ที่มา:

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000137149

เนื้อหา:

                                                              เลขาธิการ   กพฐ.หารือ ผอ.สทศ.เห็นตรงกันพร้อมเสนอขอเป็นนโยบายจาก ศ.ดร.วิจิตรจัดสอบนักเรียนทุกคนที่จะจบการศึกษาในแต่ละช่วงชั้น ก่อนจะให้จบการศึกษา โดยจะทำได้เพียง ม.3 หรือ ม.6 เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจริงไปปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน แต่ยังหวั่นผิดกฎหมายหาทางออกกรณีทำไม่ได้ต้องหาแรงจูงใจให้นักเรียนและโรงเรียน

         เช้าวันนี้ ( 6 พ.ย.) ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ร่วมหารือกับคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งหลังจากใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ศ.ดร.อุทุมพร ร่วมกับ คุณหญิงกษมา แถลงข่าวโดย คุณหญิงกษมา กล่าวว่า หารือกันถึงการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สทศ.จะต้องสอบให้กับนักเรียนทุกปลายช่วงชั้น คือ ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 แต่ขณะนี้ สทศ.จัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนทุกคนได้แค่ช่วงชั้นที่ 4 หรือ ม.6 เท่านั้น ซึ่งก็คือ การสอบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ทั้งนี้ 2 หน่วยงานมีแนวคิดและตกลง ว่า ปีการศึกษา 2550 จะขยายการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้กับนักเรียน ม.3 ทุกคนด้วย โดยจะไปจัดสอบช่วงต้นปี 2551 หลังจบภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550               คุณหญิง กษมา กล่าวด้วยว่า ส่วนระดับ ป. 3 และ ป.6 ยังไม่สามารถจัดสอบได้ทันในปี 2551 เพราะเสนอของบประมาณปี 2550 ไม่ทัน ต้องรอของบประมาณ 2551 แล้วไปจัดสอบปี 2552 ทั้งนี้ การจัดสอบระดับ ป.3 และ ป.6 ต้องใช้งบประมาณ 140 ล้านบาท โดยคร่าวๆ ค่าใช้จ่ายในการจัดสอบหัวละ 27 บาท แล้วนักเรียนทั้งหมดมีจำนวนเป็นล้านคน แต่การจัดสอบเพื่อสุ่มดูผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนทุกช่วงชั้นนั้น สทศ.ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งตนได้ขอให้สุ่มทุกโรงเรียน แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนต้องสอบ               ด้าน ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีนักเรียนบางส่วนไม่ตั้งใจทำข้อสอบโอเน็ต เพราะมีบางคนไม่ได้นำผลไปเข้ามหาวิทยาลัย ผลสอบที่ออกมาจึงเชื่อถือไม่ได้ และไม่สะท้อนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนที่แท้จริง ดังนั้น เพื่อให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการทำข้อสอบ สทศ.จึงเสนอขอให้ สพฐ.กำหนดให้การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น Exit Exam คือ นักเรียนทุกคนต้องผ่านการสอบดังกล่าว และได้คะแนนตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงถือว่าจบการศึกษา ซึ่ง สทศ.จะไปศึกษาว่าในแต่ระดับชั้นนั้น คะแนน Performance Standard หรือคะแนนขั้นต่ำที่นักเรียนต้องทำได้ถึงจะถือว่าจบการศึกษาควรเป็นเท่าใด โดยเฉพาะในระดับ ม.6 นั้น คะแนนขั้นต่ำจะทำออกมาเป็น 2 ค่า คือ คะแนนขั้นต่ำสำหรับจบการศึกษา และคะแนนขั้นต่ำสำหรับนำไปสมัครเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา               ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวด้วยว่า ไม่แน่ใจว่า การจะให้นักเรียนทุกคนต้องสอบก่อนถึงจะจบการศึกษาจะขัดกับกฎหมาย หรือระเบียบอื่นหรือไม่ ซึ่งหากทำไม่ได้ สทศ.จะไปศึกษาหาแรงจูงใจในรูปแบบอื่นๆ แทน เช่น แต่ย้ำว่า สทศ.ต้องการให้นักเรียนทุกคนตั้งใจทำข้อสอบ เพื่อได้ข้อมูลที่ตรงความจริงใช้ในการปรับปรุงคุณภาพโรงเรียน               คุณหญิงกษมา กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของ สทศ.ให้ สพฐ.กำหนดให้การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น Exit Exam ยังไม่ถือว่าเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะต้องนำไปหารือกับ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่แนวคิดดังกล่าวดี และต้องพิจารณาให้รอบคอบคำนึงถึงเด็กที่ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ ไม่ได้เสียเปรียบ หรือเดือดร้อนจากการมี Exit Exam และควรจัด Exit Exam เฉพาะ ม.3 และ ม.6 เท่านั้น เพราะถือว่าพ้นจากการศึกษาภาคบังคับแล้ว ทั้งนี้ หากทุกฝ่ายเห็นด้วยกับ Exit Exam น่าจะเริ่มได้เร็วสุดปีการศึกษา 2550                ส่วนการทดสอบนักเรียน ป. 2 ป.5 ม.2 และ ม.5 โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ร่วมกับสถานศึกษานั้นจะทำแน่นอน เพื่อนำผลมาประเมินปรับปรุงเด็ก เพราะจะเน้นการคิดวิเคราะห์และส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความสามารถการวัดผลประเมินผล               ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวด้วยว่า อยากให้ สพฐ.ไปสำรวจว่า มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จนส่งผลต่อการเข้าสอบโอเน็ตของนักเรียนหรือไม่ ซึ่ง สทศ.สามารถเลื่อนสอบโอเน็ตให้นักเรียนกลุ่มนี้ได้ด้วยข้อสอบคู่ขนานแต่จะเป็นผลเสียต่อเด็กเอง เพราะจะต้องเลื่อนกำหนดอื่นๆ รวมทั้งเข้ามหาวิทยาลัยช้ากว่านักเรียนที่สอบปกติทั่วไป