วันที่ ๓ - ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ผมมีบุญที่ได้รับเชิญ ไปลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อร่วมเรียนรู้และ ชื่นชมผลงาน "หนึ่งคณะ หนึ่งโมเดล" ของมหาวิทยาลัยพะเยาที่ท่านอธิการบดี ศ. (พิเศษ) ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี ประกาศปณิธาน " ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน"

ผมได้เล่าเรื่องการไปร่วมเรียนรู้ พะเยาวิจัยครั้งที่ ๓ซึ่งเน้นการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ที่นี่

โปรดอ่าน รายงานผลการดำเนินงาน โครงการ ๑ คณะ๑ โมเดลประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ที่นี่ จะเห็นว่า ม. พะเยา มียุทธศาสตร์การบริหารเพื่อมุ่งผลลัพธ์ที่แยบยลเพียงใด ผมจัดเวลาล่วงหน้าเกือบปี เพื่อไปเรียนรู้เรื่องนี้

กำหนดการลงพื้นที่ของท่านอธิการบดี มพ. และคณะอ่านได้ ที่นี่

ก่อนการลงพื้นที่หลายวัน คุณอัญชลี เทียมคีรี ผู้ประสานงานการเดินทางลงพื้นที่ของ ม.พ. ก็ส่งเอกสารรายงานดังกล่าวข้างต้น รวมทั้ง PowerPoint ของแต่ละคณะไปให้ผมศึกษาล่วงหน้าถือเป็นการทำงานที่มีระบบ และมีความรับผิดชอบสูงมากอย่างน่าชมเชย

ผมอ่านแล้ว กำหนดในใจว่าผมจะลงไปดูว่า

  • ๑.การดำเนินในแต่ละคณะเป็นการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันอย่างบูรณาการ หรือดำเนินการแบบ project-based ต่างโครงการต่างทำทำอย่างไรจึงจะเกิดการทำงานอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน
  • ๒.แต่ละโครงการ/กิจกรรม ชาวบ้านมีส่วนเพียงใดและจะเกิดความยั่งยืนภายใต้การดำเนินการต่อเนื่องของชาวบ้าน ได้อย่างไร
  • ๓.นักศึกษา ได้ใช้กิจกรรมเหล่านี้เพื่อการเรียนรู้ในรายวิชาต่างๆ อย่างไรผมไปหาตัวอย่าง การบูรณาการกิจกรรม วิจัย/พัฒนา/บริการ เข้ากับการเรียนการสอนอย่างเป็นเนื้อเดียวกันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะส่งเสริมให้ขยายตัว กลายเป็นรูปแบบหลัก หรืองานประจำของการเรียนการสอน ได้อย่างไร

โชคไม่ดี เที่ยวบินของนกแอร์ที่ผมเดินทางไปเชียงรายเช้าวันที่ ๓ พฤศจิกายน เสียเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงผมจึงไปถึงสนามบินเชียงรายเวลากว่า ๑๐โมงครึ่งดร. สันธิวัฒน์ พิทักษ์พล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ด้านประมงของคณะเกษตรฯ ไปรับพาไปยังเทศบาลตำบลจุน ถึงเวลาประมาณเที่ยงครึ่งเพื่อรับประทานอาหาร และรับฟังการนำเสนอโครงการของคณะวิทยาศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ก่อนผมไปถึง คณะของท่านอธิการบดีไปฟังการนำเสนอของ ๘ คณะไปก่อนแล้วที่ อบต. แม่ใสอ. เมืองและที่กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน อ. ดอกคำใต้เท่ากับผมพลาดโอกาสฟังการนำเสนอส่วนใหญ่คือของ วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม, คณะทันตแพทยศาสตร์, คณะพยาบาลศาสตร์, คณะศิลปศาสตร์, วิทยาลัยการศึกษา, คณะวิทยาการจัดการ, คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์, และ คณะเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ

ตอนเย็นเราเดินทางไปที่พักค้างคืนที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า บ้านปังค่าหมู่ ๗ตำบลผาช้างน้อยอำเภอปง ตอนค่ำหลังอาหารเย็นมีการนำเสนอกิจกรรมของโครงการหลวงปังค่า และโครงการที่อาจารย์ มพ. ไปร่วมมือดำเนินการกับโครงการหลวงปังค่าได้แก่โครงการ การเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงโครงการการวิจัยและพัฒนาการผลิตไก่ลูกผสมพื้นเมืองบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปดอกเก๊กฮวยบนพื้นที่สูงโครงการหลวงสะโงะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์โครงการที่ ๓ นี้ทำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

หลังจากนั้น เขาจัดให้นำเสนอเรื่องของพยาบาลชุมชน ที่ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงและโครงการอาหารโคขุน ของคณะเกษตรฯเพราะผมพลาดโอกาสฟังในช่วงเช้า โครงการของคณะพยาบาลผมค่อนข้างคุ้นแต่ไม่เคยได้ทราบเรื่องของโครงการหมักซัง เปลือก และเศษเหลือจากข้าวโพดด้วยยีสต์เป็นอาหารเลี้ยงโคขุนที่มีประโยชน์ทั้งเป็นอาหารคุณภาพสูงลดค่าอาหาร (จากวันละ ๘๔ บาท เหลือ ๓๔ บาท)และเป็นการลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมคือไม่มีการเผาทิ้งอีกต่อไปโครงการอาหารเลี้ยงโคขุนนี้ มีผลพัฒนาคุณภาพเนื้อวัวทำให้กลุ่มเลี้ยงโคขุนดอกคำใต้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้การรับรองชื่อ โคขุนดอกคำใต้ซึ่งมีโอกาสส่งเสริมเป็นส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดต่อนักท่องเที่ยว

ช่วงเช้าวันที่ ๔ พฤศจิกายน มีการนำเสนอของคณะนิติศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ ที่วัดท่าฟ้า อำเภอเชียงม่วนที่ผมเคยไปเยี่ยมชมกิจกรรมในพื้นที่ของคณะนิติศาสตร์ และเล่าไว้ ที่นี่

ผมเพิ่งทราบว่า คณะแพทยศาสตร์ มพ.ดูแลหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาสาธารณสุขชุมชนด้วยและขณะนี้นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย และจะจบการศึกษาในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ กำลังไปฝึกงานในพื้นที่นี้เป็นเวลา ๒ เดือนโดยฝึกกิจกรรมการสำรวจชุมชนและคัดกรองผู้ป่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงและดำเนินการปรับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรค โดยใช้ วิชัยโมเดล

ที่นี่เราเข้าไปนั่งคุยกันในวิหารอันสวยงามหน้าพระประธานทำด้วยไม้ประดู่ อายุกว่า ๒๐๐ ปีที่ชาวไทลื้อนำมาจากสิบสองปันนา ตอนอพยพมาอยู่ที่นี่ในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ และต่อหน้าพระสิงห์หนึ่งของเชียงแสน อายุกว่าสองพันปี ที่ทางวัดต้องติดกล้องวงจรปิดกันขโมย

เขาชักนำให้ผมไปคุยกับนิสิตสาขาสาธารณสุขชุมชน ซึ่งผลิตปีละกว่าสองร้อยคนผมสวมวิญญาณนักตั้งคำถามไปเรื่อยๆ จนไปพบว่า ว่าที่บัณฑิตใหม่เหล่านี้ยังไม่มั่นใจอนาคตของตนว่าจะไปทำงานที่ไหนเพราะงานที่สังคมต้องการคือที่ รพ.สต.แต่ไม่มีอัตราข้าราชการหรือพนักงานราชการ หรือไม่มีเงินจ้างนั่นเองยกเว้นในพื้นที่เขตเทศบาล อาจมีงบประมาณจ้างแต่ก็อาจมีฐานะเพียงลูกจ้างชั่วคราวผมจึงได้ความรู้เรื่องการผลิตบัณฑิต เชื่อมโยงกับการจัดการเชื่อมโยงกับการมีงานทำ

การนำเสนอของคณะนิติศาสตร์ ให้ความประทับใจผม ๒ ประการ คือ(๑) การอธิบายเรื่องราวของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชาวบ้านโดยการเล่นละครชาวบ้านบอกว่า ช่วยให้เข้าใจเรื่องกฎหมาย ที่ยากและซับซ้อนได้(๒) ท่านคณบดีบอกว่า ในปีต่อไปจะดำเนินการในพื้นที่ต่อ เพราะคุ้นเคยและรู้ความต้องการของพื้นที่แล้วและจะไม่ดำเนินการเฉพาะเรื่องกฎหมายเท่านั้นแต่จะหันไปเน้นเรื่องเศรษฐกิจ หรือการทำมาหากินเพราะเป็นความต้องการของชาวบ้าน

ท่านคณบดีกล่าวจบ ก็ส่งไมค์ให้ผม บอกว่าขอคำแนะนำผมจึงช่วย ยืนยันว่า ผมชื่นใจที่ได้ยินคำพูดที่ท่านคณบดีเพิ่งกล่าวจบเพราะเท่ากับคณะโครงการ ๑ คณะ ๑ อำเภอ ของคณะนิติศาสตร์กำลังเคลื่อนจากการทำงานแบบ issue-based (คือ legal issues) สู่การทำงานแบบ area-basedเอาปัญหาหรือความต้องการของพื้นที่เป็นตัวตั้งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ ที่ทางผู้นำของคณะนิติศาสตร์คิดขึ้นเองที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรสนับสนุนและหาทางชักชวนคณะอื่นๆ ให้ขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกัน

ซึ่งจะทำให้ คณะนิติศาสตร์ต้องแสวงหาความร่วมมือจากคณะอื่นๆ ใน มพ.เช่นคณะเกษตรคณะไอซีทีเพื่อขอความช่วยเหลือด้านความรู้ด้านเกษตรและด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย App SmartTourismเพราะที่นี่มีวัฒนธรรมไทลื้อที่เข้มแข็งแถมยังมีผู้นำชุมชน เป็นภูมิปัญญาด้านการแต่งค่าวซอที่ท่านขับให้เราฟัง ไพเราะยิ่ง

ช่วงบ่ายวันที่ ๓ พฤศจิกายนคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นำเสนอโครงการ SmartTourism ที่จะมีการจัดทำ App ขาย tour package แก่นักท่องเที่ยวมายังจังหวัดพะเยา โดยให้บริการ 4 package คือ Tour, Trekking, Smart MuayThai, และ Health Club ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยได้รับการสนับสนุนและร่วมมือกับหลายภาคี ผมให้ความเห็นว่า โครงการนี้มีโอกาสสร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจสูงมากแต่ต้องเอาใจใส่ด้านการ update ข้อมูลและด้านการจัดการคุณภาพอย่าให้ผู้ใช้บริการผิดหวัง เพราะบริการไม่ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้าคาดหวังต้องทำให้เสียงบอกปากต่อปากเป็นตัวช่วยส่งเสริมชื่อเสียงอย่าให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามเป็นอันขาด

ผมได้กล่าวในหลายโอกาสทั้งในที่ประชุมต่อการบันทึกวีดิทัศน์โดยทีม ทีวีชุมชนและต่อการบันทึกวีดิทัศน์โดยทีมประชาสัมพันธ์ มพ.ว่า โครงการ ๑ คณะ๑ โมเดล ของ มพ. นี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ มพ.ไม่มีของมหาวิทยาลัยใดเหมือนเลยถือเป็นนวัตกรรมในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาเพื่อเดินไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง

หลักการสำคัญของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ผมเคยบันทึกไว้ ที่นี่ และ ที่นี่ผมจึงเสนอต่อท่านอธิการบดี และต่อท่านรองฯ วิบูลย์ วัฒนาธร ว่าการทำงานพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องยั่งยืน ต้องหาทางให้ภาคีในพื้นที่ร่วมเป็นเจ้าของกิจกรรมการพัฒนานี้ต้องไม่ใช่มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของ แล้วฝ่ายอื่นๆ (ได้แก่ ภาครัฐภาค อปท.ภาคประชาสังคมและอื่นๆ) เป็นผู้ให้ความร่วมมือ

กลไกสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกลไกหนึ่งคือ เจ้าของร่วมลงขันกันตั้งหน่วยงานขึ้นมาบริหารความร่วมมือเพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกรณี Amsterdam Knowledge Network Foundation ผมจึงเสนอให้พิจารณาตั้งมูลนิธิขึ้นมาจัดการความร่วมมือเพื่อพัฒนาจังหวัดพะเยาโดยมีเทศบาลอบต.หอการค้าภาคประชาสังคมฯลฯ ในจังหวัดพะเยา รวมทั้ง มพ. ร่วมกันก่อตั้ง และร่วมกันทำหน้าที่กรรมการมูลนิธิ เพื่อชี้ทิศทางการดำเนินงานของมูลนิธิหน้าที่ของมูลนิธิคือ บริหารจัดการความร่วมมือ และโครงการ เพื่อสร้างนวัตกรรมในการประกอบสัมมาชีพและการพัฒนา ในจังหวัดพะเยาด้วยการใช้ความรู้และข้อมูล รวมทั้งมีความร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดพะเยา

เรื่องการใช้ข้อมูลและความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่นี้ผมประทับใจโครงการจัดการน้ำที่อำเภอจุน ดำเนินการโดยคณะวิทยาศาสตร์ ใช้ระบบ Internet GIS-MIS จัดทำข้อมูลเพื่อการจัดการน้ำที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเพื่อการวางแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพน้ำที่มีอยู่ เป็นโครงการที่จะมีผลกระทบต่อการมีงานทำ และรายได้ หรือเศรษฐกิจของคนในพื้นที่โดยที่เจ้าของโครงการจริงๆ คือนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจุนและผู้นำเอาข้อมูลไปใช้คือประชาชนในพื้นที่มีการรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการประจำหมู่บ้านด้านการใช้น้ำคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำของตำบลจุนมีนายเหมืองนายฝายเกิดการตื่นตัวในการจัดการป่าเพื่อให้มีน้ำ

ตามรายงานของณะวิทยาศาสตร์ เกิดโครงการวิจัยขึ้นมากมายและผมมองว่า สามารถดำเนินการต่อเนื่องเรื่องการจัดการน้ำโดยนำเอาวิชาการด้านอื่นๆ ของคณะอื่นๆ เข้ามาหนุนรวมทั้งด้านกฎหมายด้านการคิดต้นทุนการใช้น้ำด้านการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นต้น

ผมกลับมาใคร่ครวญต่อที่บ้านว่ากิจกรรมเข้าสู่พื้นที่ของ มพ. นี้น่าจะเป็นฐานที่ดีของการปฏิรูป วิธีการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาเปลี่ยนจากเน้นให้อาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปให้แก่นักศึกษาไปเป็นให้นักศึกษาลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นทีมด้วยตนเองมีการค้นคว้าหาความรู้เชิงทฤษฎีเอง ทางอินเทอร์เน็ต และอาจารย์ทำหน้าที่ facilitator และ assessor เพื่อให้ constructive feedback ให้นักศึกษาปรับปรุงการเรียนรู้ของตนให้บรรลุเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนดแล้วอาจารย์ทำหน้าที่ "ผู้ยืนยัน" ว่าศิษย์มีการเรียรู้ จนบรรลุสมรรถนะตามเป้าหมายของรายวิชา ในปริญญานั้นๆ แล้ว

โดยที่การเรียนรู้ลงปฏิบัติจริงในพื้นที่ของนักศึกษานั้นเป็นการทำงานรับใช้ชุมชนในพื้นที่ ตามความต้องการของพื้นที่ด้วย เกิดประโยชน์จริงต่อพื้นที่และในการทำงานนั้น จะมีส่วนที่เป็นงานสร้างความรู้ใหม่ หรืองานวิจัยด้วย

ท่านอธิการบดี พูดถึงนโยบายการศึกษาต่อของอาจารย์ ท่านต้องการให้อาจารย์มีวุฒิระดับปริญญาเอก ทุกคนเพื่อเป็นต้นทุนในการทำงานวิชาการต่อเนื่องซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งและมีความเห็นต่อ ว่าในการทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์ที่เรียนต่อเหล่านี้ควรหาทางให้ทำวิจัยในเรื่องของพื้นที่ ตามที่ ได้ไปประสบมานั่นเองผมเห็นว่า โคงการต่างๆ ตามที่ระบุในรายงานผลการดำเนินงานสามารถคิดโจทย์วิจัยเชิงพื้นฐาน เพื่อสร้างความรู้ระดับลึกในศาสตร์สาขาต่างๆ ได้ซึ่งก็หมายความว่า เป็นเรื่องที่ทำวิทยานิพนธ์ได้นั่นเอง

ผมกล่าวต่อที่ประชุมหลายครั้งว่า ผมไปเรียนรู้เป็นการเรียนรู้จากของจริง การดำเนินการจริงเพื่อเรียนรู้ในหลายมิติโดยการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือ เรียนวิธีการบริหารมหาวิทยาลัย ให้เข้าไปใกล้ชิดสังคม/ชุมชนให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างแท้จริงซึ่งผมคิดว่า ต้องใช้กระบวนทัศน์ใหม่ ว่าด้วยภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยและกระบวนทัศน์ใหม่ ว่าด้วยวิธีทำงานเพื่อบรรลุภารกิจหลักนั้นโดยต้องหาวิธีบูรณาการภารกิจหาวิธีทำงานข้ามพรมแดนหน่วยงานย่อยเพื่อร่วมกันทำงานนวัตกรรม และสร้างสรรค์ โดยมีพื้นที่ และความต้องการของพื้นที่เป็นเครื่องมือบูรณาการ

ผมได้ข้อสรุปว่า วิธีบริหารดังกล่าว คือการบริหารแบบทำไป เรียนรู้ไป ปรับปรุงไปซึ่งก็ตรงกันกับที่ระบุในรายงานความก้าวหน้าของโครงการว่า ใช้ QA และ KM เป็นเครื่องมือ

บันทึกนี้ เขียนขึ้นเป็น AAR ของผมเพื่อสนองคุณท่านผู้บริหาร มพ. ที่กรุณาเชิญผมไปร่วมเรียนรู้ผมขอขอบคุณท่านอธิการบดี ศ. (พิเศษ) ดร. มณฑล สงวนเสริมศรีและท่านรองอธิการบดี ผศ. ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร ที่กรุณาชวนผมไปร่วมขบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษารับใช้สังคม

วิจารณ์ พานิช

๕ พ.ย.๕๗