ด็อกเตอร์ การ์เด้น ตอน พะยูง กับ ทุ่งนาแห่งความขมขื่น

พะยูง กับ ทุ่งนาแห่งความขมขื่น

การทำเกษตร " ไม่มีใครผิด-ไม่มีใครถูก " เพราะส่วนใหญ่ก็ลองผิดลองถูกด้วยกันทั้งนั้น

บางคนทำสวนมะนาวมา 10 กว่าปี เพิ่งจะมาลืมตาอ้าปากได้ก็ปาเข้าไปปีที่ 20

บางคนทำนาทั้งชีวิตก็ยังจนเหมือนตอนเพิ่งลืมตามองดูโลกใหม่ๆ

บางคนปลูกโหระพาส่งโรงงานอยู่ดีๆ พอคิดหาช่องทางจะให้ร่ำรวยกว่าเดิมด้วยการหันมาปลูกเมล่อน ไปๆมาๆร่ำรวยทั้งเงินทองพร้อมๆกับหนี้สินกองโต

สูตรสำเร็จในการทำเกษตรให้บังเกิดผล 100 % จึงไม่มีการบัญญัติเป็นตำราแบบตายตัว มันต้องนำมาพลิกแพลงเอาเอง ของใครของมัน สูตรใครสูตรมัน และหนทางที่จะร่ำรวยด้วยวิถีเกษตรกรไทยนั้นแสนยากเย็นเข็ญใจกว่าอาชีพอื่น เพราะมีแต่แรง ไม่มีสติปัญญา...ก็ล้มเหลว

พอมีแรงมีสติปัญญาแต่ไม่มีทุน...ก็ทำไม่ได้อีก

แรงมี-เงินพร้อม แต่ใจไม่พร้อม...ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

มีทุน มีปัญญาทำ แต่โรคท้อแท้กำเริบขึ้นมา ก็ถอยกลับไปล้มเหลวอีก

การมาทำสวนจึงไม่สามารถสนอง " need " ของตนเองเหมือนการเปิดร้านกาแฟสด ที่ขายใครไม่ได้แต่ก็เปิดร้านไว้ให้ชีวิตพอดูดีมีระดับขึ้นมาบ้างเล็กๆน้อยๆ เปิดร้านเอาหน้า เอาไว้ให้เพื่อนมานั่งเล่นและใช้ wi-fi กันฟรีๆ

ครอบครัวของเรามาซื้อที่แปลงนี้เพราะแม่ต้องการ " สนอง need " ของตนเองคนเดียว เพราะไม่มีใครเห็นชอบแต่ก็ไม่กล้าขัดใจ

รวบรวมเวลากว่า 2 ทศวรรษ ครอบครัวของเราหมดเงินไปกับที่แปลงนี้ประมาณ รถ Benz E- Class 2 คัน

เสียทั้งเงินเพราะโง่และดื้อ

เสียทั้งเวลาเพราะไม่มีความรู้เรื่องเกษตรและไม่ศึกษาหาข้อมูลให้ถ่องแท้

การตัดความรำคาญบทสนทนากับแม่ด้วยเงินและเงิน จึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องมานั่งแก้ไขกันภายหลัง

การตามใจแม่และปล่อยให้แม่ตามใจตนเอง จึงกลายเป็นภาระเวรที่ต้องรับใช้กันทั้งครอบครัวแบบไม่ต้องกล่าวโทษคนอื่น

.......ลงทุนทำนาปลูกข้าว ปลูกลำไย ปลูกพืชสวน พืชไร่ประปราย ..... 20 กว่าปีที่ผ่านไป เราเหลือแค่ดงต้นสักและสะเดาท้ายสวน เพียง 1 ต้นไว้ให้เปี่ยมสุขแบบ " อก-กลัด-หนอง "

มันคือ.....ความสุขโง่ๆของคนกรุงเทพฯที่ใฝ่ฝันอยากมาเป็นชาวนา ฝั่งอยู่กับมายาคติ โดยไม่ได้แหกตาดูสภาพชาวนามืออาชีพที่ยากจนถาวรกันทั่วประเทศ

คนเรานี่มันก็แปลก อยากรวย อยากสบาย ไม่อยากลำบาก แต่ชอบไปเลียนแบบคนจน อยากเป็นเหมือนชาวไร่ชาวนา ปลูกข้าวปลูกผักกินเอง เลี้ยงไก่ ไล่วัวไปกินหญ้า หาปลาตามหนอง แต่เอาเข้าจริงๆกิเลสยังเอ่อล้น อยากได้รถไว้ขับสักคัน อยากมีบ้านสวยๆสักหลัง อยากนั่งเครื่องบิน อยากไปเที่ยวต่างประเทศ

ตกลงว่า อยากจะจน หรือ อยากจะรวย

พอจะเลี้ยงไก่...ก็ไม่กล้าฆ่าไก่กิน เพราะกลัวบาป

พอจะลงทุนเลี้ยงหมู...ก็ไม่กล้าขายชีวิตสัตว์ใหญ่ เพราะกลัวบาป

พอขุดบ่อเลี้ยงปลา...ก็ไม่กล้าจับ เพราะกลัวบาป

พอจะเพาะจิ้งหรีดขาย...ก็ไม่กล้าทำ กลัวไปพรากลูกพรากแม่จิ้งหรีดอีก...มันบาป

สรุปว่า...พอมั๊ย? พอหรือยัง ?

หรือจะพอกันสักที กับไอ้วิถีเกษตรกรไทยที่ใช้ชีวิตแบบตามมีตามเกิด ซึ่งเริ่มไม่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟสไตล์ของตนเองที่ยังอยากกินพิซซ่าและ M.K.สุกี้

แล้วจะทำอะไรกินให้มันร่ำรวยด้วยทุ่งนาเปล่า ???

อยู่วัดดีกว่ามั๊ย??? อยู่วัดก็ไม่ได้อีก เพราะไม่ชอบขี้หน้าเจ้าอาวาส หมั่นไส้พระลูกวัดที่ขี้เกียจสันหลังยาว

14 เดือน.....ก่อนที่พลเอก ประยุทธ์ จะทุบโต๊ะยึดครองอำนาจจากฟากฝั่งประชาธิปไตย

ฉันเองได้ตัดสินใจทำคล้ายๆเช่นนั้นมาก่อน คือ กระทำการยึดอำนาจจากแม่บนโต๊ะอาหาร รวบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในผืนนาที่เหลือมาไว้ในมือ เพราะความขัดแย้งทางความคิดภายในครอบครัว ส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารการเงินการคลังในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนต้องทำการประชุมลับกับพี่น้องเพื่อหาทางออกให้กับทุกคน

หลังจากแม่เกษียณ....ในวัย 60 ปีที่หอบสังขารขึ้นมาอยู่ในที่สงบ เพื่อดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้มีชีวิตที่ยืนนานออกไป กลับไม่สงบอย่างที่คาดหวังกัน

แม่ของฉันป่วยเป็นมะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และอื่นๆอีกมากมายซึ่งเป็นผลพวงมาจากขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็ง

ไม้ใกล้ฝั่งที่สภาพขอน ผุ กร่อน ต้องประคองสังขารลงไปถากหญ้าโคนลำไย ทำไป ฟุ้งซ่านไป จ้างคนมาทำก็ไม่ได้อย่างใจ บ่นไป เครียดไป ถูกเอารัดเอาเปรียบไป เจ็บแค้นไป ด่าใครไม่ได้ก็หันมาทะเลาะกับสามีของตนเองทุกวัน

ทุกอาการทุกความรู้สึก ส่งผลให้แม่เข้า-ออกโรงพยาบาล สลับกับพ่อ

พ่อไอเป็นเลือด แม่ปัสสาวะเป็นเลือด ป่วยสลับกัน เดือนละคน คนละครั้ง นอนโรงพยาบาลสลับกันด้วยสภาพอย่างนี้ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน โดยไม่มีใครดูแลเพราะลุกๆยังคงใช้ชีวิตตามปกติอยู่ที่กรุงเทพฯ

การทิ้งลูกเต้าหนีขึ้นมาฮันนีมูน สวีทกันตามลำพังสองหนุ่มสาว กลับต้องนอนรับเลือด ดื่มน้ำเกลือทางสาย ใส่ท่อออกซิเจนช่วยหายใจ แทนที่จะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน แล้วใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดบอกรักและให้อภัยกันก่อนการพลัดพรากจะมาถึง

พอลูกๆแสดงความคิดเห็นที่ต่างออกไปและห้ามปรามให้แม่หยุดทำกิจกรรมเสี่ยงตายทั้งหมด แม่จะปิดท้ายด้วยประโยคดราม่าอันแสนเด็ดดวง.." ที่ฉันทำฉันสร้างไว้ให้ลูกหลานนั่นแหละ " แต่แม่ไม่เคยถามพวกเราสักครั้งว่า ลูกของแม่เคยคิดอยากได้แบบนี้จริงๆน่ะหรือ??

ฉันเองไม่มีความรู้เรื่องเกษตร ปู่ย่าตายายไม่ได้วางรากฐานทางการเกษตรไว้รองรับชีวิต เผื่อเวลาตกอับแล้วจะได้กลับไปซบบ้านนอก

ฉันเกิดมาเป็นคนกรุงเทพฯและพยายามผลักดันตนเองให้ขึ้นมายืนเป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาของประเทศ ความรู้วิชาการทางการเกษตรที่ติดตัวมา มี 3 อย่าง คือ

หนึ่ง.....การตอนกิ่งฝรั่งไปส่งคุณครูตอน ป.4 และ

สอง...การนำเอาหัวหอมแดงมาปลูกในกระป๋องนมข้นหวานของวิชาวิทยาศาสตร์ ต้นสูงเท่าไหร่ก็ได้คะแนนมากขึ้นเท่านั้น และ

สาม....การเพาะถั่วเขียวให้กลายเป็นถั่วงอกในสำลีเปียกชื้น เพื่อไปส่งคุณครูเช่นกัน

จินตนาการเรื่องการปลูกต้นไม้ในผืนนานั้น มีแค่ต้นจามจุรี กับต้นตะแบก เพราะมันเหมือนจะง่ายที่สุดแล้วสำหรับคนที่ทำเกษตรไม่เป็น และฉันก็ถูกแม่ด่าไล่หลังจินตนาการเจิดๆมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่เสนอไอเดียสุดลึกล้ำต่อครอบครัว

จนกระทั่งวันที่ยึดอำนาจมาจากแม่ได้สำเร็จ แม่ถามว่า " แกจะปลูกอะไร ? "

ฉันตอบแม่ว่า " จะปลูกพะยูง "

แม่ก็ด่าตามเดิม คราวนี้สำทับมาด้วยว่า " อีกร้อยปี..เชิญแกอยู่รอใช้ต้นพะยูงของแกเถอะ!!"

ก่อนที่ฉันจะเดินออกจากการปะทะอารมณ์เดือดรอบใหม่ จึงพูดไปลอยๆว่า " ไม่ได้ปลูกเอาไว้ใช้ แต่จะปลูกเอาไว้สิง ตายแล้วไม่มีที่ชอบที่ไหนให้ไป ก็จะสิงอยู่แถวต้นพะยูงนั่นแหละ เข้าใจตรงกันนะ! "

ปัจจุบัน สวนของเรามีต้นพะยูงประมาณ 1,000 กว่าต้น เอาไว้สิงสลับกันได้หลายปีแสง

อีก 10 ปี...เรามาดูกันนะว่า Mercedes Benz E-Class ที่หายไปในห้วงเวลานั้น มันจะคืนกลับมาเป็นเครื่องบินเจ็ท หรือ เกวียน ล้อแม็กซ์ ติดเทอร์โบ พร้อมไฟตัดหมอก

ต้องขอบคุณ Benz E-Class ทั้ง 2 คันที่เสียไปในที่แปลงนี้ เพราะอย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้แม่ของฉันรู้จักคำว่า " ปล่อยวาง " ถึงแม้ว่า แม่จะยังทำใจไม่ได้ แต่แม่ก็ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันสักที



ดงต้นสัก



สะเดาท้ายสวน

หน้าตาต้นพะยูง



พะยูง 2 เดือน


พะยูงเป็นไม้โตไว ปลูกแค่ 3 เดือนสูงเกือบ 1 เมตร


ถ้าติดแล้ว ก็ตายยาก เพราะพะยูงมีรากแก้ว 2-3 ราก ต่อ 1 ต้น

ไว้พยุงต้นของมันเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า พยุง หรือ พะยูง

พะยูงคล้ายพืชตระกูลถั่ว มีกลิ่นหอมของรากเหมือนถั่ว

มีกระเปาะเล็กๆตามปมราก อยู่เต็มไปหมด

ช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน




ที่สวนของฉัน ปลูกพะยูงไว้ปรับสภาพดิน

เพราะเป็นดินเหนียว ปน ดินดาน และมีสภาพเป็นด่าง

ยากต่อการปลูกพืชอย่างอื่น

การปลูกพะยูง จึงไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง ฝากเทวดาช่วยรดน้ำ

เราต้องใส่ใจเหมือนพืชชนิดอื่นเช่นกัน

ทั้งการให้ปุ๋ยและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรก


และต้องหมั่นดูแล ถอนหญ้ารอบโคน

ไม่ให้วัชพืชอื่นๆมาแย่งอาหารพะยูง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ด็อกเตอร์ การ์เด้น ตอน หน่ออ๋อ หวาน สุดขอบฟ้า



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ชอบจังครับ อ่านแล้วเหมือนได้ปลูกไปด้วย และประหยัด ไม่หมด Benz E- Class 2 ด้วยครับ ...ฝากกราบคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะครับ...ให้สุขภาพแข็งแรง...มีกำลังมอบความงามความสุข (บ้าง) กับการปลูกพืชให้ลูก...ภาวนาว่า ขอให้ผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย และมีความสุขมากๆ ครับ

เขียนเมื่อ 

ปลูกต้นไม้หลายๆมากเลยครับ

ชอบใจๆ

แต่ปะทะอารมณ์กับแม่นี่บาปไหมครับ

555

มาเชียร์การปลูกต้นไม้ของอาจารย์

ชอบใจมากๆๆ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ " ทิมดาบ " นั่นแหละคือ วัตถุประสงค์ เพราะไม่อยากให้ใครพลาดตาม เลยเอาประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง.....เพื่อใครสักคนที่อยากได้แรงบันดาลใจในการเป็นเกษตรกรมือสมัครเล่น เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดไปด้วยกัน

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์ ขจิต

ถามว่า " การปะทะอารมณ์กับแม่นี่บาปมั๊ย ? " ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

ตอบตรงๆว่า บาปก็โอค่ะ...เพราะ บางที ความหวังดีมันเจือด้วยโทสะจริต เราไม่อยากเห็นแม่เจ็บ แม่ทุกข์ แม่ป่วย อยากให้แม่สุขสบาย และอยู่กับพวกเรานานๆค่ะ