บนพื้นถนนเพื่อหาจุดเริ่มออกวิ่ง กว่าจะเจอก็กินเวลานานโข ผมทิ้งขวดน้ำที่ยังเหลืออีกเยอะลงถังขยะ (ไม่รู้จะจัดการยังไงกับมัน) และไม่อยากเสี่ยงดื่มน้ำจนจุก ออกวิ่งช้า ๆ อาการปวดเท้าไม่รบกวนเลยแสดงว่าวันนี้ผมอาจจะทำได้ตามเป้าหมาย (บางวันผมปวดเท้าตั้งแต่เริ่มวิ่ง กว่าจะหายก็ต้องผ่านกิโลเมตรที่ 2 - 3)

ผมวิ่งแช่มช้าชื่นชมบรรยากาศของสวนลุมพินีที่เต็มไปด้วยนักวิ่ง และคนรักสุขภาพจำนวนมาก ถนนกว้างขวางราบเรียบ แทบจะไม่จำเป็นต้องวิ่งหลบหลีกกัน ผมจบรอบแรกแบบสบาย ๆ เหงื่อเริ่มผุดพรายบนใบหน้า แต่ละย่างก้าวพยามยามรับความรู้สึกว่าผ่าเท้าส่วนไหนกระทบพื้นก่อน ผมพยายามปรับท่าวิ่งโดยให้ผ่าเท้าทั้งหมดกระทบพื้นพร้อมกัน แทนการวิ่งลงส้นเท้าแบบที่ผมเคยทำ (ผมมีอาการปวดเข่าจากการวิ่งในอังคารและวันศุกร์ เริ่มปวดตอนวิ่งได้ระยะทางประมาณ 7 กม.) การบังคับตัวเองอย่างนี้ต้องใช้สมาธิมากพอดู หากละความสนใจต่อผ่าเท้าที่กระทบพื้น เมียงมองดูเหล่านักวิ่งผมก็เผลอลงส้นเท้าอีกจนได้ เป็นอย่างนี้สลับกันเรื่อยไป พ้นรอบสามความเหลื่อยล้าเริ่มปรากฎ โชคที่ดีไม่มีอาการจุกเสียด ผมก้าวเท้าวิ่งโดยลืมเรื่องการปรับท่าไปเสียสิ้น เมื่อเหลือระยะทางอีก 1 กิโลเมตร ผมเริ่มสับเท้าเร่งความเร็ว แต่ระยะทางหนึ่งกิโลเมตรนั้นช่างไกลเหลือเกินสำหรับผม ผมยอมแพ้ลดความเร็วเมื่อเหลือระยะทางอีก 200 เมตร วิ่งเหยะแหยะ จนครบระยะทาง 10 กิโลเมตร