ปฏิรูปเชิงสถาบัน ของการศึกษาสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพ


คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาสำหรับบุคลากรด้านสุขภาพ กำหนดจัดการประชุมประจำปี ติดต่อกันทุกปี เป็นเวลา ๕ ปี ตามที่ระบุไว้ใน บันทึกนี้

การประชุมครั้งที่ ๑ เรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบัน (Institutional Reform) จัดระหว่างวันที่ ๑๗ - ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โดยวันที่ ๑๗ เป็นการประชุมกลุ่มเล็ก เรียกว่า International High Level Meeting จัดที่โรงแรมเคมปินสกี้ โดย CMB สนับสนุนค่าใช้จ่าย

เราได้เรียนรู้แนวคิด และวิธีดำเนินการปฏิรูปเชิงระบบ/สถาบัน ของประเทศ ๕ ประเทศ คือ แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย เกาหลี และญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือสร้าง equity ด้านสุขภาพ

ศาสตราจารย์ Lincoln Chen ผู้อำนวยการของไชน่า เมดิคัลบอร์ด กล่าวในเทเลคอนเฟอเรนศ มาจากเมืองบอสตัน ว่า การดำเนินการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันนี้ ผูกพันอยู่กับระบบสังคมในภาพรวมของประเทศ ซึ่งเราก็เห็นชัดที่เกาหลี (ใต้) ที่เวลานี้มีโรงเรียนแพทย์ ๔๑ แห่ง เป็นโรงเรียนแพทย์เอกชนเสีย ๓๑ แห่ง ซึ่งเมื่อดูประวัติศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งแรก (ก่อตั้งปี ค.ศ. ๑๘๘๕) และแห่งที่ ๒ (ก่อตั้งปี ๑๙๓๕) เป็นโรงเรียนแพทย์เอกชน ภาคเอกชนจึงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของเกาหลี โดยเขามีกลไกกำกับในระดับประเทศ มีเงื่อนไขให้โรงเรียนแพทย์เอกชนมีโรงพยาบาลของตนเอง ขนาด ๕๐๐ เตียงขึ้นไป มีหน่วยงานทำหน้าที่ accredit โรงเรียนแพทย์ และจัดพัฒนาระบบการสอบ

วิทยากรจากเกาหลีคือ Professor Ahn Ducksun, Korea University Medical College

ศาสตราจารย์ Yvonne Steinert, Director, Centre for Medical Educationand the Richard and Sylvia CruessChair in Medical Education แห่งมหาวิทยาลัยแม็กกิล แคนาดา นำเสนอผ่านทาง Video Teleconference เล่าวิธีคิดและวิธีปฏิบัติในการพัฒนาอาจารย์ ที่มีทั้งส่วนที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีทั้งมุ่งพัฒนารายบุคคล และพัฒนาเป็นกลุ่ม ทำให้ผมคิดต่อว่า การพัฒนาเชิงสถาบัน ที่สถาบันผลิตบุคลากรด้านสุขภาพของไทยพึงพิจารณาคือ การปฏิรูประบบอาจารย์ทั้งระบบ ที่มีการกำหนดเงื่อนไขสมรรถนะ (competencies) ของอาจารย์ และกำหนดค่าตอบแทนตามปริมาณงาน โดยที่คิดเวลาเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ (PLC – Professional Learning Community) ของอาจารย์ ส่วนที่เป็นทางการ เป็นเวลาทำงานด้วย เรื่องการคิด workload และค่าตอบแทนแบบใหม่นี้ รศ. นพ. อานุภาพ เลขะกุล (แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) บอกว่าทาง มอ. คิดระบบใหม่เสร็จแล้ว กำลังจะประกาศใช้

มิติที่กล่าวถึงกันมาก จากวิทยากรนานาชาติในวันนี้ คือมิติด้านจิตใจ ที่หล่อหลอมความเป็นคนที่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่สังคม เห็นแก่ผู้อื่น ที่ต้องบรรจุไว้ในระบบอย่างเป็นทางการ โดยที่เป็นการหล่อหลอมผ่านการปฏิบัติ ที่กำหนดเป็นนโยบายและวิธีการของสถาบัน

ในขณะที่วิทยากรจากออสเตรเลีย มาจากโรงเรียนแพทย์เพื่อชนบท ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ (Northern Territories) คือ Professor Tarun Sen Gupta, Professor of Health Professional Education, Director of Medical Education, College of Medicine and Dentistry, James Cook University Townsville Queensland เล่าว่าเขาจัดการศึกษาแบบพิเศษ ใช้ตัวย่อว่า RRITH (Rural, Remote, Indigenous & Tropical Health) โดยนักศึกษาไปฝึกปฏิบัติทางคลินิกที่ศูนย์การแพทย์ทางคลินิกในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ เขาเล่าว่า มีการก่อตั้งศูนย์การแพทย์ทางคลินิกในพื่นที่ห่างไกลจำนวนมาก ทั่วประเทศ ผมนับจากสไลด์ ppt ที่เขานำเสนอได้ ๓๐ แห่ง ทำให้ผมนึกถึงศูนย์การศึกษาแพทย์ในโครงการ CPIRD จำนวน ๓๗ แห่งของไทย ว่าตั้งขึ้นด้วยเป้าหมายเดียวกัน

CPIRD น่าจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ institutional reform ที่น่าภาคภูมิใจของวงการศึกษาวิชาชีพสุขภาพของไทย

อีกขั้วหนึ่งของรูปแบบการศึกษาแพทย์ คือการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อศึกษาต่อ ไม่ใช่เพื่อออกไปทำงาน คือของฮ่องกง นำเสนอโดย Professor Gabriel Leung, Dean, Li Ka Shing Faculty of Medicine, Master, Chi Sun College, The University of Hong Kong SAR, China ที่น่าสนใจคือในโรงเรียนแพทย์เดียว มีการผลิตแพทย์สองแบบคู่ขนานกัน คือหลักสูตร ๕ ปี กับหลักสูตร ๖ ปี ที่ต่อไปจะเหลือหลักสูตร ๖ ปีเท่านั้น และมีการปรับให้มีการเรียนระดับคลินิกทั้ง ๖ ปี ในลักษณะที่เวลาเรียนทางคลินิกเพิ่มขึ้นตามชั้นปี และมีการเรียนระดับปรีคลินิกทั้ง ๖ ปีเช่นเดียวกัน แต่เวลาเรียนค่อยๆ ลดลงตามชั้นปี

ที่น่าสนใจคือ เขากำลังจัดหลักสูตรแพทย์แบบสองปริญญา เช่น แพทย์กับ MPH, แพทย์กับ PhD, แพทย์กับนิติศาสตร์ (JD)

ประเทศที่มีหลักสูตรแพทย์แตกต่างหลากหลายมากคือจีน Professor Liping Duan, Vice President for Graduate Education, Peking University Health Science Center บอกว่าจีนมีโรงเรียนแพทย์ ๒๖๘ แห่ง โดยที่ส่วนใหญ่ใช้หลักสูตร ๕ ปี มีโรงเรียนแพทย์ชั้นเยี่ยม ๑๓ แห่ง ใช้หลักสูตร ๘ ปี แต่เวลานี้เขาปรับมาตรฐานการผลิตแพทย์ทั่วประเทศเป็น ๕ + ๓ ปี



วิจารณ์ พานิช

๑๘ พ.ย. ๕๗


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)