มาตรฐานการแปลงทรัพยากรห้องสมุด : Digitizing

การแปลงเป็นดิจิทัล (Digitization)

การแปลงเป็นดิจิทัล (Digitization) เป็นกระบวนการที่ทาให้สามารถเข้าถึงข้อมูลในที่อยู่ในรูปแบบแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ โดยการแสดงผลผ่านเครื่องมือที่ใช้ในการแสดงผลต่างๆ เช่น จอมอนิเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (Gadgets) ที่รองรับแสดงผลข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับของห้องสมุดให้เป็นทรัพยากรดิจิทัลนั้น ต้องอาศัยปัจจัยในหลายๆ ด้าน ทั้งการเลือกใช้อุปกรณ์ในการแปลง การแก้ไข การจัดเก็บและการแสดงผล รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการดาเนินการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเดิมให้เป็นทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล

ความเป็นมาของการแปลงเป็นดิจิทัล (Digitization)

การเกิดขึ้นของทรัพยากรสารสนเทศแบบดิจิทัล หรือข้อมูลดิจิทัล เป็นผลมาจากการแพร่หลายและการเติบโตอย่างกว้างขวางและรวดเร็วของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในช่วงปี ค.ศ. 1990 การพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ให้มีความสามารถในการแสดงผลและประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มหน่วยความจา ความเร็วในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย และการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้สร้างและแสดงผลข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทาให้เกิดการเผยแพร่หรือแบ่งปันข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล เริ่มต้นจากการเผยแพร่แฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ในรูปแบบตัวอักษรคอมพิวเตอร์ แล้วจึงขยายกว้างเป็นรูปภาพ เอกสารและรูปแบบสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อประสม (Multimedia)

ในวงการห้องสมุด บรรณารักษ์และบุคลากรของห้องสมุดต่างได้รับอิทธิพลจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในช่วงนั้น และมีความพยายามในการสร้างเว็บไซต์ห้องสมุดขึ้น เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด แต่ไม่ประสบผลสาเร็จ เนื่องจากบุคลากรของห้องสมุดขาดความรู้และความเข้าใจในกระบวนการทางานของระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย รวมถึงการดูแลระบบและข้อมูลบนเว็บไซต์ แต่หลังจากนั้น ทีมนักพัฒนาจากบริษัท IBM

(International Business Machines) บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และให้บริการด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ร่วมกับนักวิจัยจาก University of Washington ตระหนักถึงปัญหาในการจัดการข้อมูลดิจิทัล จึงร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการคลังทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นดิจิทัลขึ้น ทาให้การจัดการและการดูแลข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น (Zick, 2009)

ทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เป็นทรัพยากรที่สาคัญในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล ซึ่งนอกจากการสร้างทรัพยากรสารสนเทศขึ้นมาใหม่ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือการจัดซื้อจัดหาสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนามาให้บริการในห้องสมุดดิจิทัลผ่านเว็บไซต์แล้ว การแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเดิมให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เป็นภารกิจที่สาคัญประการหนึ่งในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล ความตื่นตัวอีกประการหนึ่ง ที่ทาให้เกิดการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยเฉพาะทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับที่มีคุณค่าและมีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์หรือความเชื่อทางศาสนาต่างๆ เกิดขึ้นจากการเผาทาลายทรัพยากรที่มีคุณค่า เช่น หนังสือและคัมภีร์ต่างๆ ในช่วงการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน จนถึงการต่อสู้แย่งชิงอานาจ ในยุคกลางของยุโรป

Kenney & Roger (2000) ให้เหตุผลที่ห้องสมุดหรือองค์กรลงทุนในการดาเนินโครงการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัล 2 ข้อ คือ 1) ทาให้เกิดการใช้แหล่งทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเรียน การสอน การวิจัย การศึกษา การแสวงหาข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และ 2) การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้ที่อาจส่งผลต่อแหล่งทรัพยากรและการให้บริการ

การที่มีสารสนเทศหลากหลายประเภท ทาให้เกิดการสร้างข้อมูลดิจิทัลให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งห้องสมุดและสถาบันสารสนเทศได้มองเห็นถึงประโยชน์จากการนาความเป็นดิจิทัลเข้ามาใช้ในการนาเสนอทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด เพราะหากทาให้ทรัพยากรสารสนเทศอยู่ในรูปแบบดิจิทัล จะสามารถควบคุม เปลี่ยนแปลง ส่งผ่านและเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ ที่แตกต่างจากทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบแอนะล็อกได้ แต่ไม่ได้หมายถึงการแทนที่ทรัพยากรต้นฉบับเดิม การแปลงเป็นดิจิทัล เป็นการรักษาทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุดอีกวิธีหนึ่ง เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้ในระยะยาว (Deegan & Tanner, 2002)

ความหมายของการแปลงเป็นดิจิทัล (Digitization)

การแปลงเป็นดิจิทัล (Digitization) เป็นคาศัพท์ที่มีความหมายและรูปแบบการดาเนินการแปลงเป็นดิจิทัลคล้ายคลึงกันในทุกวงการ หรือสาขาอาชีพ โดยมีการให้ความหมายของคาว่า "Digitization" ซึ่งเป็นความหมายทั่วไป ความหมายเชิงเทคนิค และความหมายในบริบทของห้องสมุด ดังต่อไปนี้

ความหมายของคาว่า "Digitization"

Oxford English Dictionary ให้ความหมายคาว่า "Digitization" คือ การกระทาการหรือกระบวนการทาให้เป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพของข้อมูลแอนะล็อก (ภายหลังใช้ รูปภาพ วิดีโอ และตัวอักษร) ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล คล้ายคลึงกับคาจากัดความในสารานุกรมเสรีออนไลน์วิกิพีเดีย ว่า "Digitization" ใช้แทนวัตถุที่เป็นรูปภาพ เสียง เอกสาร หรือสัญญาณ (สัญญาณที่เป็นแอนะล็อก) ที่แยกออกจากกันเป็นจุดหรือคลื่นให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล หรือเป็นการจับสัญญาณแอนะล็อกในรูปแบบดิจิทัล (Pettet, 2011)

คาว่า "Digitize" หรือ "Digitization" ในเชิงเทคนิค หมายถึง การเปลี่ยนสภาพสิ่งที่อยู่ในรูปแบบสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้สามารถแสดงข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนอุปกรณ์ที่แสดงผลจากการประมวลสัญญาณดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งคุณภาพของข้อมูลดิจิทัล เช่น รูปภาพ หรือเสียง โดยใช้ซอฟต์แวร์ปรับแต่งในคอมพิวเตอร์ได้ในภายหลัง (TechTerms, 2011)

ความหมายของคาว่า "Digitization" ในบริบทของห้องสมุด

Witten & David (2003) จากัดความของคาว่า "Digitization" คือ กระบวนการในการนาวัสดุดั้งเดิมของห้องสมุดที่อยู่ในรูปแบบของหนังสือ หรือหน้ากระดาษ มาเปลี่ยนสภาพให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจัดเก็บและประมวลผลผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับ


Pearce-Moses (2005) นิยามคาว่า "Digitization" คือ การแปลงรูปร่างวัสดุต้นฉบับที่อยู่ในรูปแบบแอนะล็อกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อการนาไปใช้และการจัดเก็บในคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

ดังนั้น คาว่า "Digitization" ในบริบทของห้องสมุด จึงหมายถึง การนาทรัพยากรสารสนเทศที่ควรค่าแก่การรักษา หรือทรัพยากรสารสนเทศที่ห้องสมุดคัดเลือก (เช่น เอกสารงานเขียน จดหมายเหตุ ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ หรืองานวิจัยต่างๆ) มาผ่านกระบวนการแปลงเป็นดิจิทัล เพื่อให้ได้ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่สามารถจัดเก็บและให้ผู้ใช้เข้าถึงได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ และเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแก่ผู้ใช้ โดยจากเว็บไซต์ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติคาศัพท์ "Digitize" ว่า แปลงเป็นดิจิทัล ดังนั้น คาว่า "Digitization" จึงมีความหมายว่า การแปลงเป็นดิจิทัล

วัตถุประสงค์ในการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัล ในห้องสมุด

ในการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลของห้องสมุดแต่ละแห่ง มีวัตถุประสงค์ในการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเดิมของห้องสมุดให้เป็นทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่คล้ายกัน ดังนี้

1. เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศ

เมื่อมีการแปลงทรัพยากรต่างๆ ในห้องสมุดให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลหรืออิเล็กทรอนิกส์ ทาให้ผู้ใช้มีโอกาสในการใช้ทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และห้องสมุดสามารถนาส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์แก่ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ข้อมูลนั้นได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าการเข้าถึงและนาส่งทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบเดิม หรือรูปแบบแอนะล็อก

ซึ่งหากเปรียบเทียบแหล่งสารสนเทศที่เป็นแบบแอนะล็อกกับรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัลแล้ว ทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบแอนะล็อกนั้น มีข้อจากัดในการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่ในจานวนน้อย และการเข้าถึงสารสนเทศในระยะเวลาและสถานที่ที่จากัด เนื่องจากผู้ใช้ต้องมาใช้บริการที่ห้องสมุด ทรัพยากรบางประเภทไม่สามารถยืมออกจากห้องสมุดได้ แต่เมื่อมีการแปลงทรัพยากรเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทาให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างไม่จากัด


จานวนครั้งที่เข้าใช้และจานวนผู้ใช้ทรัพยากรในแต่ละครั้ง อีกทั้งสามารถทาการเชื่อมโยงสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทั้งจากภายในและภายนอกแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่ตรงต่อต้องการและครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด (Deegan & Tanner, 2002) รวมถึงด้านการนาส่งข้อมูลไปยังผู้ใช้โดยตรง ที่ห้องสมุดสามารถนาส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้รวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้ของผู้ใช้รายบุคคลที่มีการขอใช้ทรัพยากรสารสนเทศโดยเฉพาะ เป็นการลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ข้อมูลและการนาส่งข้อมูลไปยังผู้ที่ต้องการใช้ ดังประโยคที่ว่า "Just in case and just in time" (Degracia, 2009)

2. เพื่อการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับ

เป็นการลดการใช้งานทรัพยากรต้นฉบับ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยเฉพาะทรัพยากรสารสนเทศที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทรัพยากรที่มีความสาคัญต่อห้องสมุด และทรัพยากรที่มีอยู่เพียงชิ้นเดียว (Masterpieces) หรือทรัพยากรที่มีอยู่น้อยและหายากเป็นพิเศษ เพราะหากยิ่งมีการเปลี่ยนมือในการใช้งานทรัพยากรต้นฉบับเหล่านั้นมากเท่าใด ยิ่งทาให้ทรัพยากรนั้นเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้น การแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล จึงสามารถเพิ่มระยะเวลาการใช้งานทรัพยากรต้นฉบับเหล่านั้นไว้ได้ และเป็นการสงวนรักษาเพื่อให้เกิดการใช้งานต่อไปในอนาคต เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในรูปแบบดิจิทัลไว้ได้หลายวิธีและหลายรูปแบบ เช่น ในการแปลงทรัพยากรต้นฉบับให้เป็นดิจิทัล เพื่อการแสดงผลเมื่อมีผู้ใช้เรียกใช้งานกับข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ จะมีการแสดงและจัดเก็บรูปแบบของข้อมูลและค่าคุณภาพที่แตกต่างกัน เนื่องจากการแสดงผลข้อมูลแก่ผู้ใช้นั้นต้องการความรวดเร็วในการแสดงผล แต่การเก็บรักษาข้อมูลนั้น ต้องมีการเก็บรายละเอียดของข้อมูลต้นฉบับไว้ใช้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลาในการแสดงผล ความละเอียดและพื้นที่ที่มากกว่า

การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับโดยการแปลงเป็นดิจิทัล นอกจากจะเป็นการรักษาทรัพยากรต้นฉบับไว้ ยังเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมการใช้งานทรัพยากรที่มีคุณค่า เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าที่ต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านั้นในการอ้างอิง หรือใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาต่อไปในอนาคต (Coyle, 2006)


3. เพื่อการสร้างสรรค์ข้อมูลขึ้นในรูปแบบใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

การแปลงทรัพยากรสารสนเทศให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล นอกจากเป็นการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและการสงวนรักษาข้อมูลต้นฉบับแล้ว การแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัลเป็นการเพิ่มโอกาสในการนาข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลนั้น มาพัฒนาต่อยอดหรือสร้างสรรค์ข้อมูลขึ้นในรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มคุณค่า เพื่อให้ทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นมีความน่าสนใจ และเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในรูปแบบใหม่ๆ โดยการนานวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยพัฒนาองค์ความรู้เดิม

ทรัพยากรที่ผ่านการแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลแล้ว สามารถนามาสร้างสรรค์ให้เกิดการใช้งานที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันของผู้กระทา แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง ซึ่งหมายถึงต้องไม่มีการแก้ไข หรือดัดแปลงข้อมูลต้นฉบับโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร แต่เป็นในด้านของการส่งเสริมการใช้งาน หรือการนาเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อการเรียนรู้ เช่น การนาภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ มาจัดนิทรรศการออนไลน์ หรือจัดรูปแบบในอัลบั้มดิจิทัล เพื่อนาเสนอในห้องสมุดดิจิทัล เป็นต้น (Alhaji, n.d.)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงเป็นดิจิทัล (Equipments Needed in Digitalization Process)

ในการแปลงทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล ต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ ทั้งในการแปลงข้อมูล อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล รวมถึงโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลงหรือแก้ไขข้อมูลประเภทต่างๆ ต่อไปนี้

1. อุปกรณ์แปลงข้อมูล (Conversion Devices)

หมายถึง เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นามาใช้ในการแปลงข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นข้อมูลดิจิทัล ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานอุปกรณ์ตามความเหมาะสมของประเภททรัพยากรที่ต้องการนามาแปลงข้อมูล โดยอุปกรณ์เหล่านี้ มีลักษณะการทางานที่คล้ายคลึงกัน คือ การเปลี่ยนสัญญาณของวัตถุที่อยู่ในรูปแบบแอนะล็อกผ่านเครื่องแปลงสัญญาณที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการรับสัญญาณแอนะล็อกที่ผ่านการแปลงให้อยู่ในรูปแบบแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือไฟล์ดิจิทัล


อุปกรณ์แปลงข้อมูลที่นามาใช้แปลงทรัพยากรให้เป็นดิจิทัลตามรูปแบบของทรัพยากรแต่ละประเภท ดังนี้

1.1 เครื่องสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์ที่มีหลากหลายขนาดขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของห้องสมุด มีหลักการการทางานโดยการใช้แสงจับภาพ จากภาพแอนะล็อกให้เป็นภาพดิจิทัล สามารถกาหนดความละเอียดของภาพที่ได้จากซอฟต์แวร์ระบบของเครื่องสแกนเนอร์ ความละเอียดของไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ เรียกว่า ดีพีไอ (Dpi: Dot per inch) เช่น ความละเอียดขนาด 600 x 1200 dpi ทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์ในการแปลงข้อมูล คือ หนังสือ เอกสาร หนังสือที่เขียนด้วยลายมือ และภาพถ่าย สามารถแบ่งเครื่องสแกนเนอร์เป็น 3 ประเภทหลัก คือ

1) เครื่องสแกนเนอร์มือถือ (Hand - Held Scanner) เป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ใช้การเลื่อนหัวอ่านเป็นตัวจับภาพไปมาบนหนังสือและมีวิธีการใช้งานที่ไม่ยุ่งยาก แต่เหมาะสาหรับการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัลส่วนบุคคลที่ต้องการเปลี่ยนสภาพเฉพาะส่วนที่มีปริมาณน้อย มากกว่าการแปลงทรัพยากรที่มีปริมาณมาก

2) เครื่องสแกนเนอร์แท่นเรียบ (Flatbed Scanner) เป็นอุปกรณ์ที่มีการทางานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร จะทาการสแกนตัวจับผ่านจะเลื่อนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ข้อจากัดของเครื่องสแกนเนอร์ชนิดนี้ คือ การสะท้อนแสงผ่านกระจกหลายแผ่น

3) เครื่องสแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheetfed Scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ทางานโดยการรับกระดาษ แล้วเลื่อนหน้ากระดาษให้ผ่านตัวจับภาพ ทาให้สามารถอ่านภาพจากสมุด หรือหนังสือได้

ปัจจุบัน มีการพัฒนาเครื่องสแกนเนอร์สาหรับห้องสมุดหรือหน่วยงาน สาหรับแปลงทรัพยากรต้นฉบับประเภทหนังสือ วารสาร ให้เป็นทรัพยากรในรูปแบบดิจิทัล โดยเป็นเครื่องแสกนเนอร์ที่มีรูปแบบตัวอักษร V เพื่อให้สามารถวางหนังสือได้อย่างดี และใช้ระบบกล้องดิจิทัลสะท้อนเลนส์เดี่ยว (DSLR: Digital Single-lens Reflect) ในการจับภาพ ทาให้ได้ภาพดิจิทัลที่มีความคมชัดและความเร็วสูง เช่น เครื่องแสกนเนอร์ที่มีชื่อว่า BookDrive พัฒนาโดยบริษัท Atiz Innovation ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ผลิตและพัฒนาเครื่องสแกนเนอร์ สาหรับการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลในห้องสมุด และมีห้องสมุดต่างๆ จากทั่วโลก เลือกใช้เครื่องแสกนเนอร์


BookDrive ในการแปลงสภาพคอลเลคชั่นทรัพยากรเป็นดิจิทัล เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) หนังสือพิมพ์ Newsweek และศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) (Atiz Innovation, 2011)

1.2 กล้องถ่ายภาพดิจิทัล เป็นอุปกรณ์ที่อาศัยแสงและเงาและการจัดวางวัตถุเข้ามาช่วยในการจับภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ความละเอียดของภาพที่ได้ เรียกว่า พิกเซล (Pixels) ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานกล้องดิจิทัล และรูปแบบของไฟล์ดิจิทัลทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้กล้องดิจิทัลในการแปลงข้อมูล คือ ภาพถ่ายที่ต้องการความเสมือนจริง และวัตถุต่างๆ ที่ต้องการแสดงภาพในลักษณะ 360 องศา (3D objects) สามารถแบ่งประเภทของกล้องถ่ายภาพดิจิทัลออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ

1) กล้องดิจิทัลคอมแพค (Digital Compact Camera) เป็นกล้องดิจิทัลที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด มีฟังก์ชั่นสาเร็จรูปพร้อมใช้งานสะดวก เหมาะสาหรับการถ่ายภาพโดยทั่วไป และถ่ายภาพด้วยระบบอัตโนมัติ

2) กล้องดิจิทัลดีเอสแอลอาร์ไลค์ (DSLR-Like: Digital single-lens reflex-Like Camera) เป็นกล้องดิจิทัลที่สามารถปรับตั้งฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ คุณภาพและลักษณะของภาพใกล้เคียงกับภาพจากกล้องดีเอสแอลอาร์ แต่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้

3) กล้องดิจิทัลมิเรอร์เลส (Digital Mirrorless Camera) เป็นกล้องดิจิทัลที่มีความสามารถ คุณภาพ และความคมชัดของภาพใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากล้องดีเอสแอลอาร์ สามารถถอดหรือเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่ไม่มีกระจกสะท้อนภาพที่สะท้อนภาพจากเลนส์ไปยังช่องมองภาพ (Viewfinder) เหมือนกับกล้องดีเอสแอลอาร์

4) กล้องดิจิทัลดีเอสแอลอาร์ (DSLR: Digital single-lens reflex) เป็นกล้องดิจิทัลที่สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบดิจิทัล มีลักษณะเหมือนกล้องที่ใช้ฟิล์มแต่ใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพแทนฟิล์ม สามารถปรับโหมดถ่ายภาพได้มากมายและถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ กล้องดีเอสแอลอาร์มีระบบจับภาพที่มีขนาดใหญ่ (Image sensor) ทาให้ตัวกล้องมีขนาดใหญ่ ภาพที่ได้มีความคมชัดและมีคุณภาพสูง (John @Circuitstoday, 2010)

1.3 อุปกรณ์แปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล เรียกว่า A/D Converter หรือ A to D Converter มาจากคาว่า เครื่องมือที่ใช้ในการสับเปลี่ยนสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล (Analogue


to Digital Converter) เป็นอุปกรณ์รับและส่งสัญญาณที่ต้องเชื่อมต่อเครื่องส่งสัญญาณแอนะล็อก เช่น เครื่องเล่นเทป หรือเครื่องอัดเสียง กับเครื่องรับสัญญาณเป็นดิจิทัล มีการทางานรับ-ส่งข้อมูลในลักษณะของคลื่นสัญญาณคลื่นสัญญาณดิจิทัลที่ได้ สามารถนามาปรับคุณภาพหรือความถี่ได้ในคอมพิวเตอร์โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่สามารถปรับระดับหรือคุณภาพของคลื่นสัญญาณดิจิทัลที่ได้ หรือใช้เครื่องปรับแต่งเสียง ช่วยในการปรับแต่งที่สามารถกาหนดความถี่ได้โดยเชื่อมต่อระหว่างเครื่องรับและส่งสัญญาณ ซึ่งอุปกรณ์แปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล ทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณในการแปลงข้อมูล คือ เทปคลาสเสท แผ่นเสียง วีดีโอเทป เป็นต้น

2. โปรแกรมที่ใช้แปลงข้อมูลและแก้ไขข้อมูล (Conversion and editing software)

คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการปรับแต่งคุณภาพและความละเอียดของไฟล์แต่ละไฟล์ที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัล เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการนาออกให้บริการและการจัดเก็บ และคงสภาพของทรัพยากรต้นฉบับไว้ให้ได้มากที่สุด โดยใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการแปลงหรือแก้ไข ห้องสมุดหรือองค์กรแต่ละแห่งมีการเลือกใช้โปรแกรมปรับแต่งที่แตกต่างกันไป ตามความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่ปฏิบัติการแปลงทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดให้เป็นดิจิทัล ซึ่งบางแห่งอาจเลือกใช้โปรแกรมฟรีแวร์ (Freeware) หรือโปรแกรมรหัสเปิด (Open Source Software) ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อโปรแกรมมาใช้งาน หรือห้องสมุดบางแห่งอาจเลือกใช้โปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนาซอฟต์แวร์มาใช้งาน

ตารางที่ 1 ตัวอย่างของโปรแกรมที่ใช้ในการปรับแต่งข้อมูลดิจิทัลแต่ละประเภท แบ่งตามลักษณะของโปรแกรม

รูปแบบข้อมูลที่ต้องการปรับแต่ง

โปรแกรมฟรีแวร์/รหัสเปิด

โปรแกรมเชิงพาณิชย์

แก้ไขหรือปรับแต่งเอกสารที่เป็น .PDF

OpenOffice PDF Import Extension

Adobe Acrobat

แก้ไขหรือปรับแต่งรูปภาพ

GIMP

Adobe Photoshop

แก้ไข ปรับแต่งหรือแปลงเสียงและภาพเคลื่อนไหว

Codec 8.3 g

DivX


3. อุปกรณ์เก็บข้อมูล (Storage Devices)

คือ อุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลดิจิทัล ที่ได้รับการแปลงและปรับแต่งเรียบร้อยแล้ว เพื่อการนาออกไปใช้หรือให้บริการผู้ใช้ต่อไป ซึ่งต้องมีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจาแบบถาวรไว้ในอุปกรณ์เก็บข้อมูล ทั้งภายในและภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันการสูญหายและเป็นการเก็บข้อมูลสารอง (Back up) อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่นามาใช้ในการเก็บข้อมูลภายในและภายนอกคอมพิวเตอร์ มีดังนี้

3.1 ฮาร์ดดิสก์ภายในและภายนอก (Hard disks and External Hard disks) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความจุสูงและเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลหลักที่ต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลต่างๆ ภายในฮาร์ดดิสก์บรรจุหัวอ่าน ตัวบันทึกและจานแม่เหล็กอยู่ด้วยกัน โดยโครงสร้างภายในประกอบด้วยแพลตเตอร์ (Platter) หลายแพลตเตอร์ ที่จะหมุนไปพร้อมกับมอเตอร์ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์กาลังทางาน หน่วยความจาในฮาร์ดดิสก์มีหลากหลายขนาด สามารถเพิ่มความจุ หรือฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จัดเก็บข้อมูลได้ตามความเหมาะสม หรือใช้เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอกหรือสารองได้ โดยเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

3.2 ซีดี (CD: Compact Disc) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก โดยบันทึกข้อมูลด้วยการแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณดิจิทัล มีหลายประเภท คือ ซีดีรอมแบบเก็บข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเขียนทับได้ (Read only Memory) ซีดีอาร์ (CD-R: Compact Disk Recordable) สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มได้ และซีดี อาร์ดับบลิว (CD-RW: Compact Disk Rewriteable) สามารถเขียนซ้า เปลี่ยนแปลงข้อมูลได้

3.3 ดีวีดี (DVD: Digital Versatile Disc) เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก บันทึกข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล ดีวีดีมีความจุมากกว่าและประมวลผลเร็วกว่าซีดี มีหลายประเภทเช่นเดียวกับ ซีดี คือ ดีวีดีรอม (DVD-ROM: Digital Versatile Disc Read Only Memory) ดีวีดีอาร์ (DVD-R: Digital Versatile Disc Recordable) และดีวีดีอาร์ดับบลิว (DVD-RW: Digital Versatile Disc Rewriteable) (Grace, 2011)

4. อุปกรณ์ส่งออกข้อมูล (Output Devices)

คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการประมวลผล เพื่อที่จะสามารถส่งออกข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถมองเห็น หรือได้ยินได้ ผ่านอุปกรณ์ส่งออกข้อมูล ดังนี้


4.1 จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลได้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแสดงผลเป็นลักษณะจุดหลายๆ จุด ประกอบด้วยจุดสีแดง น้าเงิน และเขียว โดยระยะห่างของจุดเรียกว่า ดอตพิตช์ (Dot Pitch) การรวมกันของจุดทั้งสามสีเรียกว่า พิกเซล (Pixels) แบ่งจอภาพเป็น 3 ประเภทหลัก คือ

1) จอภาพซีอาร์ที (Cathode Ray Tube: CRT Monitors) เป็นจอภาพที่รับสัญญาณภาพแบบแอนะล็อก พัฒนามาจากหลอดภาพโทรทัศน์ ใช้หลอดภาพในการแสดงผลและใช้พลังงานไฟฟ้าสูง มีความเว้าของจอภาพ ที่ส่งผลให้ไม่สามารถแสดงภาพบนขอบจอได้ครบถ้วน

2) จอภาพแอลซีดี (Liquid Crystal Display: LCD Monitors) เป็นจอภาพที่ใช้วัตถุที่เป็นผนึกเหลว (Liquid Crystal) ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ส่งเข้าผนึกเหลวทาให้เกิดแสง แทนการใช้หลอดภาพในจอซีอาร์ที มีลักษณะแบนเรียบ ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าจอภาพซีอาร์ทีและแสดงผลได้ชัดเจนกว่า (Tech-Faq, 2010)

3) จอภาพพลาสมา (Plasma/Gas Plasma Displays) เป็นจอภาพขนาดใหญ่ มีลักษณะบาง สามารถแสดงภาพที่มีขนาดใหญ่และความละเอียดสูง แต่มีราคาค่อนข้างสูง

4.2 เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ส่งออกข้อมูลใช้ในการพิมพ์ข้อมูลหรือสารสนเทศลงในกระดาษ เรียกว่า ฮาร์ดก็อปปี้ (Hard Copy) สามารถแบ่งประเภทของเครื่องพิมพ์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ เครื่องพิมพ์แบบใช้แรงกระแทก (Impact Printers) และเครื่องพิมพ์แบบไม่ใช้แรงกระแทก (Nonimpact Printers) และสามารแบ่งเป็นลักษณะเครื่องพิมพ์ประเภทต่างๆ ดังนี้

1) เครื่องพิมพ์แบบดอทแมทริกซ์ (Dot-Matrix Printers) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้หัวเข็มในการกระแทกผ้าหมึก เพื่อให้เกิดจุดรวมกันเป็นหนึ่งตัวอักษร มีหัวเข็มเป็นหัวพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ เหมาะสาหรับการพิมพ์ตัวอักษร ข้อความทั่วไป หากมีจานวนหัวเข็มในเครื่องพิมพ์มาก จะทาให้ได้ตัวอักษรที่มีความละเอียดมาก

2) เครื่องพิมพ์แบบบรรทัด (Line Printers) เป็นเครื่องพิมพ์แบบใช้แรงกระแทกที่มีลักษณะการทางานคล้ายคลึงกับเครื่องพิมพ์แบบดอทแมทริกซ์ แต่มีการพิมพ์เป็น


บรรทัด เหมาะกบการพิมพ์ข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ ไม่เน้นที่ความละเอียดสูง แต่เน้นที่ความรวดเร็วในการพิมพ์

3) เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท (Inkjet Printers) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ไม่ใช้แรงกระแทก แต่ใช้หลักการพ่นหมึก สามารถพิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ มีความรวดเร็วและความละเอียดสูง

4) เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printers) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ไม่ใช้แรงกระแทก มีการทางานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร ใช้ผงหมึกที่บรรจุในตลับในการพิมพ์ เหมาะกับงานพิมพ์เอกสาร สามารถพิมพ์ออกมาได้อย่างคมชัดและรวดเร็ว (Lasertkinc, 2011)

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่งออกข้อมูลอื่นๆ คือ ลาโพง (Speakers) หูฟัง (Headsets) และเครื่องฉายภาพ (Projectors) (โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์, 2548)

รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Format from Digitization)

รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัล คือ รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่เป็นมาตรฐาน และเป็นรูปแบบพื้นฐานที่เหมาะสาหรับการจัดเก็บและนาส่งข้อมูลที่เป็นดิจิทัลผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และการเข้าถึงผ่านระบบเครือข่าย ซึ่งในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลนั้น ต้องพิจารณาถึงคุณภาพของทรัพยากรดิจิทัล และลักษณะการใช้งานทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ 2 ลักษณะ คือ รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลเพื่อการให้บริการ และรูปแบบของข้อมูลดิจิทัลเพื่อการเก็บรักษา ที่ต้องการคุณภาพและความรวดเร็วในการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัลรูปแบบต่างๆ แตกต่างกัน

1. รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่เป็นรูปภาพ/ภาพถ่าย (Image Format)

tiff (Tagged Image File Format) เป็นรูปแบบที่ใช้เมื่อต้องการภาพดิจิทัลที่สามารถเก็บไว้ได้ในระยะยาวและใช้สาหรับภาพที่มีขนาดและความละเอียดสูงมาก แต่เป็นไฟล์ที่มีคุณภาพสูงมากเช่นกัน เหมาะสาหรับการเก็บรักษาเป็นไฟล์ต้นฉบับไว้ มากกว่าการแสดงผลออกมาบนเว็บไซต์ หรือการนามาปรับคุณภาพและบีบอัด เพราะจะไม่สามารถรักษาคุณภาพความละเอียดของภาพไว้ได้


jpeg (Joint Photographic Experts Group) เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐานที่ใช้ส่งผ่านระบบเครือข่าย เป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดขนาด แต่เหมาะสมกับการแสดงภาพในระดับกลาง ที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก ผ่านเว็บไซต์และเครื่องมือต่างๆ ไม่เหมาะกับการเก็บไว้เป็นไฟล์ต้นฉบับ

gif (Graphics Interchange Format) เป็นรูปแบบไฟล์ที่มีการนาไปใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก มีคุณสมบัติในการกาหนดพื้นหลังของภาพเป็นแบบโปร่งใส (Transparent Color) แต่เป็นรูปแบบไฟล์ที่มีความละเอียดภาพต่าและมีระดับความลึกของสีเพียง 8 บิต (256สี)

png (Portable Network Graphics) เป็นรูปแบบไฟล์ภาพล่าสุดที่นิยมใช้กันบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดดีมากกว่าไฟล์ภาพแบบ .jpeg (Joint Photographic Experts Group) หรือ .gif (Graphics Interchange Format) ทาให้มีการแสดงผลความละเอียดและมีคุณภาพกว่า แต่มีขนาดไฟล์ที่ใหญ่กว่าเช่นกัน (แต่ไม่สามารถเทียบเท่าไฟล์แบบ .tiff ได้)

2. รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่เป็นเสียง (Audio Format)

wav (Wave) เป็นรูปแบบไฟล์เสียงมาตรฐานของระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งสามารถเล่นเสียงได้ในเครื่อง Windows ที่มีการติดตั้ง Windows Media Player (สามารถเลือกติดตั้งพร้อมการติดตั้งระบบ) และเป็นรูปแบบไฟล์ที่ใช้ใน Audio CD

mp3 (Mpeg-1 Layer 3) เป็นส่วนหนึ่งของไฟล์มัลติมีเดียมาตรฐานในตระกูล MPEG เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็กและสามารถเลือกคุณภาพในการบีบอัดได้หลากหลาย เหมาะแก่การแสดงผลบนอินเทอร์เน็ต แต่คุณภาพยังไม่เทียบเท่าเสียงจาก Audio CD

aac (Advance Audio Coding) เป็นไฟล์เสียงรูปแบบใหม่ในตระกูล MPEG4 ที่จะมาแทนที่ไฟล์แบบ MP3 เนื่องจากคุณภาพเสียงที่ดีกว่าและขนาดของไฟล์ที่เล็กกว่า MP3

ac3 (Audio Coding 3) เป็นรูปแบบเสียงที่ใช้ในแผ่นประเภทดีวีดี (DVDs) มาจากระบบ Dolby ที่มีการเล่นเสียงแบบหลายช่องเสียง (Multi-channel surround sound) หรือที่เรียกว่า ไฟล์เสียง 5.1 (5.1 audio)

Real audio เป็นไฟล์เสียงที่มีการใช้งานโดยทั่วไป บนซอฟต์แวร์ Real Audio Player ที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากอินเทอร์เน็ต


3. รูปแบบของข้อมูลดิจิทัลที่เป็นภาพเคลื่อนไหว (Motion Picture Format)

mpeg (Motion Pictures Expert Group) เป็นไฟล์ที่ได้รับความนิยมในการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหว/วิดีโอบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากใช้เวลาในการดาวน์โหลดน้อยและมีความยืดหยุ่นในด้านโปรแกรมการใช้งาน เป็นไฟล์ที่มีคุณภาพและการบีบอัดสูง ที่ใช้ใน DVD / Digital Television Broadcasts

Real video เป็นรูปแบบที่มีการพัฒนาและสนับสนุนการใช้บนเครือข่ายอย่างเหมาะสม เป็นไฟล์ที่ให้ภาพคุณภาพดีและสามารถแสดงผลบนซอร์ฟแวร์ฟรีอย่าง RealPlayer และคุณภาพของเสียงและภาพจะถูกบีบอัดหรือปรับตามความต้องการของผู้ใช้ (ปรับตามความเร็วของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต)

avi (Audio Video Interleave) เป็นรูปแบบที่มีการใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งในคอมพิวเตอร์และโดยเฉพาะบนอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นไฟล์ที่มีความละเอียดและการบีบอัดสูง

QuickTime เป็นรูปแบบของไฟล์ภาพเครื่องไหวต้นฉบับจากเครื่องแมคอินทอช (Macintoch) จากบริษัท Apple ซึ่งปัจจุบันเป็นรูปแบบไฟล์ผสมผสานที่เป็นมาตรฐาน และสนับสนุนการใช้งานซอร์ฟแวร์ปรับแต่งและถอดรหัสต่างๆ (CODECs) (FileFormatInfo, 2011)

องค์ประกอบอื่นๆ ในการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัลในห้องสมุด

ในการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัลในห้องสมุด เพื่อให้สามารถเก็บรักษาและให้บริการทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดในรูปแบบดิจิทัล นอกจาก กระบวนการแปลงทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ ให้เป็นดิจิทัลและการปรับรูปแบบของทรัพยากรเพื่อให้มีความเหมาะสมแก่การพัฒนาคอลเลคชั่นดิจิทัลแล้ว เพื่อให้เกิดการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลที่จะนาไปให้บริการในห้องสมุดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จาเป็นต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่เป็นข้อจากัดที่มีความสาคัญต่อการแปลงทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดเป็นดิจิทัล ดังต่อไปนี้

1. การวางแผนงานและความพร้อมของห้องสมุดในการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัล

ในการริเริ่มภารกิจหรือโครงการแปลงภายทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดเป็นดิจิทัล เพื่อการพัฒนาเป็นห้องสมุดดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของคลังทรัพยากรและการให้บริการ


ทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล ห้องสมุดต้องมีการวางแผนการดาเนินงานอย่างละเอียดและถี่ถ้วน โดยพิจารณาจากความพร้อมของห้องสมุดในหลายๆ ด้าน ดังนี้

1.1 ความพร้อมด้านทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทั้งที่มาจากการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัล และทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่มาจากการจัดซื้อจัดหากับตัวแทนจาหน่ายหรือบริษัทที่จัดจาหน่าย ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่มาจากการแปลงทรัพยากรต้นฉบับเป็นดิจิทัลนั้น ทางห้องสมุดต้องพิจารณาดาเนินการคัดเลือกทรัพยากรที่จะนามาแปลงเป็นดิจิทัล โดยพิจารณาจากความต้องการใช้ของผู้ใช้และได้รับการยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์ทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับ

1.2 ความพร้อมด้านเงินทุน หมายถึง การวางแผนงบประมาณที่จะใช้จ่ายในโครงการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัลอย่างครอบคลุม ทั้งค่าใช้จ่ายในการดาเนินการทางกฎหมาย เพื่อขออนุญาตทาการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของทรัพยากรจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงเป็นดิจิทัล ทั้งอุปกรณ์ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ และค่าใช้จ่ายในการจัดหาวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญในการแปลงเป็นดิจิทัลมาอบรมแก่บุคคลากรในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ หากห้องสมุดไม่ประสงค์ที่จะให้บุคลากรของห้องสมุดดาเนินการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัลด้วยตนเอง อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ปฏิบัติงานในกรณีเศษ หรือค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทหรือตัวแทนที่รับปฏิบัติงาน

1.3 ความพร้อมด้านบุคคล หมายถึง ความพร้อมของบุคลากรในห้องสมุดที่จะปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกระบวนการแปลงเป็นดิจิทัล จนถึงการนาออกให้บริการ ซึ่งบุคลากรต้องมีความรู้ความสามารถ และความเข้าใจในกระบวนการแปลงทรัพยากรค้นฉบับเป็นดิจิทัลและเข้าใจการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ที่เป็นการปฏิบัติเชิงเทคนิค รวมถึงความเข้าใจและสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการปรับแต่งต่างๆ ของบุคลากร (Digital Library Consulting, 2011)

2. ลิขสิทธิ์ของทรัพยากรต้นฉบับ (Copyright)

ในการคัดเลือกทรัพยากรสารสนเทศที่จะนามาแปลงเป็นดิจิทัล สิ่งที่ต้องคานึงถึงเป็นสาคัญ คือ การได้รับอนุญาตให้แปลงทรัพยากรสารสนเทศจากเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงจะสามารถกระทาการใดๆ กับทรัพยากรนั้นได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการดาเนินการขออนุญาตกับเจ้าของลิขสิทธิ์


รวมถึงการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือทายาทโดยชอบธรรมในการแปลงทรัพยากรต้นฉบับให้เป็นดิจิทัล ดังนั้น ห้องสมุดหรือองค์กรหลายๆ แห่ง จึงต้องพิจารณาในเรื่องของลิขสิทธิ์อย่างละเอียด ก่อนจะดาเนินการแปลงทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดเป็นดิจิทัล เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งสามารถนาไปสู่การร้องเรียนและสูญเสียทั้งค่าใช้จ่ายและชื่อเสียงของห้องสมุด

ทั้งนี้ ในการติดต่อขออนุญาตแปลงผลงานกับผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้รับผิดชอบต้องสามารถให้รายละเอียดที่ถูกต้องและทาให้ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เข้าใจถึงภารกิจการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัลอย่างชัดเจน โดยต้องอธิบายถึงความสาคัญของภารกิจ ความต้องการของผู้ใช้ต่อข้อมูลที่เป็นดิจิทัล กระบวนการทางานและประโยชน์ของการนาทรัพยากรสารสนเทศต้อนฉบับมาแปลงเป็นดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ทาให้ห้องสมุดดาเนินการแปลงทรัพยากรต้นฉบับเป็นดิจิทัลเฉพาะทรัพยากรที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ทรัพยากรที่หมดอายุลิขสิทธิ์ ผลงานหรืองานศึกษาที่สถาบันเป็นเจ้าของเป็นสาคัญ

3. การจัดการสิทธิดิจิทัลของทรัพยากรที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Right Management)

คือ การจากัดการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัล เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลดิจิทัล หรือการโจรกรรมทางวรรณกรรม (Plagiarism) ที่จะทาให้เกิดการนาข้อมูลไปใช้โดยมิชอบหรือไม่ถูกต้อง เมื่อทาการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว จึงต้องทาการจัดการสิทธิดิจิทัล เช่น การสร้างลายน้าดิจิทัล (Digital Watermarking) การฝังรหัสเพื่อป้องกันการดึงข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ และการจากัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลโดยใช้รหัส หรือกาหนดเขตบริการพื้นที่ในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลในห้องสมุด เป็นต้น

ซึ่งการจัดการสิทธิดิจิทัลของข้อมูลดิจิทัล นอกจากจะเป็นการป้องกันการโจรกรรมข้อมูล หรือการนาข้อมูลไปใช้อย่างไม่ถูกต้องแล้ว การจัดการสิทธิดิจิทัลเป็นการให้เกียรติและเคารพในทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับและเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ยินยอมให้ดาเนินการแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัล เพื่อให้สามารถนาทรัพยากรที่ได้รับการแปลงเป็นดิจิทัลแล้วไปใช้อย่างเป็นประโยชน์และมีคุณค่าในทางถูกต้องและเหมาะสม (Briggs, 2008)


4. การสร้างข้อมูลเมทาดาทา (Metadata)

คือ ข้อมูลที่อธิบายรายละเอียดของข้อมูลดิจิทัลที่มาจากการแปลงเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการให้รายละเอียดของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลหนึ่งๆ เพื่อที่จะสามารถนาไปใช้ ค้นหาและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเมทาดาทาที่บันทึกลงในทรัพยากรสารสนเทศที่ได้จากการแปลงเป็นดิจิทัลในขั้นต้น ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างทรัพยากร ข้อมูลของทรัพยากรต้นฉบับ ข้อมูลเชิงเทคนิค เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ และรูปแบบของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งการสร้างข้อมูลเมทาดาทา ที่ให้รายละเอียดถึงกระบวนการสร้างทรัพยากรสารสนเทศ (การแปลงทรัพยากรต้นฉบับเป็นดิจิทัล) ทาให้สามารถเข้าใจและอธิบายถึงโครงสร้างและกระบวนการดาเนินการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัลได้ เพื่อที่จะสามารถนาไปใช้เป็นข้อมูลขั้นต้นในการพัฒนาทรัพยากรต่อไป

ข้อมูลเมทาดาทามีหลากหลายประเภท แต่ข้อมูลเมทาดาทาที่ห้องสมุดต่างๆ นิยมใช้เป็นมาตรฐาน คือ US Marc และ Dublin Core Metadata Elements โดยจะให้รายละเอียดของข้อมูล เช่น ชื่อเรื่อง (Title), ผู้แต่งหรือเจ้าของผลงาน (Author or Creator), หัวเรื่องหรือคาสาคัญ (Subject or Keywords), ลักษณะ (Description), ประเภท (Resource Type) รูปแบบ (Format) และทรัพยากรต้นฉบับ (Source) เป็นต้น (Hughes, 2004)

ตัวอย่างการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัล ในห้องสมุดดิจิทัล

การแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลในห้องสมุด แต่เดิมเป็นโครงการที่ห้องสมุดริเริ่มขึ้นเพื่อสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดต้นฉบับที่มีคุณค่า หรือทรัพยากรสารสนเทศที่หายาก ให้บริการในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือวัสดุย่อส่วนต่างๆ แต่ในปัจจุบัน มีการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัล เพื่อให้บริการผ่านทางระบบเครือข่าย รวมถึงการพัฒนาเป็นคอลเลคชั่นทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล และนาไปสู่ความเป็นห้องสมุดดิจิทัล ดังตัวอย่างห้องสมุดที่มีการจัดทาโครงการห้องสมุดดิจิทัล และแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัล เช่น หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress)

Library of Congress (เว็บไซต์: http://www.loc.gov/library/libarch-digital) หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress) มีการริเริ่มโครงการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัล


ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 โดยเน้นการแปลงข้อมูลและให้บริการทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลออนไลน์ในส่วนของทรัพยากรหายากและทรัพยากรไม่มีที่ใดในโลก ทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับที่หอสมุดฯ นามาแปลงเป็นดิจิทัล คือ ทรัพยากรประเภทภาพถ่าย งานเขียนลายอักษรต้นฉบับ แผนที่ การบันทึกเสียง ภาพเคลื่อนไหวและหนังสือ หอสมุดฯ ทาการรวบรวมและนาออกให้บริการออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และมีบริการเพื่อการศึกษาและการอ้างอิง

จุดเด่นของของคอลเลคชั่นดิจิทัลและการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลของหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน คือ การแปลงทรัพยากรสารสนเทศที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชนชาติอเมริกัน การที่หอสมุดฯ ทาการรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทและทาการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งการทางาน รวมถึงหอสมุดฯ ให้ข้อมูลและคาแนะนาเกี่ยวกับการจัดทาคอลเลคชั่นดิจิทัลของหอสมุดฯ ผ่านหน้าเว็บไซต์

การดาเนินการแปลงทรัพยากรเป็นดิจิทัลของหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน มีการแบ่งการทางานตามประเภทของทรัพยากร เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ทางานเกี่ยวกับรูปภาพ (Still Image Working Group) และกลุ่มที่ทางานเกี่ยวกับสื่อโสตทัศน์ (Audio-Visual Working Group)

ในส่วนของการแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัลของหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน หอสมุดฯ ทาการแปลงทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ ทั้งภาพถ่าย งานเขียนลายอักษรต้นฉบับ แผนที่ การบันทึกเสียง ภาพเคลื่อนไหวและหนังสือที่มีมายาวนาน และนาออกให้บริการในส่วนของ "Digital Collection" ที่สามารถสืบค้นทรัพยากรประเภทต่างๆ ที่ผ่านการแปลงเป็นดิจิทัลแล้ว ในคอลเลคชั่นดิจิทัลต่างๆ ของหอสมุดฯ

ตัวอย่างคอลเลคชั่นดิจิทัลของหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน "คอลเลคชั่นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอเมริกัน (American History & Culture)" มีการรวบรวมข้อมูล รูปภาพ จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ์ ป้ายประกาศต่างๆ ไว้ ในรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีการแสดงผลที่มีคุณภาพสูงและชัดเจน หอสมุดฯ มีการเลือกใช้รูปแบบของไฟล์ที่เป็นมาตรฐานสากลในการแสดงผลทรัพยากรต่างๆ เช่น บทสุนทรพจน์ หรือจดหมายของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในอดีต ที่เก็บอยู่ในรูปแบบไฟล์ภาพแบบ jpeg ที่ใช้ระยะเวลาในการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ไม่มาก มีความละเอียดและคุณภาพของภาพปานกลาง และไฟล์ภาพแบบ tiff ที่มีความละเอียดและคุณภาพของ


ภาพสูง ใช้ระยะเวลาในการแสดงผลนานกว่าไฟล์ภาพแบบ jpeg ใช้เพื่อการสงวนรักษาทรัพยากร แต่ในการแสดงผลผ่านหน้าเว็บแบบทันทีทางหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน ใช้ไฟล์ภาพแบบ gif ที่มีขนาดเล็กและแสดงผลภาพได้รวดเร็วกว่าไฟล์แบบอื่นๆ แต่มีความละเอียดและคุณภาพของภาพต่า (ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง)

ตัวอย่าง Letter to James H. Hackett from Abraham Lincoln, November 2, 1863. ไฟล์ภาพแบบ GIF (ซ้าย) ไฟล์ภาพแบบ JPEG (ขวา)

ไฟล์ gif

ไฟล์ jpeg

ไฟล์ tiff


สรุป

การแปลงทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเป็นดิจิทัลของห้องสมุดนั้น เป็นภารกิจสาคัญอย่างหนึ่งของห้องสมุดดิจิทัล เพื่อให้คอลเลคชั่นทรัพยากรของห้องสมุดมีความครบถ้วน สมบูรณ์ และทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ และเป็นการอนุรักษ์รักษาทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับเดิมไว้ ไม่ให้สูญสลายไปอีกด้วย

ในภารกิจการแปลงเป็นดิจิทัลของห้องสมุด ต้องมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเงินทุน ด้านบุคลากร และด้านทรัพยากรสารสนเทศต้นฉบับ รวมถึงข้อจากัดต่างๆ ที่ห้องสมุดต้องนามาพิจารณาในการสร้างหรือแปลงทรัพยากรสารสนเทศเป็นดิจิทัล

ภาพที่ 1, 2 และ 3 ตัวอย่าง Letter to C.H. Ray from Abraham Lincoln, November 20, 1858 (Library of Congress, n.d.)


บรรณานุกรม

ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน. (ม.ป.ป.). ค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2554, จาก

http://rirs3.royin.go.th/coinages/webcoinage.php

โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์. (2548). วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพฯ:

ซีเอ็ดยูเคชั่น.

Alhaji, I.U. (n.d.). Digitization of Library Resources and the Formation of Digital Libraries: A

Practical Approach. Retrieved on November 27, 2011, from www.ais.up.ac.za/digi/docs/paper_alhaji.doc

Arms, W. (2000). Digital Libraries. MA: MIT Press.

Atiz Innovation. (2011). BookDrive Pro. Retrieved on February 2, 2012, from

http://pro.atiz.com/

Briggs, L. (2008). Digitization and DRM at Ball State. Retrieved on February 5, 2012, from

http://campustechnology.com/Articles/2008/01/Digit...

Coyle, K. (2006). One word: Digital. Retrieved on November 20, 2011, from

http://www.kcoyle.net/jal-32-2.html

Deegan, M. and Tanner, S. (2002). Digital futures: Strategies for the information age. London:

Library Association Publishing.

Degracia, J. (2009). The digitization decision: factors to consider when converting material to

digital format. Retrieved on November 27, 2011, from

http://www.librarystudentjournal.org/index.php/lsj...

Digital Library Consulting. (2011). Selecting material to digitize. Retrieved on November

27,2011, from http://www.dlconsulting.com/selecting-material-to-...

FileFormatInfo. (2011). File Format Info: The Digital Rosetta Stone. Retrieved on February 2,

2012, from http://www.fileformat.info/

Grace, N. (2011). What are Storage Devices?. Retrieved on February 4, 2012, from

B2-22

http://www.ehow.com/about_5098784_storage-devices....

Hughes, L. (2004). Digitizing Collections: Strategic issues for the information manager. London:

Facet Publishing.

John @Circuitstoday. (2011). Different Types of Digital Cameras. Retrieved on February 4, 2012,

from http://www.circuitstoday.com/different-types-of-di...

Lasertkinc. (2011). Printer Technologies. Retrieved on February 4, 2012, from

http://www.lasertekservices.com/blog/2011/07/print...

Library of Congress. (n.d.). Digital Collection and services. Retrieved on January 31, 2012, from

http://www.loc.gov/library/libarch-digital.html

Library of Congress. (n.d.). The Alfred Whital Stern Collection of Lincolniana: Letter to C.H.

Ray from Abraham Lincoln, November 20, 1858. Retrieved on November 13, 2011, from

http://memory.loc.gov/ammem/help/view.html

Pearce-Moses, R. (2005). Digitization in a glossary of archival and records terminology.

Retrieved on Novembet 17, 2011, from http://www.archivists.org/glossary/term_details.as...

Pettet, A. (2011). LIBR 500: Foundations of Information Technology. Retrieved on December 7,

2011, from http://www.slais.ubc.ca/courses/libr500/11-12-wt1/...

Tech-Faq. (2010). Types of Computer Monitors. Retrieved on February 4, 2012, from

http://www.tech-faq.com/types-of-computer-monitors...

TechTerms. (2011). Technical Term-Digitize. Retrieved on December 7, 2011, from

http://www.techterms.com/definition/digitize

Zick, G. (2009). Digital Collections: History and Perspectives. Journal of Library Administration.

49(7). Retrieved on November 17, 2011, from Taylor & Francis database.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้ใหม่ ความเข้าใจที่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ เผยแพร่ให้ผู้สนใจได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน



ความเห็น (0)