สุขภาวะ คือ สภาวะที่ดี (well-being) และมีความสุข ทั้งทางกาย (physical) จิต (mental) สังคม (social) และจิตวิญญาณ(spiritual) หรือปัญญา (wisdom) สุขภาวะที่สมบูรณ์ จึงประกอบด้วย

(1) ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรค

(2) สุขภาพจิตดี ปราศจากความเครียด วิตกกังวล สลดหดหู่ ซึมเศร้า ความทุกข์ ปัญหาและโรคทางจิต

(3) สังคมแวดล้อมดี ไม่มีความรุนแรง การเบียดเบียน ไม่มีสิ่งมอมเมา สิ่งที่เป็นโทษและพิษภัยต่างๆ

(4) จิตวิญญาณ หรือปัญญาที่พัฒนาให้สูงขึ้น มีความบริสุทธิ์และการพัฒนาปัญญา มีกิเลส (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) น้อยลง จนถึงขั้นมีอิสระ คือ หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์

ชีวิตของเราประกอบด้วย 'กาย' และ 'จิต' ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ ร่างกายที่ไม่แข็งแรง สุขภาพไม่ดี มีโรคภัยไข้เจ็บ จิตก็ไม่มีความสงบสุข วิตกกังวล เดือดร้อน วุ่นวาย ฯลฯ ในทางกลับกัน เมื่อจิตไม่ปกติและไม่มีความสงบสุข เกิดความเครียด และความวิตกกังวล ก็จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติและความเจ็บป่วยทางกายได้ โดยที่อาจจะมิได้เจ็บป่วยมาก่อน

สังคมแวดล้อม ซึ่งเป็นผลของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อสุขภาวะทางกายและจิต ทั้งในด้านบวกและลบ สังคมแวดล้อมที่ดี มีความสงบสุข ทำให้คนมีสุขภาพกายและจิตดี สังคมแวดล้อมที่ไม่สงบ มีความเครียด ความแตกแยกขัดแย้ง และรุนแรง ทำให้คนมีความทุกข์

ความเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณและการขาดปัญญาที่จะทำให้เท่าทันความจริงของชีวิตและโลก ทำให้การดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง ไม่นำไปสู่การพัฒนาของชีวิตเพื่อความเจริญ และการพัฒนาของจิต เพื่อละคลายจากกิเลสและความยึดมั่นในตัวตนชีวิตก็ไม่สามารถจะพัฒนาสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์

'ปัญญา' ในที่นี้ มีความหมายคนละอย่างกับ 'ความฉลาด' บางคนอาจจะมีความฉลาดแต่ขาดปัญญา ทำให้หลงผิด และดำเนินชีวิตไปในทางที่ผิด มีความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่นำไปสู่การเห็นความจริงและการพ้นทุกข์

ปัญญา มี 3 ชนิด คือ

(1) ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา)

(2) ปัญญาที่เกิดจากความคิด (จินตามยปัญญา) และ

(3) ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสติ (ภาวนามยปัญญา)

'การเจริญสติ' ทำให้เกิดปัญญา จึงมักจะเรียกคู่กันว่า 'สติปัญญา' ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนและเกิดจากความคิด หากใช้ในทางผิด ยังทำให้เกิดความทุกข์และเดือดร้อนได้ ส่วนปัญญาที่เกิดจากการเจริญสติ เป็นปัญญาที่เกิดพร้อมกับการพัฒนาของจิต ที่จะทำให้เกิดความสันติสุขและมีความเท่าทันต่อจริงของชีวิตและโลก

การเจริญสติ จึงเป็นการพัฒนาทั้งจิตและปัญญา และ

ด้วยการเจริญสติ การพัฒนาจิตและปัญญา จึงเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อเจริญสติ จะทำให้จิตบริสุทธิ์และเกิดการพัฒนาของปัญญาตามลำดับขั้น ความบริสุทธิ์ของจิตและการเกิดของปัญญามีความสัมพันธ์กัน จิตบริสุทธิ์น้อย ปัญญาก็เกิดน้อย จิตบริสุทธิ์มาก ปัญญาก็เกิดมาก เมื่อจิตบริสุทธิ์หมดจด ปัญญาก็ถึงขั้นสูงสุด จนสามารถทำให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ได้

ปัญญาขั้นสูงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์

'จิต' ทำหน้าที่ควบคุมชีวิตของแต่ละคน โดยทำหน้าที่ทั้งควบคุม 'จิต' เอง และควบคุม 'กาย' ด้วย

จิตของมนุษย์ มีพลังอำนาจอันมหาศาล จึงมีทั้งคุณอนันต์และมีโทษมหันต์

บางท่านจึงกล่าวว่า 'ไม่มีอะไรที่จะอันตรายต่อมนุษย์ เท่ากับจิตที่ไม่ได้ฝึก'

จิตที่ไม่ได้ฝึกจะมีความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง ขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่สิ่งเร้าและเหตุปัจจัยภายในและภายนอก ขาดภูมิคุ้มกันทางจิต จึงมักจะมีความทุกข์มากกว่าความสุข พลังอำนาจของจิตที่ไม่ได้ฝึก ถูกครอบงำด้วยกิเลส ไม่บริสุทธิ์ และขาดปัญญา สามารถทำลายผู้เป็นเจ้าของเองและผู้อื่นได้ ดังเราจะเห็นตัวอย่างอยู่บ่อยๆ ทั่วไป

แต่ 'จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้'(พุทธพจน์)

จิตที่ฝึกและพัฒนาให้มีกิเลสเบาบางลง มีความบริสุทธิ์ และมีปัญญามากขึ้น จะมีความสุขมากขึ้นตามลำดับ และมีอันตรายตนเองและผู้อื่นน้อยลง และจิตของมนุษย์สามารถจะพัฒนาจนมีความบริสุทธิ์และปัญญาอันสมบูรณ์ เป็นอิสระหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ เป็นจิตมีความสุขอันไพบูลย์ มีพลังในทางสร้างสรรและการทำคุณประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น

เราสามารถพัฒนาจิตและปัญญา ได้อย่างไร?

มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ 'การเจริญสติ'

ดังพุทธพจน์ว่า'ภิกษุทั้งหลาย นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิต (สัตว์) บริสุทธิ์ เพื่อระงับความโศก ระงับความคร่ำครวญ ดับความทุกข์ ดับโทมนัส เพื่อเข้าถึงวิถีอันประเสริฐ (มรรค) และเพื่อเห็นแจ้งสัจธรรมสูงสุด (นิพพาน) ทางเส้นนั้น คือ การเจริญสติโดยอาศัยฐานทั้งสี่'

'สติ' คือ การระลึกรู้ของจิต (mindfulness) ในปัจจุบันแต่ละขณะๆ (moment by moment) เป็นการระลึกรู้โดยไม่มีการตัดสินใดๆ (non-judgmental) มีสภาพที่เป็นกลาง (อุเบกขา) ไม่บวกและไม่ลบ

สิ่งที่จิตระลึกรู้ เรียกว่า "อารมณ์" ได้แก่ การเคลื่อนไหว (movement) และกิจกรรมหรือสิ่งที่เกิดปรากฏทางกายและทางจิต (physical and mental activities)

การเจริญสติ (Mindfulness meditation) หรือการฝึกวิปัสสนา (Vipassana meditation) คือ การฝึกให้เกิดสติอย่างต่อเนื่อง หรือการฝึกระลึกรู้การเคลื่อนไหวของกายและจิตในปัจจุบัน แต่ละขณะๆ ด้วยความต่อเนื่อง

การฝึกเจริญสติ จึงเปรียบเสมือนการนำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว มาไว้ต่อหน้า เพื่อให้ผู้ฝึกใช้จิตของตนเองเฝ้าสังเกตและจดจ่ออย่างต่อเนื่อง (ด้วยสติ) หรือเพื่อให้เกิดความระลึกรู้อยู่กับสิ่งที่เกิดและดับ (กายและจิต หรือรูปและนาม ที่เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา) อย่างต่อเนื่องกัน (เหมือนเส้นด้าย) การจะฝึกเช่นนี้ได้ ผู้ฝึกจะต้องใช้ความเพียรพยายามและความอดทนที่ค่อนข้างสูง และใช้เวลา

การฝึกระยะเริ่มแรก ควรใช้วิธีระลึกรู้การเคลื่อนไหวของอิริยาบถใหญ่ทางกาย ได้แก่ การยืน เดิน นั่ง และนอน และต่อมาจึงระลึกรู้ในอิริยาบถย่อย ได้แก่ การรับประทาน เคี้ยว-ดื่ม เหยียด-คู้ เหลียว ก้ม-เงย เดินหน้า-ถอยหลัง อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำกิจธุรส่วนตัว ขับถ่าย ใส่-ถอดเสื้อผ้า ฯลฯ

ในการฝึกใหม่ๆ ผู้ฝึกจะต้องกระทำด้วยความเชื่องช้า ด้วยความเพียรพยายามและความอดทน เพื่อให้เกิดสติ (ความระลึกรู้) สมาธิ (ความสงบและจดจ่อ) และสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) จนเกิดความชำนาญเมื่อผู้ฝึกชำนาญ จึงสามารถทำเร็วขึ้น และฝึกได้ละเอียดมากขึ้น คือ การระลึกรู้ในความรู้สึก (เวทนา) ที่เกิดกับกายและจิต (เช่น เจ็บ ปวด เมื่อ คัน ฯลฯ) การระลึกรู้ในอารมณ์ที่เกิดทางจิต (เช่น โทสะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ) และการระลึกรู้ในสภาวะธรรมชาติที่เกิดปรากฎตามความเป็นจริง (เช่น ตา เห็นแสง-สี , หู ได้ยินเสียง, จมูก ได้กลิ่น, ลิ้น รู้รส, กาย สัมผัสความเย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง, ใจ รู้ความนึก-คิด ฯลฯ)

การเจริญสติโดยอาศัยฐานทั้งสี่ตามพุทธพจน์ข้างต้น คือ การระลึกรู้การเคลื่อนไหวของกาย (กาย) การระลึกรู้ความรู้สึก (เวทนา) การระลึกรู้อารมณ์ที่เกิดกับจิต (จิต) และการระลึกรู้สภาวะธรรมชาติที่เกิดปรากฏตามความเป็นจริง (ธรรม) ในปัจจุบันแต่ละขณะ

การเจริญสติในระยะแรกๆ จะมีความยากลำบาก เพราะผู้ฝึกจะต้องฝืนต่อความเคยชินที่เคยมีอยู่และต่อสู้กับกิเลสของตนเอง แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงแห่งความยากลำบากไปได้แล้ว จะทำให้เกิดความสงบเยือกเย็นของจิตและเกิดปัญญา มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติที่ว่องไวและมีพลังมากขึ้น จนมีสติที่ไวเท่าทันปรากฎการณ์ของกายและจิต (รูปและนาม) สามารถป้องกันการเกิดขึ้นของกิเลสและสามารถขัดเกลากิเลสในจิตส่วนลึก (อนุสัยกิเลส)ให้เบาบางลง เกิดความบริสุทธิ์ของจิต และเกิดการพัฒนาของปัญญา ตามลำดับขั้น

'ปัญญา' ที่เกิดจากการเจริญสติ (ภาวนามยปัญญา) เป็นปัญญาขั้นสูง ที่ไม่เหมือนปัญญาทั่วไป (สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา) เรียกว่า 'วิปัสสนา' หรือ 'วิปัสสนาปัญญา' หรือ 'วิปัสสนาญาณ' (ญาณ แปลว่า เครื่องรู้วิเศษ คือ รู้ในสัจธรรมความจริงตามธรรมชาติของจิตและของชีวิต ที่คนทั่วไปรู้ได้ยาก) เป็นปัญญาซึ่งเกิดจากประสบการณ์ตรง (ไม่ใช่ความคิด) ในปรากฏการณ์และปฏิสัมพันธ์ของกายและจิต (รูปและนาม) วิปัสสนาปัญญา เป็นปัญญาที่ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในความจริงของชีวิตและขยายสู่ความเข้าใจในสรรพสิ่ง และเข้าใจกฎธรรมชาติ คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทนอยู่ไม่ได้ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) วิปัสสนาปัญญานี้ เมื่อเกิดและพัฒนาขึ้นจะย้อนกลับมาทำให้เกิดความบริสุทธิ์ของจิตมากขึ้น ทำให้จิตละคลายความยึดมั่นในอัตตาตัวตน และทำให้ความทุกข์และความเดือดร้อนต่างๆ ลดลง จนถึงขั้นหลุดพ้นจากความทุกข์และเห็นแจ้งในสัจธรรมสูงสุดได้ ดังพุทธพจน์ข้างต้น

การเจริญสติอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากพอ จะทำให้เกิดผลดีหลายอย่าง ต่อสุขภาพกายและจิต สามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องกับทางจิตและทางกายได้หลายอย่าง ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับของวงการแพทย์สมัยใหม่ของประเทศทางตะวันตก และมีการนำมาใช้ควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ในโรงพยาบาลต่างๆ เกือบทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา และหลายๆ แห่งในทวีปยุโรป

เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของจิต ทำให้ผู้เจริญสติมีจิตที่มีความสงบสุข เยือกเย็น อิ่มเอิบ และแจ่มใส ส่งผลดีต่อร่างกาย ทำให้การทำงานของสมองเป็นระเบียบ ระบบประสาทผ่อนคลายและลดความตึงเครียด มีการปรับตัวของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น การเจ็บป่วยทางกายเกิดน้อย และเมื่อเจ็บป่วย ร่างกายจะฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว ฯลฯ

การเจริญสติ จึงสามารถนำมาใช้ช่วยสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและรักษาโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพกายและจิต ซึ่งเป็นประโยชน์เบ็ดเสร็จแบบองค์รวม ที่ควรนำมาใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน

การเจริญสติเพื่อพัฒนาจิตและปัญญา จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาสุขภาวะของมนุษย์ เพราะการเจริญสติ คือ การพัฒนาสุขภาวะโดยตรง และเป็นหัวใจของการสร้างสุขภาวะด้วย

สุขภาวะที่สมบูรณ์ของมนุษย์ จะเกิดขึ้นได้จากการเจริญสติ เพื่อพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์และพัฒนาปัญญาให้สูงสุดที่มนุษย์จะพึงกระทำได้