ฝึกจิตใต้สำนึก...ย้อนปรับปรุงตัวเอง

ขอบพระคุณกรณีศึกษารายที่ 32 ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงแต่มีความวิตกกังวลทางสุขภาพจิตและอยากรู้ว่าต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและการรักษาหรือไม่ จึงขอนัดหมายรับบริการทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมกับดร.ป๊อป ซึ่งผมก็ได้ใช้ความรู้เบื้องต้นที่จบการฝึกจิตใต้สำนึกมาสำเร็จไปแล้ว 31 กรณีศึกษาที่ใช้เวลาตามมาตรฐานสากลคือ เป็นโค้ชช่วยเหลือให้กรณีศึกษาเข้าใจและตั้งใจปรับปรุงจิตใต้สำนึกของตนเองภายใน 30 นาทีต่อหนึ่งปัญหาโดยมีข้อแม้ว่า จะตั้งใจและลงมือฝึกนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ของตนเองใน 21 วัน

แต่สำหรับกรณีศึกษารายนี้น่าสนใจเพราะมีถึง 3 ปัญหา และบางปัญหาก็ตรงกับดร.ป๊อปด้วย ลองมาเรียนรู้กันนะครับผม

  • ปัญหาแรก กรณีศึกษาสงสัยว่า ตัวเองมีปมหรือทุกข์ภายในใจตั้งแต่เด็กที่เป็นลูกคนกลางที่พ่อแม่ไม่รัก ทำให้โหยหาความรัก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จกับความรัก รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า อยากทราบว่าป่วยทางจิตแบบสะสมปมต่างๆหรือไม่ และอาการป่วยนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการเลี้ยงลูกวัยรุ่นและปัญหาในที่ทำงานตามมาจนอยากลาออก...แต่ก็มีปัญหาด้านการเงินตามมาถ้าต้องออกจากงาน...ดร.ป๊อป ใช้เทคนิคการฝึกจิตใต้สำนึกที่เรียกว่า The NLP SCORE Model [Acknowledgement: http://coachingleaders.emotional-climate.com/] แล้วก็ใช้เทคนิค Reflections [Acknowledgement: http://www.execcoach.net/] สุดท้ายใช้ The New Behavior Generator [Acknowledgement: http://nlp-mentor.com/new-behavior-generator/] ก็สรุปว่า กรณีศึกษาเห็นภาพอดีตในจิตใต้สำนึกถึงความสุขขณะทำการบ้านตอนเป็นนักเรียนมัธยมที่บ้านเก่าที่มีครอบครัวอยู่อย่างปกติ เห็นภาพปัจจุบันในจิตใต้สำนึกถึงความรักและเป็นห่วงถึงหน้าลูกและเปลี่ยนเป็นความระลึกถึงเจ้านาย ก็แสดงว่า เป็นคนคิดมากเกินไป ไม่ได้ป่วยทางจิต เพราะมีจิตใต้สำนึกที่เป็นบวกและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยคุณลักษณะเด่นของกรณีศึกษาที่พูดผ่านจิตใต้สำนึกว่า เป็นคนกล้าตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพา่ะหน้าเพื่อส่วนรวม ซึ่งผมได้ย้ำว่า นี่คือคุณค่าของกรณีศึกษาแล้วให้เขียนบนกระดาษที่มีธรรมะท้ายหน้าที่กรณีศึกษาเลือกคือ "ผู้ที่เจริญแล้ว คือ ผู้ที่มีสติ" จากนั้นก็ให้กรณีศึกษาผ่อนคลายด้วยเทคนิค NLP Brain Gym แบบหนึ่งคือ Thymus Thump [Acknowledgement: http://www.movemoretoday.com/]
  • ปัญหาสอง กรณีศึกษาคาดหวังว่า ลูกต้องเชื่อฟังและเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน แต่ลูกก็ไม่สนใจเวลาแม่พูดด้วย แม้ว่าลูกจะยอมให้กอดก่อนนอนทุกคืนและพยายามให้ลูกไปพบคุณพ่อที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันบ่อยครั้ง...ดร.ป๊อป ใช้เทคนิค Reframing [Acknowledgement: http://nlp-mentor.com/] ก็พบว่า กรณีศึกษาพูดช่วงแรกว่า เคยคิดสั้นแต่กลัวไม่ตายกับกลัวพิการ เลยไม่กล้าทำ ... ไม่ได้ห่วงลูกเพราะญาติคงเลี้ยงดูได้ และต่อมาก็ยอมรับว่า รักและห่วงลูก แล้วเกิดการรู้คิดและเข้าใจว่า "จะต้องปรับปรุงตัวเอง" โดยเรียนรู้ว่า "ลูกตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปต้องการความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ขณะที่สมองทำงานที่ศูนย์อิ่ม-หิวกับศูนย์หลับ-ตื่นที่สมดุลกัน" ปรากฎว่า กรณีศึกษากอดลูกแต่คาดหวังให้ลูกเชื่อฟัง หรือบางทีก็ปล่อยให้ลูกทานเสร็จก่อนแล้วแม่ค่อยทาน หรือ บางทีหงุดหงิดจากที่ทำงานก็ตำหนิลูกด้วยอารมณ์ไม่ดี ... ดร.ป๊อปจึงแนะนำให้ทำ Thymus Thump จำนวน 5 ครั้งแล้วให้กรณีศึกษาทำสมาธิจิตว่าง/ปล่อยวาง แล้วภาวนาในใจว่า "รักลูกๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆจนจิตนิ่งแล้วค่อยกอดลูกทุกคืน" ตรงนี้เรียกเทคนิคว่า Silencing Internal Voices [Acknowledgement: http://realpeoplepress.com/blog/]
  • ปัญหาสุดท้าย กรณีศึกษาเล่าให้ฟังถึงความขัดแย้งกับเจ้านายที่ชอบตำหนิและกระตุ้นปมของความไม่มีคุณค่าของกรณีศึกษาบ่อยครั้งจนทำงานไปวันๆตามที่เจ้านายสั่ง ... ดร.ป๊อปใช้เทคนิค Collapsing Anchors [Aknowledgement: http://www.personal-development-planet.com/] ก็ทำให้กรณีศึกษาเริ่มอยากสื่อสารขอโทษและพูดความในใจให้เจ้านายก่อนปีใหม่และมั่นใจมากขึ้นที่จะให้อภัยเจ้านาย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (8)

ขอบคุณมากครับคุณภูสุภา

ขอบคุณมากครับพี่โอ๋

ขอบคุณมากครับคุณภัทรวลัย

ขอบพระคุณมากครับคุณแสงแห่งความดี

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ Dr.Pop ที่นับถือ ขอปรึกษานะค่ะว่า มีคนคนหนึ่ง เขาโกหกตลอดเวลา โกหกแม้กระทั่งตัวเอง ทั้งๆที่ครอบครัวก็มีเขาคนเดียว....ประมาณนี้ค่ะ จนดิฉันสรุปคนเดียวว่าเขาเป็นโรคจิตแน่นอน แต่สงสาร เราพอมีวิธีใดที่จะบำบัดเขาได้บ้างค่ะ เคยช่วยด้วยการให้รัก ความจริงใจ ความไว้วางใจทุกอย่าง มอบหมายงานให้รับผิดชอบ แต่ไม่ดีขึ้นเลย หนักขึ้นมากกว่าเดิม...ขอรบกวน Dr.Pop กรุณาชี้แนะค่ะ ขอบคุณคะ

ขอบพระคุณมากครับคุณเพ็ญศรี ในแง่พฤติกรรมที่โกหกตัวเองและผู้อื่น ยังไม่สามารถสรุปว่าเป็นโรคจิต แต่อาจมีปมปัญหาในจิตใต้สำนึกจนทำให้เกิดภาวะบุคลิกภาพที่รบกวนตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นการบำบัดต้องตรวจประเมินจนมั่นใจว่า เขาจะเปิดใจและรับรู้ปมที่มีอยู่ในความคิดหรือไม่ ถ้าไม่เปิด ก็เป็นการยากที่จะให้ความรักความจริงใจ เพราะตัวเขาจะไม่เปิดใจการรู้คิดใดๆ อารมณ์ยังคงปิดและไม่ได้เกิดการเรียนรู้จากคำพูดของตัวเอง ถ้าเปิดก็จะทำให้จิตใต้สำนึกอาจเกิดการเรียนรู้ใหม่และอาจเพิ่มความตั้งใจในการยอมรับการกระทำที่ไม่ดีของตัวเองจนเปิดใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งวิธีการบำบัดต้องลองใช้การสั่งจิตใต้สำนึกซึ่งต้องเห็นหน้า สร้างสัมพันธภาพ และทดลองกระบวนการทางสมองด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การกลอกตาไปทางปมอดีต การทดลองว่าเคสรับรู้ทางภาพ เสียง หรือสัมผัส ฯลฯ นัดหมายผมได้ทางอีเมล์นะครับ [email protected]

ขอบพระคุณมากครับคุณอรและคุณยายธี