ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_21 : ค่ายต้นกล้าแห่งความดี ๔ _ ตัวอย่างการเรียนรู้ผ่าน กิจกรรม PBL แบบ Walk Rally

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่

อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่

อ่านบันทึกที่ ๓ ที่นี่

วันสุดท้ายของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการเรียนรู้บนฐานปัญหาจริง (Real-Life Problem-based Learning: RL-PBL) เป็นการ "ฝึกทำ" เรียนรู้ผ่านแต่ละกิจกรรมประจำฐานแบบ Walk Rally คล้ายๆ กับที่เคยทำมาแล้ว ( ที่นี่) แต่แตกต่างไปในแต่ละกิจกรรม และภาคบ่ายทดลองลงมือทำแผนนที่โรงเรียน และให้นักเรียนกำหนดปัญหาเอง ก่อนจะสร้างกระบวนการให้นำเสนอ

กิจกรรม Walk Rally ที่เราออกแบบคราวนี้ สำคัญที่สุดไม่ใช่สำหรับนักเรียน ซึ่งหวังจะให้พวกเขาได้เรียนรู้แบบสนุกหรือเรียนรู้แบบตื่นตัว (Active Learning) ด้วยฐานเรียนรู้ทั้งหมด ๗ ด่าน ได้แก่ ๑) ฐานนักลงทุน ๒) เชือกสามัคคี ๓)

จุดๆๆ ๔) อายตนะพารู้ ๕) กู้ระเบิด ๖)ไหทรัพย์ และ ๗) ฐานรวมใจ แต่ละด่านมุ่งให้นักเรียนได้ "ฝึกทักษะ" ต่างๆ และปลูกฝัง (Building) คุณธรรม ความดีให้เด็กๆ แต่มุ่งให้ครูเห็นต้วอย่างการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากการ "บอก สอน ป้อน สั่ง บรรยาย" ด้วยการออกแบบโจทย์ปัญหาท้าทายให้หาคำตอบและแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ และเป็นเหมือนกรณีตัวอย่างให้ครูได้ฝึกตีความแยกแยะว่าอะไรคือ "เนื้อหา" มักเป็นองค์ความรู้ที่ต้องการให้เกิดกับนักเรียน และอะไรคือ "กระบวนการ" เมื่อนักเรียนผ่านฐานด่านนั้นสำเร็จจะเกิดมี "ทักษะ" ใดๆ กิจกรรมที่หยิบเอามาปรับใช้สามารถสืบค้นรายละเอียดวิธีได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต (เช่น ที่นี่ เป็นต้น)


ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมนี้ ให้เริ่มจากการตั้งเป้าหมายว่า ๑) ต้องการจะให้เด็กนักเรียนได้อะไร หมายถึงได้ความรู้เรื่องอะไรบ้าง (K: Knowledge) ๒) นักเรียนจะได้ฝึกทักษะอะไร เกิดทักษะอะไร ซึ่งต้องได้ (P: Process -> Skills) และ ๓) ต้องการปลูกฝังเจตคติหรือคุณธรรมใดให้นักเรียน (A:Attitude) จากนั้นค่อยเริ่มออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้บรรลุตามเป้าประสงค์นั้นๆ ในเวลาที่กำหนด ตามแบบที่พอประมาณกับความถนัดและบริบทของนักเรียน ตนเอง และโรงเรียน คล้ายๆ กับการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Desing) เพียงแต่ไม่ต้องกังวลหรือวุ่นวายเรื่องการประเมินในรูปแบบมากนัก หากแต่ต้องฝึกให้นักเรียนได้สะท้อนการเรียนรู้ (หรือถอดบทเรียน) หลังจากผ่านกิจกรรมนั้นๆ ทุกครั้ง


การออกแบบควร "ต่อเนื่อง เชื่อมโยง" เป็น "เรื่องราว" โดยยึดหลักการในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบตื่นตัวนี้ ได้แก่

  • ส่วน "เนื้อหา" ต้องออกแบบให้เหมือนนักเรียนได้คำตอบ(องค์ความรู้)นั้นมาด้วยตนเอง (Constructivsm) เช่น ค้นพบคำตอบเองโดยเก็บคำตอบไว้ที่ซ่อน คิดได้เองจากการใบ้ให้ด้วยคำถามหรือกลอน เป็นต้น
  • ส่วน "ทักษะ" ต้องออกแบบ "กระบวนการ" ที่ไม่ได้ตายตัว ไม่มีวิธีที่ถูกต้องหรือผิด คือ เปิดโอกาสให้นักเรียนทำอย่างไรก็ได้ ให้สามารถแก้ปัญหาที่กำหนดได้
  • ส่วน "เจตคติ" ต้องไม่ใช่การบรรยาย แต่ต้องได้จากการ "สะท้อน" (Reflection) หลังกิจกรรม

ต้นกล้าแห่งตวามดี

เริ่มกิจกรรมวันที่ ๒ หลังจากรวมนักเรียนและครู ผมรู้สึกว่า กิจกรรมวันแรกโดย "ฮักนะเชียงยืน" ทำไว้ดีมาก เพราะเด็กๆ เหมือนจะ "ละลายเข้ากันได้แล้ว" ไม่จำเป็นต้องใช้กิจกรรมใดๆ อีก เว้นแต่ความต้องการที่จะปลูกฝัง "ความดี" ใส่ไปใน "ต้นกล้า PBL" ซึ่งใช้เป็นโค๊ดคำให้จำในวันแรก จึงได้เปลี่ยนเป็น "ต้นกล้าแห่งความดี" ซึ่งจะเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เป็น "คนดี" คนที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นไทย


ตามประสบการณ์ของผม คนดี มัก "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ในที่นี้เริ่มตั้งแต่ เข้าใจตนเอง เข้าถึงความต้องการหรือความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง และลงมือปฏิบัติพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง หรือเรียกว่า เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ จนถึงความเข้าใจใน "ความดี" ที่ควรเป็นพื้นฐานของใจและเป็นบรรทัดฐานของสังคม เข้าถึง "ความงาม" ของธรรมชาติผ่านสุนทรียภาพของใจ และเสียสละปฏิบัติพัฒนาส่วนรวมบนพื้นฐาน "ความจริง" อย่างพอประมาณ







Walk Rally


เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ K หรือ "เนื้อหา องค์ความรู้" แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และทักษะความร่วมมือ และข้อธรรมทางเจตคติที่ต้องการปลูกฝังให้กับเด็ก ซึ่งเน้นความท้าทายให้ช่วยกันหาคำตอบของแต่ละปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้น โดยใช้ "เงื่อนไข" ผูกเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ คือปริศนาคำกลอน และเหรียญทองที่ต้องใช้ในการซื้อของหรือแลกสิ่งของต่างๆ


ณ จุด เริ่ม


ก่อนจะแบ่งนักเรียนเป็น ๖ กลุ่ม ครู ๑ กลุ่ม รวมเป็น ๗ กลุ่มสำหรับ ๗ ด่านฐานการเรียนรู้ เราให้ทุกกลุ่มร่วมกันคิด "ท่าประจำกลุ่ม" ขึ้น ทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในแต่ละฐาน วิทยากรประจำด่านจะขอดูท่าประจำกลุ่มก่อน การมีท่าประจำกลุ่มจะช่วยสร้างตัวตนให้คนสามัคคีในกลุ่มได้ง่ายๆ และการกำหนดให้แสดงท่าประจำกลุ่ม เป็น "กุศโลบาย" ให้ทุกคนได้ตั้งใจและเตรียมตัวเรียนรู้จากกิจกรรมในฐานนั้นๆ ถือเป็นการ Check-in ที่มักใช้ทั่วไปแบบหนึ่ง





ทุกกลุ่มได้รับ "แบบบันทึกข้อมูล" เป็นตารางบันทึกข้อมูลและคะแนน คล้ายใบบันทึกคำตอบใน "ใบงาน" ที่คุณครูคุ้นเคยดี ในตารางจะมีที่ให้บันทึกว่า มีการใช้เหรียญทองไปเท่าไหร่ แต่ละด่านสามารถ "สำเร็จ" หรือ "ไม่สำเร็จ" สิ่งของที่เลือก (Item) หรือที่ค้นพบคืออะไร และเขียนคำตอบของของตนเองสำหรับคำถามที่ตามเจอ


ณ จุด เริ่มต้น ทุกๆ กลุ่มจะได้รับแจก "บทกลอน" บอกใบ้ และให้ใช้เหรียญทองจำนวนหนึ่งเลือกซื้อสิ่งของที่กำหนดให้ เช่น โอเอซิส ใบตอง ก้านมะพร้าว ต้นกล้วย พานพลาสติก เป็นต้น


จุดสุดท้าย ฐานรวมใจ


สิ่งของเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อการตอบคำถามว่า อะไรคือคำตอบที่บอกใบ้ด้วยกลอน โดยไม่ต้องใช้เหรียญเพื่อขอเปิดเพียงภาพเดียว หรือไม่ต้องใช้เหรียญทองเลยก็ได้ หากทุกกลุ่มนำสิ่งของที่ตนเองมีมาวิเคราะห์สังเคราะห์ร่วมกัน





(ดูภาพอื่นๆ ได้ ที่นี่)



(ขอบคุณ น้องหมิม CADL สำหรับภาพครับ)



เหตุที่เรียก "ฐานรวมใจ" เพราะ อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้กุศโลบาย (กระบวนทัศน์+กระบวนการ) ซึ่งกลั่นตัวตกผลึกให้เกิด "เนื้อหา" ที่เรียกว่า "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ที่สืบทอดกันมาต่อเนื่องยาวนานเป็นจารีตประเพณีอันดีงาม ทุกครั้งคราที่มีปัญหา สิ่งแรกที่เราทำคือ รวมใจ ตั้งสติก่อน รวมความดีมาเป็นกำลังใจ ก่อนจะใช้การักษาแผนไทยด้วยสมุนไพรต่างๆ ต่อไป


ผมตีความว่า ในพีธีกรรมส่วนใหญ่ ใช้ "พานบายศรี" เป็นเครื่องมือรวมใจ แต่ละสิ่งอย่างที่วางในพานบายศรีล้วนแต่มีความหมาย ทำให้ พิธีบายศรีสู่ขวัญ (รวมใจ) ได้รับการอนุรักษ์และทำนุไว้ตลอดมา


ฐานนักลงทุน


อุปกรณ์คือเหรียญ สลึง ๕๐-ตังค์ เหรียญบาท ๕-บาท ๑๐-บาท จำนวนพอสมควร (๕๐ บาท) และถังน้ำแข็ง โจทย์ปัญหาคือ ให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มออกมาหยิบเหรียญที่แช่น้ำแข็งไว้ในถังทีละคน จะหยิบอย่างไร จำนวนเท่าใดก็ได้ ให้มีจำนวนเงินรวมเท่ากับ ๑๗.๕๐ บาท หรือใกล้เคียง




สิ่งที่ต้องการให้นักเรียนได้ฝึกที่สุดคือ การวางแผน ภาวะผู้นำ ภาวะผู้ตาม ความอดทน (เพราะน้ำแข็งเย็นมาก ให้ล้วงได้เพียงครั้งเดียวต่อคน) ความละเอียดรอบคอบ ตอนแยกแยะเหรียญ


ฐานเชือกสามัคคี


อุปกรณ์มีเพียงเชือกเส้นเดียว ตั้งโจทย์ปัญหา ๒ ตอน สื่อ ๒ อย่าง กล่าวคือ

  • ขึงเชือกไว้ในระดับหัวเข่า แล้วกำหนดให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มหาวิธีลอดผ่านไปโดยไม่ให้โดนเชือกในเวลาที่จำกัด
  • เปลี่ยนเป็นขึงเชือกระดับอก กำหนดให้สมาชิกทุกคนต้องข้ามไป โดยไม่ให้โดนเชือก ในเวลาที่จำกัด

ในตอนแรกนักเรียนทุกคนต้อง "พึ่งตนเอง" ส่วนตอนหลัง หากขาดพลังของความสามัคคีและความพอประมาณ จะไม่สามารถผ่านไปได้ในเวลาที่กำหนด


ฐานจุดๆๆ


เป็นฐานยอดนิยมของทั้งนักเรียนและครู น่าจะเป็นเพราะทุกคนได้คิด ทำ และได้นำเสนอความคิดของตนเอง อุปกรณ์มีเพียงปากกากับกระดาษ มีกติกาว่าทุกคนจะต้องไม่พูด กิจกรรมคือ

  • ให้กลุ่มเลือกตัวแทน ๑ คน ออกไปหันหลังให้ไม่เห็นว่า คนที่เหลือทำกิจกรรมอะไร
  • คนที่เหลือเข้าแถวตอนเรียง ๑ แถว กระบวนกรให้หัวแถว(คนเดียว)ดู รูปของสิ่งที่ใช้เป็นโจทย์ เพื่อให้คนที่นั่งหันหลังรู้จนทายถูก
  • หัวแถวกระซิบบอกคนที่สอง คนที่สองกระซิบบอกคนที่สาม ไปเรื่อยๆ จนคนสุดท้าย
  • วิทยากรมอบปากกาให้ หัวแถวออกมา "จุด" คือออกมาทำเครื่องหมายจุด ๑ จุด แล้ววิ่งไปต่อท้ายแถว
  • คนที่สอง รีบออกมา "จุด" ต่อ ๑ จุด ซึ่งจะจุดที่ไหนต่อไปทิศใดก็ได้ หวังเพื่อให้คนที่นั่งหันหลังรู้ให้ได้ว่า คำตอบคืออะไร แล้ววิ่งไปต่อท้ายแถว
  • คนที่สามออกมา "จุด" แล้วไปต่อหลังแถว คนที่ ๔ ออกมาอ "จุด" แล้วไปต่อหลังแถว .... ไปเรื่อยๆ จนหมดเวลา ๒ นาทีที่กำหนด
  • เชิญตัวแทนกลุ่มหันหน้ากลับมาดู แล้วทายว่าจุดๆ บนกระดาษคืออะไร ...


ต่อไปนี้เป็นภาพ "จุดจากใจ" ของคนในแต่ละกลุ่ม เชิญท่านผู้อ่านลองทายดูครับว่า เขาพยายามจะบอกอะไร เมื่อได้คำตอบแล้วค่อยคลิกที่ เฉลยนะครับ










ฐานอายตนะพารู้



เป้าหมายคือให้ผู้เข้าร่วมฐานทุกคน ตระหนักรู้ๆ อะไรคือ "ความคิด" ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประสบการณ์และความรู้เดิม ผู้เข้าร่วมต้องประชุมกันว่า จะต้องแลกเหรียญ จำนวน ๒๕, ๒๐, ๑๕, ๑๐ หรือ ๕ เหรียญ เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ใช้ ลิ้นชิมดู (ชิวหาพารู้) คลำดู (กายาพารู้) ดูด้วยตา (ทัศนาพารู้) และฟังเสียงด้วยหู (โสตพารู้) ตามลำดับ แล้วให้คำตอบว่า สิ่งที่กำหนดให้คืออะไร



ปรากฎว่าส่วนใหญ่เลือก คลำดู ลองลงมาคือขอดูด้วยตา แต่พอบอกว่า ไม่ได้ให้เห็นทั้งหมดแต่เป็นการส่งดูผ่านรูเล็กๆ เท่านั้น เกือบทุกกลุ่มเปลี่ยนใจมาเป็นคลำดู ไม่มีกลุ่มไหนที่ใช้สองเครื่องมือ คือตอบทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ ทำให้ "ไม่สำเร็จ"



เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ หลายกลุ่มที่ "ไม่สำเร็จ" ตอบอย่างมั่นใจ มั่นใจในความเข้าใจผิดของตนเอง นั่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "ความคิด" ที่ทำให้เข้าใจผิดเต็มๆ




ฐานกู้ระเบิด

โจทย์คือทำอย่างไรจะช่วยกันเคลื่อนย้าย "ระเบิด" ในที่นี้คือไขไก่ ไปยังจุดที่กำหนดให้ได้ ฐานนี้ไม่ใช่ง่าย เพราะไม่ใช่ใครคนเดียวจะทำสำเร็จได้ เพราะต้องใช้ ๔-๕ คน ค่อยๆ ดึงยกเชือกคนละเส้นที่ร้อยดึงจากหนังยางเส้นเดียวกันซึ่งวาง "ระเบิดไว้ตรงกลาง" ให้หนังยางรัดไว้ ถ้าสติและสมาธิไม่ดีจริงแม้แต่คนเดียว พลาดเดี่ยวแต่ตายหมู่เพราะกู้ไม่สำเร็จ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สำเร็จจริงๆ กิจกรรมนี้มีเล่นกันทั่วไป ตัวอย่างเช่น ที่นี่


ฐานไหทรัพย์

ฐานนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็น "ความกล้า" กับ "ความกลัว" ของตนเองชัดเจน เพราะในไหทรัพย์มีสิ่งที่น่ากลัวซ่อนอยู่ คนกล้าเท่านั้นที่สามารถล้วงลงไปจับสิ่งของที่กำหนดให้ขึ้นมาได้


(บันทึกถัดไปมาดูสิ่งที่ "ฝึกทำ" เพื่อนำไปขยายผลกันในชั้นเรียนครับ)

ดูรูปทั้งหมด ที่นี่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ต้องขอลอกไปใช้ต่อนะครับอาจารย์ ขอบคุณมากครับ