เราจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Shift Paradigm) กันอย่างไรดี ถึงจะได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างรู้เท่าทัน

     เป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้วที่ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ เมื่อครั้งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้า (นับจากปี 2543) น่าจะเป็นยุค bioethic หากเป็นต่างประเทศบางประเทศน่าจะประมาณอีกไม่เกิน 10 ปี ท่านว่าไว้อย่างนั้นครับ

     ท่านกล่าวถึงยุคเกษตรกรรม เป็นยุคที่ใช้อาวุธ หรือกำลังเพื่อครอบครอง คนที่ถูกครอบครองก็เป็นผู้ถูกกำหนด ผมคิดเห็นว่า... ซึ่งแน่นอนย่อมกำหนดโดยผู้ที่แข็งแรงกว่า ซึ่งก็คือผู้ที่มีอาวุธที่ทรงพลัง หรือที่ทำลายล้างได้มากกว่า เป็นยุคหนึ่งที่มีการเข่นฆ่า ทำลายล้างกันสูง

     ต่อมาก็เป็นยุคอุตสาหกรรม ซึ่งใช้เงินแทนอาวุธ ใครมีเงิน หรือเป็นนายทุน คนนั้นก็ครอบครอง ผมมองว่าเป็นยุคของการแสวงหาเพื่อเพิ่มอำนาจการครอบครอง เอารัดเอาเปรียบ ฉกฉวยโอกาส เพื่อเพิ่มขนาดทุน ซึ่งจะหมายถึงการเพิ่มอำนาจการครอบครอง การทำลายล้างมุ่งไปที่การปรนเปรอจนเกินความพอดี เห็นวัตถุนิยมมีคุณค่ากว่าความเป็นคน ยุคนี้คนจะอ่อนเปรี้ยเพลียแรง คุณค่าความเป็นคนจะลดน้อยถอยลงไป

     ในยุคที่สาม คือยุคสารสนเทศ ใครมีความรู้ก็จะเป็นผู้นำเพราะรู้ที่จะปรับตัวเองได้เร็ว ทายอนาคตได้แม่นยำกว่า ผมมองที่สำคัญหากเขาได้ใช้ความรู้เพื่อสร้างโอกาสแก่ตนจนขึ้นเป็นผู้นำที่ว่าอย่างไรใคร ๆ ก็เห็นตามด้วยแล้ว ยิ่งสามารถอ้างเอาความรู้นี่แหละไป Dominate ใคร ๆ เขาได้ หากจะดีก็ดีไป หากผิดพลาดหรือเลวร้าย ก็จะสุด ๆ เช่นกัน ยุคนี้เป็นยุคที่เน้นการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน เพื่อยืนยันความแม่นยำของความรู้ในแต่ละเรื่องไม่ให้ถูกใช้อ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อถือ จากคนหรือกลุ่มคนที่มีเครดิตด้านความรู้มากเกินไป ประมาณว่าไม่ใช่ถูกและใม่ใช่มีใครยอมรับสักเท่าไหร่ แต่เพราะมีเครดิตทางสังคม (ยอมรับกันเพียงเพราะมีคุณวุฒิ) สังคมจึงคล้อยตามไปทางนั้น อย่างนี้ต้องตรวจสอบด้วนความรู้จึงจะแก้ไขและป้องกันได้

     มาถึงยุคที่สี่เป็นยุค เป็นยุคเทคโนโลยีชีวภาพที่ต้องบอกคุณธรรมและจริยธรรมด้วยเสมอ เพราะธรรมชาติของมนุษย์อยากมีชีวิตที่ยืนยาว จึงเที่ยวแสวงหาวิธีการต่าง ๆ นานา เพื่อความอยู่รอดมีชีวิตที่ยืนยาว โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ เช่นการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ การ Clone หรือแม้แต่การตกแต่งยีนส์ พืช GMOs เป็นต้น มาถึงยุคนี้ต้องอาศัยคุณธรรมและศีลธรรมประกอบกัน ควบคู่กันไปเป็นอย่างมาก ไม่งั้นเราจะทำร้ายทำลายตัวเราเองโดยไม่คาดคิด

     หากพิจารณาแล้ว ณ ปัจจุบันสำหรับมุมมองของผมเอง เรายังไม่ผ่านไปเลยอย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละยุค แต่เราได้เดินทางมาถึงยุคที่สี่แล้วเร็วกว่าที่ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ทำนายไว้ด้วยซ้ำไป หากถามว่าแล้วปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ เรากำลังเผชิญกับปัญหาของยุคใด จะพบว่ามีสภาพของทุกยุคปนกันอยู่ แต่กลับมองว่าปัญหาทั้งหมดจะเบาบางลงไปได้ก็ด้วยคุณธรรมจริยธรรมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาในลักษณะของยุคใด

     หนทางที่จะแก้ไขได้น่าจะอยู่ที่การจัดการเพื่อการเรียนรู้เสียใหม่ให้คนเราพร้อมรับกับสภาพอย่างรู้เท่าทันมากกว่าการเรียนรู้ย่างเช่นในปัจจุบัน เพราะเน้นที่เรียนให้เชื่อตาม ๆ กันไป โดยการท่องจำและนำมาใช้เพียงการพูดหรือเขียนให้ถูกตามที่เขาว่า ส่วนการเรียนรู้ที่ได้จากการปฏบัติการลองผิดลองถูก ภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับถูกละเลยและเหยียดหยามว่าไม่ตรงตามหลักวิชาการ ตรงนี้แหละเราจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Shift Paradigm) กันอย่างไรดี ถึงจะได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคที่ท่าน ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ได้ตั้งข้อสังเกตไว้นานแล้ว