เมื่อข้าพเจ้าพาภรรยาไปทำอุมเราะฮ์และฮัจญ์ในปี 2557

พิธีอุมเราะห์และฮัจญ์ ของฮัจยีอิสมาอีลกับฮัจยะห์คอดิเยาะห์(นายอานนท์ และนางสุนีย์ เพ็ญพันธ์)

กะอะบะห์ ถ่ายเมื่อวันที่ 8 ตค 57 เวลาตีสามกว่า บนวงแหวน

มัสยิดนะบะวีย์ เมื่อ 29 ตค 57

อุมเราะห์และฮัจญ์

พิธีอุมเราะห์และฮัจญ์ ของฮัจยีอิสมาอีลกับฮัจยะห์คอดิเยาะห์(นายอานนท์ และนางสุนีย์ เพ็ญพันธ์) จากประสบการณ์ตรงที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังและเพิ่มเนื้อหาวิชาการบ้างเล็กน้อย เพราะมีเพื่อนๆ ฮัจยะห์คอดิเยาะห์และเพื่อนๆลูกจะได้รับรู้และเข้าใจศาสนาอิสลามได้บ้าง และจะได้เพิ่มพูนความรู้ขึ้นไปอีก และอาจจะช่วยเตือนความจำผู้ที่หลงลืมบางอย่างไป ทุกตัวอักษรมีความหมายและมีค่าสำหรับผู้อ่าน บทความนี้อาจจะยาวมากควรก็อปปี้ไว้อ่านภายหลัง วันละนิดวันละหน่อย


ฮัจยะห์คอดิเยาะห์กับฮัจยีอิสมาอีล

ฮัจยะห์คอดิเยาะห์หลังจากตอวาฟ สะอาฮัจย์เรียบร้อยแล้ว

การไปประกอบพิธีอุมเราะห์และฮัจญ์ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิ อาราเบีย และไปเยี่ยมเยือนนครมะดินะห์หลังจากเสร็จพิธีฮัจย์แล้ว ระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2557 – 31 ตุลาคม 2557 (28 ซุลกอดะห์ 1435 – 7 มุฮัรรอม 1436 เป็นปีฮัจยีอักบัรเพราะวันวุกุฟตรงกับวันศุกร์) ยื่นสมัครความประสงค์จะไปประกอบพิธีอุมเราะห์และฮัจญ์ปี 2555 หลังเดือนเราะมะดอน(ประมาณเดือนตุลาคม2555) พอมาถึงเดือนซุลกออ์ดะห์ปี 2556 ไม่ได้ไป เพราะมีปัญหาเรื่องวิซ่าไม่ออกให้ ก็รอเรื่อยๆมาจนถึงเราะมะดอนปี 2557แล้วก็ยังไม่ได้ข่าวอะไร จนมาถึงต้นๆเดือนซุลกออ์ดะห์ 2557 มีข่าวจากมาลี(เมียอาจารย์ชาฟิอี นภากร) แจ้งมาทางฟารีดา(หลาน)ว่า จะได้บินวันที่ 24 กันยายน 2557 แต่พอกลางๆ เดือนได้ข่าวการเลื่อนการเดินทาง จาก 24 ก.ย. มาเป็น 23 กย 57 ก็ถือว่าโชคดีที่อัลลอฮุให้โอกาสได้ไปทำฮัจย์ปีฮัจยีอักบัรในปี 1435(2557) ค่ำๆวันที่ 22 กันยายน 2557 ปุ๋งมาเยี่ยมและใส่ซองมา 300.- มาริยะให้วันบิน 1000.- มาลี สันประเสริฐ 1000.- น้องๆสุรัดดา คนละ500.- สองคน วี(หลาน)เอาขนมมาฝาก เช้ามืดวันที่ 23 กันยายน 2557 ตื่นมาตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ กินกาแฟ กินข้าวนิดหน่อย พอตีห้าก็ละหมาดซุนนะต์ก่อนซุบฮิ 2 เราะกะอัต แล้วละหมาดซุุบฮิ 2 เราะกะอัต เสร็จแล้วอ่านอิสติฆฟาร (استغفار) (อัสตัคฟิรุลลอฮุล อะซีม) 3ครั้ง และอ่าน اللَّهُـمَّ أَنْتَ السَّلامُ، وَمِنْكَ السَّلامُ، تَـبَارَكْتَ يَاذَا الجَلالِ وَالإكْرَام คำอ่าน อัลลอฮุมมะอันตัสสลาม วะมิงกัสสลาม ตะบาร็อกตะ ยาซัล ญะลาลิ วัลอิกรอม ความหมาย “โอ้ พระผู้อภิบาลแห่งข้าพระองค์ พระองค์คืออัส-สลาม(ผู้เปี่ยมด้วยสันติ) จากพระองค์นั้นคือที่มาของสันติ ประเสริฐยิ่งเถิด โอ้ผู้เปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่และบุญคุณอันล้นเหลือ" (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 592) อ่านตัสบี้หะ(تسبيح )(ซุบฮานัลลอฮิ) 33 ครั้ง อ่านตะห์มีด(تحميد)(อัลฮัมดุ ลิลลาฮิ) 33 ครั้ง อ่านตักบีร(تكبير)(อัลลอฮุ อักบัร) 33 ครั้ง และตามด้วย لا اله الا الله وحده لا شريكله له ملك و له الحمد و هو على كل شيء قدير คำอ่าน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะห์ดะฮุ ลา ชะรีกกะละฮุ ละฮุลมุลกุ วะ ละฮุลฮัมดุ วะ ฮุวะ อาล้า กุลลี่ ชัยอิน กอดีร แปลว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮุผู้ทรงเอกะ ไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์ พระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้า พระองค์เป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ และพระองค์คือผู้ที่มีอำนาจอยู่เหนือสิ่งใด (อ่านทุกวักตู) แล้วขอดุอาอ์ رب نا اتنا في الدنيا حسنة وفي الاخرة حسنة و قينا عذاب النار คำอ่าน “ร็อบบะนา อะตีนา ฟิตดุนยา หะซะนะห์ วะ ฟิลอาคิเราะติ หะซะนะห์ วะ กีนา อาซาบัลนาริ" แปลว่า พระเจ้าของเราให้เราได้รับในสิ่งที่ดีในทั้งในโลกนี้และได้รับในสิ่งที่ดีในปรโลก และขอให้เราได้พ้นจากความทุกข์ทรมานอย่างมากของไฟนรก และอ่าน اللهم اغفر لنا وارحمنا وعافنا واهدنا وارزقنا คำอ่าน อัลลอฮุมมัคฟิรละนา วัรฮัมนา วะ อาฟินา วะห์ดินา วัรซุกนา แปลว่า โอ้พระเจ้าของพวกเราโปรดยกโทษให้เราและมีความเมตตากับเราและอย่าชิงชังเราและชี้นำเราและให้เราซึ่งปัจจัยยังชีพ และขอดุอาอ์อภัยโทษแก่ตนเองและครอบครัวให้พ้นจากบาปเล็ก บาปใหญ่ บาปใหม่ บาปเก่า บาปที่จะเกิดในวันข้างหน้า บาปที่เปิดเผย บาปที่ซ่อนเร้น ขออภัยโทษ ให้พ่อ แม่ และพ่อตาแม่ยาย และเหล่ามุสลิมีนและมุสลิมาต ขอความสันติสุขให้แก่พี่น้องปาเลสไตน์ ซีเรีย อิรัก และเหล่ามุสลิมีนและมุสลิมาต ขอให้อัลลอฮุนำทางเราและครอบครัวให้พ้นจากทางของไชตอน ไปสู่ทางที่เที่ยงตรงซึ่งเป็นทางที่เป็นอิสลามที่แท้จริงของพระองค์ ขอให้เราและครอบครัวมีอิหม่าน เซาะบัร ตักวา มากๆ และขอให้อัลลอฮุหาคู่ครองให้แก่ลูกทั้งสองคนเพื่อพวกเขาจะได้มีลูกมีหลานสืบสกุลต่อไปตามหนทางของพระองค์ที่ให้มนุษย์ได้แต่งงานกันขยายวงศ์ตระกูลต่อไปเพื่อได้ทำอิบาดะห์ต่อพระองค์ต่อไป อามีน (ขอดุอาอ์ทุกวัน ซุบฮิกับมักริบ) เวลาเดินทางละหมาดฟัรดูที่เป็น 4 ย่อเหลือ 2, ที่เป็น 2 หรือ 3 ไม่ย่อ ละหมาดสุนัตเราะวาติบเวลาเดินทางยกเว้นไม่ต้องทำ แล้วก็เตรียมตัวเดินทาง ตีห้าครึ่งนิเขียวมารับไปสนามบินสุวรรณภูมิ พบเจอบังฮะกีมและครอบครัว สุรัชดา มาริยะห์ วอ(อิหม่ามมาน) มาส่งสนามบิน ทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้หน้าเค้าเตอร์เช็คอินให้แซะห์ จัดการชั่งกระเป๋า ยืนคุยกันกับคนที่มาส่งอยู่นานพอควร


ญาติพีน้องลูกหลานมาส่งที่สุวรรณภูมิ
เพื่อนๆมาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซ้ายมือ สุรัชดา ซัลมา คอดิเยาะห์ อิสมาอีล ฮากีม บุคอรี รุกอยะห์ ฟาดีล

เกือบเก้าโมงเริ่มเข้าไปตรวจคนเข้าเมืองขาออกโดยสมัยนี้หน่วยงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองใช้สติกเกอร์ติดบาร์โค๊ด เจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องอ่านบาร์โค๊ด แล้วส่องกล้อง CTTV ดูหน้าตา แล้วแสกนลายนิ้วมือนิ้วชี้มือขวา(เราถูกแสกนนิ้วชี้และนิ้วโป้งเก็บไว้ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ตอนไปทำบัตรประชาชน) หลังจากแสกนพาสท์ปอร์ตขาออกแล้ว ก็เดินผ่านด่านตรวจอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ พาสท์ปอร์ตโทรศัพท์ กล้อง สายบัตรคล้องคอที่มีส่วนของโลหะ เข็มขัด ต้องถอดใส่ตระกร้าส่งผ่านเครื่อง X-Ray หมด มีเหตุการณ์คนลืมเก็บสิ่งของ พาสท์ปอร์ตหลังผ่านการตรวจ มารู้จักทีหลังคือ บุชรอ ขึ้นเครื่อง กัล์ฟแอร์ของราชอาณาจักรบาห์เรน เที่ยวบินที่ GF 151 เลขที่นั่ง 27D คอดิเยาะห์ได้ที่นั่งติดกับเรา เครื่องเทคออฟ ประมาณสิบโมง ใช้เวลาบินประมาณหกชั่วโมง ถึงสนามบินบะห์เรน 16.00 น. ลบเวลาออก 4 ชั่วโมง คือวลา 12.00 น.(เวลาท้องถิ่น)

Gulf Air สุวรรณภูมิ-อัลมานามา(บะห์เรน)เที่ยวบินที่ GF 151 เลขที่นั่ง 27D

คอดิเยาะห์ได้ที่นั่งติดกับเรา

มีโหมดบอกเส้นทางการบินด้วย

จอเครื่องเล่นดูหนังฟังเพลง อัลกุรอ่าน ดุอาอ์

เมื่อถึงสนามบินอัลมานามา(บะห์เรน)แล้ว

เปลี่ยนมาครองอี้หะรอมแล้ว

ทรานสิท (Transit รอเปลี่ยนเครื่องบินลำใหม่, ถ้า Transfer คือการโอนไปสายการบินอื่น ) ขณะทรานสิทอยู่ที่สนามบินอัลมานามาอยู่ 6 ชั่วโมง (เที่ยงวันถึงหกโมงเย็น) ก็อาบน้ำละหมาด (อาบน้ำญะนาบะห์เพื่อครองอี้หะรอมตั้งแต่ที่บ้านแล้ว) เหนียดครองอี้หะรอมด้วยเลย เพราะขณะที่จะครองอี้หะรอม เรารู้สึกตัวอยู่แล้วว่า เราจะครองอี้หะรอมอุมเราะห์ การครองผ้าเอี๊ยะรอมชาย การอิฎฏิบาอฺ (สไบเฉียง) ก่อนทำการฏอวาฟ นั่นคือให้ส่วนกลางของผ้าอยู่ใต้ไหล่ขวาและให้ชายผ้าทั้งสองข้างอยู่บนไหล่ซ้ายตลอดการฎอวาฟ(พอเสร็จจากการตอวาฟ บัยตุลเลาะฮ์ 7 รอบแล้ว ให้แวะดื่มน้ำซัมซัมก่อน แล้วมาละหมาดสุนัตหลังตอวาฟ 2 เราะกะอัตหลังมะก่อมอิบรอฮีม โดยเปลี่ยนการห่มอี้หะรอมแบบอิฎฏิบาอฺ มาปิดไหล่ขวาด้วย(ห่มคลุมหมดสองไหล่)
แล้วหลังจากนั้นให้หันหน้าสู่ทิศกิบลัตพร้อมกล่าวว่า
لبيك عمرة คำอ่าน ลับบัยกะ อุมเราะตัน แปลว่า ข้าพระองค์ได้ตอบสนองพระองค์ด้วยการทำอุมเราะฮฺแล้ว (ขณะนั้นไม่รู้หรอกว่ากิบลัตอยู่ทางไหน จนได้เข้าไปในมุศ็อลลาฮิ(ที่ละหมาดชั่วคราว)ที่สนามบินแล้ว และให้กล่าวประโยคตัลบียะฮฺมากๆ لَبَّيْكَ اللَّهُمَّ لَبَّيْكَ لَبَّيْكَ لَا شَرِيْكَ لَكَ لَبَّيْكَ إِنَّ الْحَمْدَ وَالنَّعْمَةَ لَكَ وَالمُلْكَ لاَ شَرِيْكَ لَكَ คำอ่าน ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ ลับบัยกะลา ชะรีกะละลับบัยกะ อินนัลอินนัลฮัมดะ วัลนี้อะมะตะ ละกะ วัลมุลกะ ลา ชะรีกะ ละกะ แปลว่า โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ได้ตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ ข้าพระองค์ตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ ด้วยการไม่ตั้งสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ แท้จริงการสรรเสริญ ความโปรดปรานและอำนาจเป็นของพระองค์ ไม่มีการตั้งสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อพระองค์ มาละหมาดดุฮริกับอัศริย่อ(กอศิเราะตุสซอลาห์ القصيرة الصلاة คือการย่อจาก 4 เราะกะอัตลงมาเหลือ 2 เราะกะอัต ฟัรดูที่เป็น 3 หรือ 2 เราะกะอัตย่อไม่ได้) รวมต้น(รวมในเวลาต้น เรียกว่า ญะมะอ์ ตักดีม รวมในเวลาหลัง เรียกว่า ญะมะอ์ ตะอ์คีร) และละหมาดสุนัตครองอี๊หะรอมสองเราะกะอัต การครองอี๊หะรอมสำหรับชายคือ การครองผ้าขาวสองผืน นุ่งหนึ่งผืน ห่มหนึ่งผืน การห่มต้องห่มไหล่ซ้ายเปิดไหล่ขวา สำหรับหญิงควรนุ่งห่มด้วยชุดขาว แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร !!!ตอนเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินเสร็จแล้ว ออกมานั่งคิดสงสัยว่า เมื่อเรากดฟลัชน้ำโถส้วมแล้ว ทั้งอุจจาระและปัสสาวะ และน้ำที่ชำระโถส้วมมันไปที่ไหน มีที่เก็บหรือปล่อยพ่นทิ้งไปในอากาศ (เพราะเท่าที่จำได้เมื่อก่อนเคยนั่งเครื่องบินไปทำงานซาอุดิอาราเบียเข้าไปใช้แล้ว มีคำเตือนว่า ห้ามทิ้งกระดาษชำระหรือวัสดุอื่นๆลงในโถส้วม ให้ทิ้งลงถังขยะ) กลับมาเมืองไทยแล้วถามเพื่อนลูกชายที่ทำงานซ่อมบำรุงเครื่องบิน ได้คำตอบว่า น้ำที่ใช้ในอ่างล้างมือ ปล่อยทิ้งไปในอากาศ แต่ น้ำและสิ่งปฎิกูลในโถส้วมจะถูกเก็บไว้ในถังรองรับเ เมื่อเครื่องบินลงจอดจะมีแผนกกำจัดปฎิกูลมาดูดออกไปทิ้งลงบ่อบำบัด ทรานสิทอยู่ในสนามบินอัลมานามา บาห์เรน 6 ชั่วโมง(12.00น – 18.00น.)ต่อเครื่องบินจาก บาห์เรนไปสนามบินญิดดะห์ เครื่องออกจากบาห์เรนประมาณหกโมงเย็นที่บาห์เรน ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง ถึงสนามบินญิดดะห์ ประมาณสองทุ่มกว่า เข้าห้องโถงพักรอการตรวจคนเข้าเมือง ด้วยการแปะติดสติกเกอร์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มาเดินบริการถึงที่ แล้วก็ได้ละหมาดมักริบ 3 เราะกะอัต ย่อละหมาดอิชา 2 เราะกะอัต ในเวลาของอิชา(ละหมาดรวมหลัง ญะมะอ์ ตะอ์คีร) ละหมาดเสร็จก็นั่งสังเกตุดูพวกอรับชีอะห์บาห์เรนที่ขึ้นเครื่องมาพร้อมกัน แล้วมาละหมาดมักริบที่สนามบินเหมือนกับเรา มันละหมาด 3 เราะกะอัตรวดนั่งตะชะฮุดครั้งเดียว
การละหมาดย่อถือว่าเป็นรางวัล ที่อัลลอฮ์มอบให้แก่ผู้เดินทาง การเดินทางไม่ต้องคำนึงถึงระยะทางมากนัก เพราะผู้ที่ไปทำฮัจย์ทั้งจากต่างประเทศและคนในมักกะห์เองนั้นเดินทางออกจากมักกะห์ไปทุ่งมีนาระยะทางไม่กี่ กิโลเมตร ก็ย่อละหมาดได้แล้ว
ผู้คนที่จะไปทำฮัจญ์ในสนามบินญิดดะห์เยอะมาก รอคิวการตรวจพาสปอร์ตยิงบาร์โค๊ดขาเข้าเมืองนานมาก ขนาดว่าเห็นช่องทำการมีมากหลายสิบช่อง เสร็จแล้วไปรอรับกระเป๋าเดินทาง (ไม่ต้องผ่านการเปิดกระเป๋าตรวจจากเจ้าหน้าที่) รับการตรวจครั้งสุดท้ายเสร็จก็ออกจากสนามบิน มารอรถบัสที่จะมารับไปมักกะห์ตั้งแต่ 4 ทุ่มกว่าจนถึงตี 4 กว่าๆ ทุกข์ทรมานมากกับการนั่งรอ รอ แล้วก็รอ ไม่มีใครแจ้งว่ารออะไร ได้แต่นั่งรอ ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว แต่ทุกคนก็ได้แต่รอไม่ได้พูด บ่นอะไร ได้ขึ้นรถบัสมีแอร์พร้อมกระเป๋าสัมภาระขึ้นหลังคารถบัส ก็ออกจากสนามบินญิดดะห์มุ่งหน้าสู่นครมักกะห์ ก่อนเข้าเมืองมักกะห์มีด่านตรวจการยืนยันว่าบริษัทที่เรามานั้นสังกัดอยู่ในมักตั๊บ(مكتب สำนักงาน) ที่เท่าไร ชื่อบริษัท จำนวนฮุจยาจ ขณะรอตรวจก็ได้รับอาหารว่างและน้ำซัมซัมแจก เดินทางต่อถึงนครมักกะห์เช้ามืดฟ้าแจ้งแล้วของ

อาหารว่างได้รับแจกกลางทาง

วันที่ 24 กย 2557 อาจารย์ชาฟิอีไม่รู้จักทางไป โรงแรมที่จะเข้าพัก โทรศัพท์ติดต่อกับคนพื้นที่ที่ทำการติดต่อโรงแรมไว้ รออยู่พักใหญ่คนนำทางจึงมาหาที่รถ นำรถไปโรงแรมที่พัก ถึงโรงแรมแล้วก็ได้รับการจัดการแบ่งคนเข้าห้องพัก ห้องละสาม สี่ ห้า คนแล้วแต่ขนาดห้อง โรงแรมชื่อ ซะฮ์เราะตุลกามาล มี 6 ชั้น ฮุุจญาจอาจารย์ชาฟิอีและแซะห์อุ๊ได้อยู่ชั้นล็อบบี้ 2 ห้อง และชั้นหนึ่งถึงชั้นสี่ เราได้อยู่ชั้น3 ห้อง 307 โรงแรมอยู่ในซอย แยกจากถนนใหญ่ที่ชื่อถนนอิจญาด (หัวถนนมุ่งหน้าสู่ประตู 1 ของมัสยิดหะรอม)

ชื่อโรงแรมซะห์เราะตุลกามาล

สะพานลอยและอุโมงค์หน้าโรงแรม

เมื่อเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้วก็อาบน้ำละหมาด ละหมาดใช้ซุบฮิ ต่างคนต่างละหมาด แล้วนอนพักผ่อนตามอัธยาศรัย เหนื่อยก็เหนื่อยเพราะเดินทางมาตั้งแต่เช้าวันที่ 23 กย 2557 เกิน 24 ชั่วโมงแล้ว ถึงเวลาละหมาดดุฮริ ก็ได้ละหมาดร่วมกันกับคนในห้อง ซึ่งมีกัน 4 คนคือ บังสถิตย์หนองจอก(มากับเมียคือครูตู้) อาลีลำสาลี(มากับเมียเห็นเรียกว่าจูแต่ไม่ได้ถามชื่อ) เฮม(หลานคอดิเยาะห์) เสร็จแล้วอาหารเที่ยงก็เสร็จ อาหารที่เรากินทำครัวโดยมาลี(เมียอาจารย์ชาฟิอี) และ เอ๋(เมียแซะห์อุ๊) ทำครัวอยู่หน้าห้องเรา 307 กับห้อง 306 (ซึ่งมี 5 คนคือ ลาลาสมาน ยาซีนแม่สอด อาโกจากพระประแดง โป้ง แชการีมสมอเซ เปร็ง คอดิเยาะห์ก็อยู่ชั้นเดียวกับเรา อยู่ห้อง 302 มี 4 คน คือเป้าเมียแดง นิฟะห์อ่อนนุช โต๊ะจากภูเก็ต


เอ๋ และ มาลี แม่ครัว

ห้องทำครัวหน้าห้อง306-307


อาหารเที่ยงมีแกงจืด ผัดผัก

อาหารเที่ยงกินหลังละหมาดดุฮรี กินกันเสร็จก็นอนต่ออีกเพราะเหนื่อยเมื่อยล้ากับเดินทางมาทั้งวันทั้งคืน ถึงเวลาอัศริ มักริบ อิชา ก็ได้ละหมาดร่วมกันกับคนในห้อง
เวลาอาหารค่ำ หลังละหมาดอิชาได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินแล้วก็เดินไปหาคอดิเยาะห์ที่ห้อง 302 คุยกันสักพักก็กลับห้อง มานอน
อาหารมื้อเช้าของแซะห์เราจะเป็นข้าวต้ม ในทุกวันที่กินข้าวต้ม เป็นข้าวต้มเครื่องบ้างข้าวต้มกุ้ยบ้าง รสชาติออกจะจืดเค็ม แต่มีน้ำส้มสายชูให้ ไม่มีพริกป่น ไม่มีน้ำปลาให้ อยากกินต้องเอาไปเอง แซะห์บางที่เขาจัดอาหารให้กินดีมาก ไม่ซ้ำซากอยู่แต่กับไก่ มีเนื้อ มีปลาให้กินสลับบ้าง บางทีมีก๋วยเตี๋ยว ควรสืบเสาะก่อนว่าแซะห์ที่เราไปด้วยนั้น มีปัญหาเรื่องอาหารการกินไหม ถ้าถามตัวแซะห์เขาก็ต้องตอบว่าเขามีให้กินครบทุกมื้อ มีทำอาหารหลายอย่าง ทางที่ดีก็ควรนำอาหารเสริมของเราไปด้วยบ้าง เช่น น้ำพริกต่างๆ พริกป่น น้ำปลา เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่แน่ๆ เวลาที่ต้องไปพักที่ทุ่งมีนา ทุ่งอารอฟาตนั้น มีปัญหาเรื่องอาหารแน่เพราะ ซ้ำซากกับไก่และหน่อไม้ เป็นวัตถุดิบที่เขาหาได้มาแค่นั้น ที่โรงแรมในมักกะห์มะดินะห์หรือทุ่งมีนาจะมีน้ำร้อนและมีชากาแฟบริการไว้บริการฮุจยาจ (حجاج ) ในแซะห์ของตน ในมักกะห์ มะดิยะห์ ทุ่งมีนาใช้ไฟฟ้า 220 โวล์ท ให้เตรียมสายต่อพวงไปกันใช้ชาร์ตแบตฯมือถือหรือกล้องถ่ายรูป ทำอุมเราะห์ วันที่ 25 กย 2557 (ตรงกับวันที่ 1 ซุลฮิจยะห์ 1435) ไปละหมาดในมัสยิดิลฮะรอม แต่ตอนเวลาดุฮรี่ไปหะรอมไม่ทัน อิกอมะห์ก่อนถึงหะรอม ยังอยู่บนถนนกลางทางจะละหมาดบนถนนก็ไม่ได้เพราะแดดร้อนมากมาก พื้นถนนก็ร้อนก็เลยต้องเดินกลับโรงแรม มาละหมาดที่โรงแรม อัสรี่ก็ละหมาดที่โรงแรม มักริบอิชาไปหะรอมตั้งแต่สี่โมงเย็น มักริบประมาณ หกโมงกว่านิดๆ อิชาประมาณ เกือบๆสองทุ่ม ประมาณ 4 ทุ่มอาจารย์ชาฟิอีและแซะห์อุ๊ มาลี และอาจารย์อีซา(สมบูรณ์) พู่เอี่ยมนำคณะฮุจญาจไปทำอุมเราะห์ ตอวาฟกุดุม(ตอวาฟแรก) (เริ่มตอวาฟที่มุมที่ 1 ของกะอะบะห์(มุมหินดำ) ยกมือขวาหรือสองก็ได้สูงขึ้นเหมือนกับว่าจะสัมผัสหินดำโดยกล่าว "บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัม" ตอวาฟทั้งหมด 7 รอบ ผ่านมุมที่ 4 (รุกนุลญะมานี)ก่อนถึงหินดำให้อ่าน رَبَّنا آتِنا في الدُّنيا حَسَنَةً، وفي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنا عَذَابَ النّارِ ทุกๆครั้งที่มาถึงมุมหินดำ ยกมือขวาหรือสองก็ได้สูงขึ้นเหมือนกับว่าจะสัมผัสหินดำ แล้วกล่าว "บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัม" สุนัตให้ทำการเราะมัล นั่นคือการเดินเร็วๆกึ่งเดินกึ่งวิ่ง (วิ่งเหยาะๆ) ด้วยความกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษใน 3 รอบแรกตั้งแต่หะญัรฺอัสวัดจนสิ้นสุดที่เดิมส่วนอีก 4 รอบที่เหลือให้เดินตามปกติ ซึ่งการอิฎฏิบาอฺ (สไบเฉียง) และเราะมัล (วิ่งเหยาะๆ) นั้นสุนัตให้กระทำเฉพาะบุรุษเท่านั้น และในการฏอวาฟกุดูมสำหรับอุมเราะเท่านั้น หลังจากตอวาฟเสร็จแวะดื่มน้ำซัมซัม ซึ่งเป็นสุนัต ดื่มเสร็จก็ขอดุอาอ์ اللهم إني أسألك علما نافعا ورزقا واسعا وشفاء من كل داء แล้วคลุมผ้าอี้หะรอมใหม่โดยปิดไหล่ทั้งสองข้างและไปละหมาดสุนัต 2 เราะกะอัต หลังมะก่อมอิบรอฮีมบนลานตอวาฟ แต่ปัจจุบันมีฮุจยาจมากทำการตอวาฟกันเนืองแน่นบนลานตอวาฟ จึงไม่สามารถ ยืนละหมาดหลังมะก่อมอิบรอฮีมบนลานตอวาฟได้ จึงต้องร่นขึ้นไปบนมัสยิดฮะรอม เสร็จแล้วก็ไปยังลานสะอา เริ่มเดินสะอาจากเนินเขาเศาะฟา หันหน้าไปทางกิบลัตยกมือสองข้างขึ้นเหมือนตักบีร แล้วกล่าว "บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัม" เริ่มเดินไปสู่เนินเขา มัรวะห์ ระหว่างทางจะมีสัญญาณไฟเขียว ให้พวกผู้ชายวิ่งเหยาะๆ พอถึงเนินเขามัรวะห์ ยกมือสองข้างขึ้นเหมือนตักบีร ให้กล่าว "บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัม" แล้วเดินกลับไปที่เนิน เศาะฟา ทำซ้ำกันเจ็ดเที่ยว ครบเจ็ดเที่ยวที่เนินมัรวะห์ แล้วทำการตะหัลลุล(ขริบผมอย่างน้อยสามเส้น ยังไม่โกนหัว) เป็นอันเสร็จพิธิทำอุมเราะห์ ประมาณตีสอง เดินกลับโรงแรมนอนพักผ่อน
เมื่อมีการอิกอมะฮฺขณะที่เขากำลังฏอวาฟ หรือเดินสะอา ก็ให้เข้าร่วมละหมาดพร้อมญะมาอะฮฺ เมื่อละหมาดเสร็จก็ให้ทำการฏอวาฟหรือสะอาต่อจากจุดที่หยุดให้ครบรอบ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มรอบใหม่


ขณะเดินสะอา

นั่งด้านข้างซ้ายจำไม่ได้ แม่อ้วน ครูตู้ บุชรอ กำมะเรี๊ยะ คอดยาะห์

คอดิเยาะห์ คอดิเยาะห์ ไลลา(น้องมาลี) กำมะเรี๊ยะ ฮะลีมะห์(Halima weetie) อนัส(สามี) บังสถิตย์ อาจารย์ อ้วน พ่ออ้วน ยู แม่อ้วน ครูตู้ บุชรอ

จากซ้าย ครูตู้ อ้วน (ไม่รู้ชื่อ) อาจารย์ชาฟิอี ดาวุด บังสถิตย์ พ่ออ้วน ยู(ซุลกิฟลิ) แม่อ้วน แชวุด

วันที่ 26 กย 2557 (ตรงกับวันที่ 2 ซุลฮิจยะห์) ถึงวันที่ 1 ตค 2557 (ตรงกับวันที่ 7 ซุลฮิจยะห์) อยู่ในมักกะห์ ไปละหมาดที่มัสยิดิลฮะรอม ได้ละหมาดฟัรดูครบทุกวักตู ได้ละหมาดตะฮียะตุลมัสยิดทุกเวลา ได้ละหมาดสุนัตครบ คือก่อนซุบฮิ 2 เราะกะอัต ก่อนดุฮรี่2 เราะกะอัตและหลัง 2 เราะกะอัต อัสรี่ไม่มีก่อนและหลัง หลังมักริบ 2 เราะกะอัต หลังอิชา 2 เราะกะอัตเรียกว่าละหมาดสุนัตเราะวาติบมุอักกัต(ละหมาดสุนัตเราะวาติบไม่มุอักกัต คือทำอีก 2 เราะกะอัตก่อนดุฮรี่ และทำอีก 2 เราะกะอัตหลังดุฮรี่ รวมแล้วก่อนเป็น 4 เราะกะอัต และรวมแล้วหลังเป็น 4 เราะกะอัต) ส่วนการอ่านอิสติกฟารและวิรีดและตัสบีหะอ่านทุกวักตูหลังละหมาด
ระหว่างที่ยังอยู่ในมักกะห์ ให้หาซื้อเสื่อเตรียมไว้ไปใช้ปูนอนที่มีนา – อารอฟาต – ปูละหมาดและนอนพักที่มุซดาลิฟะห์ ราคาผืนละประมาณ 10 ริยาล หรือใครจะเอาเสื่อดีดีไปจากบ้านก็เอาไป และหาซื้อมีดโกนยิลเลตต์แบบโบราณที่มีความคมสองด้านและใบมีดไปด้วยเมื่อเสร็จจากการขว้างเสาหินญัมรอตุลอะกอบะฮฺ (ต้นใหญ่)จะได้ช่วยกันโกนหัว ตะฮัลลุล

คอดิเยาะห์ทำอุมเราะห์เสร็จออกมาถ่ายรูป

โต๊ะจากภูเก็ต คอดิเยาะห์ นิฟะห์

ในกระโจมที่พักหลังคาทำจากไวนีลกันไฟ กลางยอดสูงเพื่อระบายความร้อน โครงเหล็ก มีไฟฟ้าให้ชาร์ตแบตได้ ไฟฟ้า 220โวล์ท เหมือนกันทั้งในมักกะห์และมะดินะห์ มีแอร์ในกระโจมให้กระโจมละ 4 ห้อง ทุกห้องมีแอร์ให้แต่ก็ไม่เย็น เพียงแต่พอคลายร้อนไปบ้าง เพราะประตูกระโจมปิดไม่ได้ อาหารที่แจกที่ทุ่งมีนานี้ทำแจกโดยอะมีรุลฮัจย์ของซาอุดิอาราเบีย เหตุที่ทางการเขาไม่อนุญาตให้ทำครัวตามแซะห์กันเอง เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กระโจมทำให้คนตายไปมาก อาหารดูแปลกๆ รสชาติแปลกๆ แรกๆพอกินได้ แจกพร้อมน้ำขวดเล็ก ผลไม้แอปเปิ้ลบ้าง ส้มบ้าง กล้วยบ้าง และบางทีก็มีน้ำผลไม้กล่อง บางทีก็มีหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตภัณฑ์จากอินโดนิเชีย แล้วแต่ดวงว่าวันนี้จะได้อะไร บางวันไม่ได้ทั้งผลไม้และน้ำผลไม้ มีแต่กล่องข้าวกับน้ำขวด ฮัจย์ ดึกของคืนวันที่ 1 เช้ามืดของวันที่ 2 ตค 2557 (ตรงกับวันที่ 8 ซุลฮิจยะห์) สายๆ อาบน้ำยะนาบะห์ ครองอี้หะรอมฮัจย์ที่โรงแรม เหนียตครองอี้หะรอมฮัจย์ว่า لَبَّيْكَ حَجًّا ลับบัยกะ ฮัจจั้น ตอนดึกได้เคลื่อนย้ายจากมักกะห์ไปสู่ทุ่งมีนา ขณะที่อยู่บนรถพบเจอเหตุการณ์ว่า มีหญิงนางหนึ่งได้ที่นั่งแล้ววางกระเป๋าจองไว้ พอเราจะขอนั่งนางอ้างว่าจองไว้ให้พี่สาว หล่อนก็มองสอดส่ายสายตาหาดูพบพี่สาวแล้วทำการกวักมือเรียก แต่พี่ได้ที่นั่งข้างหลังแล้ว หล่อนก็หันกลับมานั่งลอยหน้าเฉย ไม่หยิบกระเป๋าออกจากที่นั่งที่จองไว้ รถวิ่งไปนิดๆหน่อยๆก็ติด เพราะทุกคนที่จะทำฮัจย์ต้องเคลื่อนย้ายไปสู่ทุ่งมีนา แล้วยังไม่ถึงจุดหมาย ก็เมื่อย จึงเอ่ยปากว่ากับหล่อนว่าขอนั่งหน่อยพร้อมกับหยิบกระเป๋าขึ้นส่งคืน ดูหล่อนไม่ยินดีนัก การจองที่แล้วไม่มีใครมานั่งน่าจะมีน้ำใจเปิดโอกาสให้คนอื่นได้นั่งบ้างก็จะดี แต่การกระทำของหล่อนนั้นเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ไม่สมกับการมาทำฮัจย์เลย มารู้ทีหลังว่าเป็นเมียน้อยผู้ช่วยแซะห์ เพราะเห็นมาช่วยดูการติดสติกเกอร์ตรวจคนออกเมืองที่สนามบินมะดินะห์

กลางดึกคืนวันที่ 2 ตค 57 หลังเที่ยงคืนไปแล้ว รถมารับไปมีนา อยู่มักตับ 95

หน้าที่ตั้งกระโจมบอกเลขมีกตับ

กลางวันวันที่ 2 ตค57ตรงกับ8 ซุลฮิจยะห์

กระโจมอาจารย์ชาฟิอี

เมื่อถึงทุ่งมีนาแซะห์ก็ได้พาไปยังกระโจมที่จะใช้พักแรมที่มีนา ผู้หญิงได้ ¾ กระโจม(กระโจมหนึ่งมี4ห้อง) ซึ่งปริมาณผู้หญิงมากทำให้ที่นอนเบียดกันชิดมาก ยิ่งกว่าปลาทูในเข่งอีก ต้องนอนกันตัวลีบเลยละ เราและพรรคพวกผู้ชายได้ 2 ห้อง 2 ชุด แยกกัน ห้องนึงของเรามี 22 คน หนาแน่นน้อยกว่าผู้หญิงนิดนึง อีกห้องผู้ชายอยู่ไม่กี่คนหลวมๆ ห้องๆหนึ่งควรอยู่พักกันเพียง 8 คนจะพอดี แต่ของพวกผูหญิง 3 ห้อง ห้าสิบกว่าคน เฉลี่ย 16 คนต่อห้อง แน่นมาก มาก สายๆของ

ห้องพักผู้หญิง อยู่กันแออัดหนาแน่นมาก มีกัน 50 กว่าคนได้ 3 ห้อง ได้ชื่อว่าห้องปลาทู

ท่อแอร์ในกระโจมของแต่ละห้อง

ต้นทางท่อแอร์ และรูปขวามือ คือคอมพ์แอร์


วันที่ 2 ตค 2557 ( 8 ซุลฮิจยะห์) ออกเดินสำรวจทุ่งมีนา คอดิเยาะห์เจอร้านขายแกงแพะกับคุบุสแผ่นเล็กๆสองแผ่น เลยซื้อมากินสองชุด ราคาชุดละ 10 ริยาล เสร็จแล้วก็ออกเดินสำรวจไปทั่วๆ ถ่ายรูปทุ่งมีนาบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ สายหน่อยกลับมานอนพักผ่อน ดุฮริก็ละหมาดย่อ มีอาหารกลางเราวันมาส่งที่กระโจม ข้าวหนึ่งกล่อง แอปเปิ้ลยลูก น้ำดื่มหนึ่งขวด ถึงเวลาอัศริก็ละหมาดย่อ(เวลาใครเวลามัน) ห้องอาบน้ำและส้วมที่ทุ่งมีนานี้เป็นอาคารชั้นเดียว มี 2 ครึ่ง หัวท้าย หัวอาคารเป็นของผู้ชาย มีที่อาบน้ำละหมาดอยู่หัวอาคาร อีกครึ่งเป็นของผู้หญิง มีที่อาบน้ำละหมาดอยู่ที่ท้ายอาคาร ฝั่งนึงจะมีห้องน้ำประมาณ 15 ห้องแบบนั่งยองๆ เป็นแบบชักโครก 2 ห้อง พื้นห้องน้ำและโถนั่งยองจะลาดต่ำลงรูคอห่าน ทั้งน้ำอาบและปัสสาวะและอุจจาระจะลงไปในรูคอห่านทั้งหมด ที่ทุ่งมีนา น้ำค่อนข้างร้อน คนมาใช้บริการมาก ต้องเผื่อเวลาไว้มากมาก ยิ่งเวลาใกล้ละหมาดผู้คนจะมารอคิวกันมากมาย


อาคารห้องอาบน้ำห้องส้วม มี 2 ด้านหน้า-หลัง ซีกหนึ่งของชาย อีกซีกเป็นหญิง มีที่อาบลน้ำละหมาดอยู่ที่หัว ท้าย

ห้องอาบน้ำส้วมที่ทุ่งมีนา ส่วนใหญ่เป็นนั่งยอง มีแบบชักโครกให้ 2 ห้องต่อแถว

ฝักบัวอาบน้ำเป็นท่อเหล็ก

นที่ทุ่งมีนากว้างขวาง ทะลุกันทุกสาย

ถนนกว้างขวาง ขณะนี้ยังเช้าไม่มีใครมาเดิน

คอมเพลสเชอร์แอร์ที่กระโจมทุ่งมีนา

สภาพกระโจมที่พักปลูกบนเขาที่ทางการเขาปาดยอดเขาออกให้ราบ



หน่วยดับเพลิงเคลื่อนที่เร็ว

ที่ทุ่งมีนามีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เปิดทำการรักษาฮุจยาจโดยทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณะสุขของประเทศซาอุดิอารอเบีย ให้บริการรักษาฮุจยาจโดยทั่วไป มีหมอชาวซาอุดิ อาราเบีย ประจำการอยู่ 24 ชม มารู้ทีหลังว่าที่มีนาก็มีหน่วยแพทย์ไทยมาทำการรักษาด้วย แต่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแซะห์หรือคนอื่นๆ ใดๆเลย

Mina health center


ในกระโจมที่พักหลังคาทำจากไวนีลกันไฟ กลางยอดสูงเพื่อระบายความร้อน โครงเหล็ก มีไฟฟ้าให้ชาร์ตแบตได้ ไฟฟ้า 220โวล์ท เหมือนกันทั้งในมักกะห์และมะดินะห์ มีแอร์ในกระโจมให้กระโจมละ 4 ห้อง ทุกห้องมีแอร์ให้แต่ก็ไม่เย็น เพียงแต่พอคลายร้อนไปบ้าง เพราะประตูกระโจมปิดไม่ได้ อาหารที่แจกที่ทุ่งมีนานี้ทำแจกโดยอะมีรุลฮัจย์ของซาอุดิอาราเบีย เหตุที่ทางการเขาไม่อนุญาตให้ทำครัวตามแซะห์กันเอง เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กระโจมทำให้คนตายไปมาก อาหารดูแปลกๆ รสชาติแปลกๆ แรกๆพอกินได้ แจกพร้อมน้ำขวดเล็ก ผลไม้แอปเปิ้ลบ้าง ส้มบ้าง กล้วยบ้าง และบางทีก็มีน้ำผลไม้กล่อง บางทีก็มีหมี่กึ่งสำเร็จรูปผลิตภัณฑ์จากอินโดนิเชีย แล้วแต่ดวงว่าวันนี้จะได้อะไร บางวันไม่ได้ทั้งผลไม้และน้ำผลไม้ มีแต่กล่องข้าวกับน้ำขวด

อาหารกล่องที่แจกที่ทุ่งมีนา

ดาวุดและอนัส

ยาซีน แชวุด พ่ออ้วน (ไม่รู้ชื่อ) อ้วน

เฮม แชวุด แชการีม ยาซีน พ่ออ้วน (ไม่รู้) อ้วน อาจารย์อีซา อีก2คนไม่รู้ชื่อ และแชหวัง

เฮม ยาซีน

แชหวัง (ไม่รู้จัก2คน) แชการีม ยู ดาวุด อาจารย์อีซาแชพนัสฯ อาลีลูกเขยโต๊ะภูเก็ต อนัส ลาลาสมาน ตอฮา คนอยุธยา อาลีลำสาลี เฮม ยาซีน

เช้าวันที่ 3 ตค 2557 ตรงกับวันที่ 9 ซุลฮิจยะห์ 1435 เป็นวันวุกุฟ ตรงกับวันศุกร์เป็นปีฮัจยีอักบัร ขึ้นรถบัสจากทุ่งมีนามุ่งหน้าสู่ทุ่งอาราฟาต กระโจมเป็นผ้าหลังไม่ใหญ่นัก พักกันสองแซะห์เลย (ซาลีมะห์กับสุไลมาน) ได้รับอาหารสายแจกกินกันแล้วก็ออกเดินสำรวจไปตามกระโจมต่างๆ มีอาลี และตอฮาเดินไปด้วยกัน กระโจมอื่นเขามีบริการน้ำซัมซัมเย็นๆใส่ถังเย็นมาไว้บริการด้านนอกกระโจมเป็นระยะๆ แต่ของแซะห์เราไม่มีบริการน้ำเย็น มีแต่น้ำดื่มเป็นขวด750 ซีซี แจก สามมื้อสามขวด ซึ่งไม่พอกินดับกระหาย อากาศที่ทุ่งอารอฟาตนี้ร้อนระอุมาก ทำให้กระหายน้ำมาก ต้องเดินไปกรอกใส่ขวดจากกระโจมอื่นๆ มาไว้ดับกระหาย เดินสำรวจไปเรื่อยๆไปเจอห้องน้ำติดแอร์เย็นฉ่ำมีหลายห้อง ชั้นบนของผู้ชาย ชั้นล่างของผู้หญิง ในทุ่งอารอฟาต เดินๆดูเห็นผู้คนมาจากหลายชาติหลายภาษา มีคุตบะห์จากอิหม่ามมัสยิดที่ทุ่งอารอฟาตก่อน เข้าเวลาดุฮริของวันวุกุฟ ทำการละหมาดร่วมกัน ละหมาดย่อ(กอศอร)ดุฮรี่กับอัสรี่มาละหมาดในช่วงแรก(ญามะอ์ตักดีม) อาจารย์ชาฟิอีนำอ่านดุอาอ์ซึ่งใช้หนังสือคนละเล่มกับที่แจกมา คำอ่านบางประโยคหายไปมาก หลังจากนั้นทำการวุกุฟ สงบนิ่งไม่เดินไปเดินมา นั่งอ่านซิกุรุลเลาะฮ์ บ่ายอากาศร้อนระอุมมากทำให้กระหายน้ำมาก บ่ายๆน้ำซัมซัมที่มีใส่ถังไว้บริการที่กระโจมอื่นหมดลง เราก็ไปเอาแล้วไม่ได้ ต้องรอน้ำที่แจก จนกว่าจะมาแจกอีก ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะแจก กระหายน้ำมาก ผู้ที่จะไปทำฮัจย์โปรดได้เตรียมขวดน้ำไว้มากๆ เพราะที่อารอฟาต มุซดาลิฟะห์หาน้ำดื่มลำบากมากมาก อากาศก็ร้อนระอุมากๆ คอแห้งกระหายน้ำบ่อยมาก น้ำใช้ในห้องน้ำก็มีน้อยมาก หมดเกือบทุกห้อง ต้องใช้กรอกใส่ขวดจากก็อกน้ำละหมาดเข้าไป แต่ไม่มีราดโถส้วมทำให้เหม็น ไม่น่าเข้าไปใช้ ได้เวลามักริบวันวุกุฟ ผู้คนที่มาทำฮัจย์กันเอง(เป็นพวกอาหรับชาติต่างๆที่ขับรถมากันเอง) เริ่มออกเดินทางจากทุ่งอารอฟาตนี้ไปสู่ทุ่งมุซดาลิฟะห์ ส่วนฮุจยาจเรายังคงรอเวลารถบัสมารับ จนถึงเวลา สี่ทุ่มกว่า รถมารับไปทุ่งมุซดาลิฟะห์ นั่งรถมาเดี๋ยวเดียวก็ถึง ปูเสื่อกันร่วมกันละหมาดย่อ(กอศอร)และรวมหลัง(ญามะอ์ตะอ์เคร) เสร็จแล้วคุ้ยหาเก็บก้อนหินเล็กๆ สำหรับขว้างเสาหินเสาต้นใหญ่คือเสาที่ 3 เรียกว่า " ญัมรอตุลอะกอบะฮฺ" 7 ก้อนในวันที่กลับสู่มีนาซึ่งเป็นวันอีดิลอัดฮา และวันตัชรีกอีกสามต้นสามวัน รวม 70 ก้อน เสร็จจากการหาลูกหินแล้วก็มานั่งพักที่ที่ผู้ปูละหมาดเราที่ปูไว้ตั้งแต่มาถึง มีคนลืมไฟฉายไว้ที่ผ้าปูละหมาด ก็เก็บไว้ให้เผื่อว่าเจ้าของจะกลับมาเอา จนกลับบ้านพระราม9 แล้วยังไม่มีใครมาเอาคืนเลย ขณะที่พักอยู่ที่มุซดาลิฟะห์ มองเห็นยอดหอนาฬิกาที่มักกะห์ ที่นี่เป็นเนินเล็กๆ ล้อมรอบไปด้วยถนนที่รถบัสวิ่งกันขวักไขว่ เหม็นกลิ่นไอเสียและกลิ่นผ้าเบรคไหม้ คละคลุ้งไปทั่วบริเวณทุ่งมุซดาลิฟะห์ ทำให้ป่วยปวดหัวเป็นไข้ ไอ จากมลพิษในอากาศ นั่งง่วงๆอยู่ สักครู่ใหญ่ ซอและห์(ลูกครึ่งญี่ปุ่น)ได้ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเรานั่งง่วงอยู่ จึงขยับตัวลงไปปลายเท้านิดนึง แล้วชวนเราให้นอนที่ที่แบ่งให้ รู้สึกขอบคุณในน้ำใจมากมาก ที่มีน้ำใจแบ่งที่อันน้อยนิดให้ได้เอนกาย(ไม่ได้หลับ)สัก 2 ชม. โดนเรียกให้ตื่นย้ายไปรอรถบัสมารับกลับทุ่งมีนา รออยู่ 2 – 3 ชั่วโมง กว่ารถบัสจะมา ขึ้นรถได้มุ่งสู่ทุ่งมีนาเวลาประมาณตี 5 ได้เวลาละหมาดซุบฮิ ละหมาดแล้วก็เอนกายพักผ่อนสายหน่อยมีข้าวกล่องมาแจก กินกันเสร็จค่อยออกไปขว้างเสาหิน การขว้างเสาหิน ต้องถือเม็ดหินด้วยมือขวาและต้องกล่าว"บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร" ทุกเม็ด
การรับเป็นผู้ขว้างเสาหินแทนกันนั้น ต้องขว้างของตนแต่ละต้นให้เสร็จก่อน แล้วค่อยขว้างแทน


สายๆหน่อยวันวุกุฟ 3ตค57(9ซุลฮิจยะห์1435)

คอดิเยาะห์ ไลลา มาลี ฟาริดา(หลาน)

แชการีมซ้ายสุด อ้วน ยาซีน(แม่สอด) เรา (เห็นไกลๆ)ซอและห์



ป้ายใหญ่บอกอาณาเขตทุ่งอารอฟาต อรับเขียนว่า นะฮายะห์ รอฟาต Arafat ends here

ชายคนที่นั่งหันหลังนี้สวมหมวกที่เป็นร่มผิดกฏการทำฮัจย์ ข้อที่ว่า ห้ามปิดหรือคลุมหัว

พวกที่มากันเองจะกางเต้นท์กันตามร่มเงารั้ว

เต้นท์นี้มากันทั้งครอบครัว ไม่มีร่มเงาให้อาศัย คงจะร้อนน่าดู

บางคนไม่มีเต็นท์ ก็จะหาอาศัยร่มเงาต้นไม้ ซึ่งรัฐบาล ปลูกมาหลายปีแล้ว

ฮุจยาจชาวปาเลสไตน์มากันทั้งครอบครัว มาอาศัยในกระโจมเรา

วันวุกุฟทีทุ่งอารอฟาตอันร้อนระอุ คอดิเยาะห์กับบุชรอกินมะนาวจิ้มเกลือกัน

นี่คือมะนาวเปรี้ยวๆ จิ้มเกลือ ทำให้รู้สึกสดชื่น หายจากการะหายน้ำ

นี่คือห้องน้ำติดแอร์เย็นฉ่ำ มี 2 ชั้นๆ บนของผู้ชาย ชั้นล่างของผู้หญิง

ยามค่ำมักริบ ณ ทุ่งอารอฟาต

ดวงตะวันลับลงขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังมีแสงสว่าง


เมื่อตอนเวลาอัสรี่ มีคนข้างๆกระโจมเราละหมาดอัสรี่กันด้วย ซึ่งตามซุนนะตุ้นนบี ไม่ได้ทำ เพราะยกเอาขึ้นไปทำการละหมาดย่อและรวมเอาอัสรี่ขึ้นมาละหมาดตอนเวลาดุฮรี่ไปแล้ว และมีอีดเหตุการณ์หนึ่งคือเมื่อเข้าเวลามักริบแล้ว มีคนบางกลุ่มละหมาดมักริบที่อารอฟาตนี้ด้วย ซึ่งผิดจากซุนนะตุ้นนบีทำคือ ท่านจะไปละหมาดย่อและรวมทำในเวลาอิชา ตะวันตกดินลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่กลับมาสว่างอีกถ่ายรูปไม่ต้องใช้แฟลช ได้รับข้าวกล่องอีกมื้อนึง พร้อมน้ำดื่ม รอรถบัสมารับไปมุซดาลิฟะห์ ค่ำแล้วอากาศยังร้อนระอุอยู่ กระหายน้ำมาก น้ำที่ได้มาก็หมดและน้ำที่เคยไปกรอกมาสำรองก็หมด วันนี้ดื่มน้ำรวม 5 ขวดเล็ก(ประมาณ 3 ลิตรได้) เกือบสี่ทุ่มรถบัสมารับ ไปมุซดาลิฟะห์ นั่งรถเดี๋ยวเดียวก็ถึง ที่มุซดาลิฟะห์นี้เป็นที่โล่งๆ มีเนินไม่สูงนัก มีโขดหินบ้าง มีถนนทั้ง 2 ฝั่ง พื้นที่เป็นดินทราย ฮุจยาจมารวมกันอยู่ที่นี่หนาแน่นมาก มาถึงก็ปูเสื่อกันทำการละหมาดมักริบและอิชาย่อ รวมมาละหมาดช่วงหลัง คือ ในเวลาอิชา พอละหมาดเสร็จก็คุ้ยดินหาเก็บลูกหิน เก็บไป 80 เม็ดเลยเผื่อไว้ ร้อนระอุมาก กระหายน้ำคอแห้งผาก เที่ยวขอน้ำคนอื่นกิน พอได้ลูกหินแล้วก็นั่งคุยกันเดี๋ยวเดียวเหนื่อยเพลียกัน ก็หาที่เอนหลัง แต่เราลงเอนนอนช้าไปและบวกกับไม่มีเสื่อเป็นของตนเองด้วยทำให้ไม่มีที่นอน นั่งทรมานหลังแข็งอยู่นาน มีคนนึงลุกึ้นมานั่งงัวเงีย แล้วขยับลงไปทางปลายเท้าหน่อยนึง แล้วก็ชวนให้เรานอน รู้สึกดีมากที่เขามีน้ำใจ ก็ขอบคุณแล้วก็ล้มตัวตะแคงลงนอน รู้สึกทรมานมากที่ทั้งเหม็นควันรถ เหม็นผ้าเบรคไหม้เพราะตรงที่เรานอนกันอยู่นั้นเป็นเนินลงรถจึงต้องเบรคยาว นอนเคลิ้มๆได้สักชั่วโฒงกว่าๆ ประมาณตี 1 เอ๋เมียแซะห์อุ๊เรียกทุกคนให้ตื่นย้ายที่ไปใหม่ นึกว่าจะไปหาที่ที่ดีดีนอนต่อ แต่กลับไปนั่งรอรถบัสอยู่นานมากๆ เหม็นควันรถมากเลยปวดหัวไปหมด บางคนไอมาก บ่นว่าเจ็บคอ รถมาเกือบตี 5 แล้ว วิ่งแป็บเดียวก็ถึงมีนา มารู้จักชายคนนั้นทีหลังว่า ชื่อซอและห์ ลูกครึ่งญี่ปุ่น ขอขอบคุณในน้ำใจอันประเสริฐ

ละหมาดมักริบ อิชาย่อ ในเวลาของอิชา

หาเก็บลูกหินกันครบ 70ก้อนแล้ว ก็นั่งคุยกันพักนึง ก่อนจะหาที่มุดหัวนอน

ที่มุซดาลิฟะห์เห็นยอดหอนาฬิกาในมักกะห์

สภาพพื้นที่แน่นมากไม่มีที่นอน

ละหมาดกันเสร็จก็นั่งคุยกันเดี๋ยวเดียว ก็หาที่นอนไม่ได้นั่งง่วงเพลียอยู่นาน จนซอและห์ตื่น
มาเห็นเรานั่งง่วง จึงขยับตัวลงไปปลายเท้านิดนึง เราก็พอเอนกายลงได้บ้าง ขอบคุณมาก

ให้เราพอมีที่ว่างนิดนึงล้มตัวลงตะแคงนอนได้บ้าง พอให้หายจากเมื่อยเนื้อตัว

เช้าวันที่ 4 ตค 2557(ตรงกับวันที่ 10 ซุลฮิจยะห์ 1435 เป็นวันอีด) หลังออกจากทุ่งมุซดาลิฟะห์กลับเข้าทุ่งมีนา ถึงประมาณ ตี 5 ซึ่งเข้าเวลาละหมาดซุบฮิแล้ว ก็ละหมาดซุบฮิร่วมกัน เอนหลังพักผ่อน 7 โมงอาหารเช้ามาส่ง กินอาหารเช้ากันเสร็จก็เตรียมออกไปขว้างเสาหินต้นใหญ่กันคือญัมรอตุ้ลอะกอบะห์(เสาต้นใหญ่) เสร็จพิธีขว้างเสาหินต้นใหญ่ ใครจะทำการตะหัลลุล(ขลิบผมอย่างน้อย 3 เส้น เพื่อป้องกันการทำผิดพลาดกฏการทำฮัจย์และกฏการครองอี้หะรอม) ฮุจยาจบางส่วนจะเดินทางกลับไปยังนครมักกะห์ ซึ่งอยู่ห่างจากทุ่งมีนาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อทำพิธีตอว๊าฟฮัจย์และเดินสะอาฮัจย์ จนเสร็จสมบูรณ์ของการประกอบพิธีฮัจย์ ระหว่างทางจะไปขว้างเสาหิน ต้องเดินทะลุอุโมงค์สองอุโมงค์ 2 อุโมงค์ ภายในอุโมงค์มีพัดลมเจ็ตปั้มอากาศให้ไหลออกจากอุโมงค์ เพื่อให้มีออกซิเจนถ่ายเทเพียงพอกับผู้คนที่เดินผ่านเข้าไป ความแรงลมทำให้ธงปลิวนอนขนานพื้น โซนที่อยู่จะเดินไปชั้น 3 ของอาคารขว้างเสาหิน ทางการเขาทำทางบังคับไว้ว่า คนจากโซนไหนจะต้องเข้าอาคารชั้นไหน ปัจจุบันเสาหินที่ปรากฏอยู่ในอาคารเสาหินนั้น ทางการซาอุดิอาราเบียเขาทำเป็นกำแพงไม่หนานัก และกว้างมาก และสูง 5 ชั้น มีทางบังคับเดินจากโซนต่างๆ ที่ทุ่งมีนา ไปตามชั้นต่างๆที่อาคารเสาหิน เราอยู่ทุ่งมีนาโซน 6 ไกลจากอาคารเสาหิน 2 กิโลเมตร การขว้างเสาหินเริ่มจากเสาต้นแรก คือต้นเล็กคือ ญัมรอตุ้ลอูลา และต้นกลางคือ ญัมรอตุลวุสตอ ต้นที่สามคือญัมรอตุลอะกอบะฮฺ (ต้นใหญ่) การขว้างเสาหินในวันอีด วันที่กลับออกจากมุซดาลิฟะห์ตั้งแต่หลังเที่ยงคืน ก็อนุญาตให้ไปขว้างเสาหินต้นใหญ่ได้เลยจนถึงมักริบของวันอีด
คนที่ไปขว้างเสาหิน หลามไหลกันทุกชั้นทางเดิน พื้นที่อาคารที่ใช้ขว้างเสาหิน มี 5 ชั้นรวมดาดฟ้าด้วย รองรับคนจำนวนสามล้านคนในเวลา ดุฮริถึงมักริบ ประมาณ 5 ชม. ระหว่างทางในอุโมงค์มีทางเลื่อนให้ผ่อนแรงบ้าง คอดิเยาะห์เดินไปเสาหินไม่ไหวเพลียจัดจากเมื่อคืน มอบหมายให้ไปขว้างเสาหินแทน

จากกระโจมเดินผ่านอุโมงค์2ที่ ระยะทาง 2กม.

ป้ายบอกว่าไปขว้างเสาหินชั้น3


ผู้คนหนาแน่นเต็มท้องถนน


ปากอุโมงค์

พัดลมเจ๊ตพลังสูงพ่นอากาศออกจากอุโมงค์


ทางเลื่อนช่วยผ่อนแรง


ทางเดินไปขว้างเสาหินมีหลังคากันแดดให้


คอดิเยาะห์กับบุชรอ


ส่วนกลางๆภาพจะเห็นอาคารเสาหินตำแหน่งเสาหินจะอยู่ใต้หลังคากระโจม ซ้ายมือคือหลังคากระ
โจมเสาต้นแรก เสาต้นที่ 1 ญัมรอตุ้ลอูลา , หลังคากระโจมกลาง เสาต้นที่ 2 ญัมรอตุ้ลวุสตอ
(หลังกระโจมเล็กๆที่3จากซ้ายนั้นไม่ใช่) หลังคากระโจมเสาต้นที่ 3 อยู่ขวามือสุดคือ
ญัมรอตุ้ลอะกอบะห์(เสาต้นใหญ่)เสาหินญัมรอตุ้ลอะกอบะห์อยู่ท้ายสุด


ทางเดินบังคับของแต่ละโซนกับชั้นที่จะเข้าไปขว้างเสาหิน

เดินมา 2 กม ยังไม่พ้นแดนทุ่งมีนาเลย


อาคารเสาหิน มี 5 ชั้น รวมดาดฟ้า

ขว้างเสาหินต้นใหญ่เสร็จก็กลับกระโจมที่พักเป็นเวลาสายแล้ว ทำการตะหัลลุล (ชาย ด้วยการโกนผม หญิงขลิบผมอย่างน้อยสามเส้น) เป็นอันสิ้นสุดการครองอี้หะรอม กลับมาแต่งตัวกันตามใจชอบ ใครจะเดินเข้ามักกะห์เพื่อตอวาฟสะอาฮัจย์เลยก็ย่อมทำได้ หรือใครจะมาตอวาฟสะอาหลังจากกลับไปมักกะห์แล้วก็ได้ ใครที่ไปเป็นคู่ผัวเมีย เปลื้องอี้หะรอม(หมดภาวะกฏการครองอี้หะรอม) แล้วก็จริงแต่ยังไม่ได้ตอวาฟสะอาฮัจย์ถือว่ายังอยู่ในกฏการทำฮัจย์ ยังถูกห้ามในการมีเพศสัมพันธ์อยู่

(วันอีดิลอัดฮาที่ทุ่งมีนา ไม่ต้องละหมาดอีด)
มีบางกลุ่มบางพวกขว้างเสาหินเสร็จก็ขลิบผมทำตะหัลลุลกันที่อาคารเสาหินก่อนเลย แล้วก็จะเดินเลยเข้ามักกะห์ทำการตอวาฟ สะอา ฮัจย์ เป็นอันเสร็จพิธีทำฮัจย์อย่างสมบูรณ์ กลับถึงกระโจมก็โกนหัวเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลย
ที่ทุ่งมีนามีการรับจ้างโกนหัวผู้ชายหัวละ 10 ริยาล
พวกผู้ชายควรเตรียมหาซื้อมีดโกนไปก่อนถึงวันที่ 8 ซุลฮิจยะห์ (หาซื้อได้ตามร้านทั่วๆไปในมักกะห์) ราคาพร้อมใบมีดประมาณ 10 ริยาล เพื่อจะได้ใช้กันหลายๆคน ช่วยกันโกนหัว กลางคืนวันอีดก็นอนแออัดยัดเยียดกันต่อ

คนที่2จากซ้ายคือ ซอและห์กำลังกร้อนผมให้ยาซีน ส่วนเราให้อาลีโกนให้

รับจ้างโกนผมหัวละ 10 ริยาล

วันที่ 5 ตค 2557(ตรงกับวันที่ 11 ซุลฮิจยะห์) กินข้าว ละหมาดย่อดุฮรี่เอนกายพักผ่อน พออัสรี่ละหมาดเสร็จก็เตรียมออกเดินไปขว้างเสาหินทั้งสามต้น ผู้คนวันนี้ไม่มากเท่าไร คอดิเยาะห์ก็ไปด้วย









ตู้น้ำซัมซัมเย็นๆมีบริการตลอดทาง


วันที่ 6 ตค 2557 (ตรงกับวันที่ 12 ซุลฮิจยะห์) หลังละหมาดดุฮริแล้ว ออกไปขว้างเสาหินด้วยกันกับคอดิเยาะห์อีก ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันหนาแน่นมากจนคอดิเยาะห์เกือบจะเป็นลม เหงื่อออกแฉะผ้าคลุมหน้าเสื้อก็แฉะ ดีที่เอาเก้าอี้ไปด้วยเดินไปพักไปหลายตลบกว่าจะถึงอาคารเสาหินวันนี้คนแน่นเพราะเป็นวันสุดท้ายของพวกที่ยึดถือเอาวันตัชรีกสองวัน บริเวณกระโจมวันนี้ดูเฉอะแฉะและเดินกันวุ่นวายเพราะพวกถือชรีกสองวันก็กลับเข้ามักกะห์กันแล้ว ช่วงบ่ายกลับมาจากขว้างเสาหินมาถึงทุ่งมีนาแล้ว มีฝนลงเม็ดมานิดหน่อย ตกกลางคืนจะไปอาบน้ำละหมาดอิชา เห็นผู้คนยืนแหงนหน้าดูขึ้นไปบนท้องฟ้ากัน ปรากฏว่าเห็นแสงสีเขียวๆ ที่ก้อนเมฆ มันเคลื่อนไหวได้ตามลักษณะเมฆ ก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป เพราะไม่รู้ว่าแสงอะไร มีคนคนนึงเดินมาแหงนดูเห็นแล้วบอกว่าเป็นแสงเรเซอร์จากหอนาฬิกาที่มักกะห์ ก็เป็นที่เข้าใจกันได้ อาคารหอนาฬิกานี้เลียนแบบมาจากอาคารหอนาฬิกาในลาสเวกัส อเมริกา


ผู้คนหนาแน่นมาก

เมื่อยก็กางเก้าอี้นั่งบนทางเลื่อน

วันที่ 7 ตค 2557 (ตรงกับวันที่ 13 ซุลฮิจยะห์) ออกไปขว้างเสาหินประมาณ 11:30 น. คาดเดาว่าคนจะแน่น คอดิเยาะห์ฝากไปขว้างแทนอีกครั้ง กลับตรงกันข้าม ผู้คนกลับเข้ามักกะห์กันมากแล้ว เลยเดินได้แบบสบายๆ ขว้างเ สาหินเสร็จก็กลับกระโจม มีรถบัสมารอรับกลับเข้ามักกะห์ รีบละหมาดดุฮริย่อกันแล้ว รีบขึ้นรถบัสกลับเข้ามักกะห์ เป็นอันเสร็จพิธีฮัจย์ในขั้นตอนแรก
วันนี้เดาว่าคนจะไปขว้างเสาหินหนาแน่น คอดิเยาะห์มอบหมายให้ขว้างแทนอีกวัน วันที่ 8 ตค 2557 ถึง วันที่ 21 ตค 2557 ไปละหมาดที่มัสยิดิลหะรอม หลังจากกลับมาจากมีนาได้สองสามวัน เริ่มมีอาการหวัดน้ำมูกไหล ไอกันมาก และเจ็บคอ กันทุกผู้ทุกคน เพราะอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด ประกอบกับร่างกายทรุดโทรมจากการพักแรมที่มีนา ไปอะรอฟาต มุซดาลิฟะห์และกลับมามีนาอีกสามวัน นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่กินไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าเป็นอาหารชาติอะไร ไทยก็ไม่ใช่ ฝรั่งก็ไม่ใช่ อาหรับก็ไม่ใช่ เพราะมีแต่แกงหน่อไม้ ผัดหน่อไม้ ลูกชิ้นปลาผัดรสชาติและกลิ่นแปลกๆ ร่างกายจึงทรุดโทรมมาก ก่อนไปหาหมอเคยซื้อยามากินเอง มียาน้ำแก้ไอขับเสมหะหนึ่งขวดเล็กๆและยาเม็ดระงับน้ำมูก 2 อย่างราคารวม 62 ริยาล(เท่ากับประมาณ 600กว่าบาทไทย)
ฉะนั้นก่อนไปทำฮัจย์ควรนำยาแก้ไอขับเสมหะติดตัวไปมากๆ และนำยาแก้แพ้อากาศ ยาแก้หวัดน้ำมูกไหล ยาแก้ปวด(พาราฯ) ใครที่มีปัญหาเรื่องเข้าส้วมเรื่องขับถ่ายควรนำยาระบายไปด้วย เพราะการเข้าห้องน้ำรวมเราจะรีบเร่งจนไม่มีสมาธิในการขับถ่าย คนที่ป่วยเรื้อรัง(เบาหวาน ความดัน ไขมัน โรคหอบหืด โรคหัวใจ ตาเป็นต้อต้องหยอดตา ฯลฯ) ควรนำยาติดตัวให้เพียงพอกับปริมาณวันที่จะไป
กินยาเองยังไม่ดีขึ้นก็ไปหาหมอไทยจากทางการไทย หมอที่ทางการไทยส่งมาไม่มียาพิเศษเฉพาะโรค มีแต่ยาพื้นๆ เช่น ยาแก้อักเสบ(ย่าฆ่าเชื้อ) ยาพารา ยาแก้น้ำมูก ยาแก้ไอขับเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาพ่นครอบจมูกขยายหลอดลมโรคหอบ ยาถ่าย ยาแก้ท้องร่วง ส่งมาดูแลฮุจยาจในมักกะห์ มะดินะห์ ทุ่งมีนา สิ่งที่ควรนำติดตัวไปทำฮัจย์อีกคือ น้ำปลา พริกป่น พวกน้ำพริกต่างๆ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป วันที่ 9 ตค 2557 หลังจากกลับจากมีนา ได้สองวัน ก็ไปตอวาฟฮัจย์และสะอาฮัจย์ เป็นอันเสร็จพิธีฮัจย์อย่างสมบูรณ์ เป็นอิสระในการกระทำทุกกอย่างแล้ว พ้นภาวะอี้หะรอมและพ้นภาวะฮัจย์แล้ว
ตอวาฟฮัจย์ คอดิเยาะห์ยังคงอิดโรยเมื่อยล้า ผู้คนก็คิดเหมือนกับเราว่ามาทำตอนดึกๆ น่าจะมีคนน้อย แต่ทุกคิดอย่างนี้เลยมากันตอนดึกๆ ตอวาฟไปพักไป ขนาดว่าอยู่วงรอบนอกแล้วนะ เสร็จจากตอวาฟก็ไปสะอาฮัจย์ บนลานสะอาคนก็เยอะอีก ใช้วิธีเดิมคือสะอาไปหาที่นั่งพักไป หยุดพักกินน้ำบ้าง เดินบ้าง นั่งพักบ้าง จนครบ 7 เที่ยว เสร็จประมาณตีสองกว่าๆ ก็ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้ามัสยิดิลฮะรอม ถ่ายรูปกะอะบะห์มุมสูงได้ นั่งพักเหนื่อยบนดาดฟ้าอยู่พักใหญ่ ก็ชวนเดินไปบนวงแหวนชั้นสามโดยต้องออกจากมัสยิดหะรอมก่อนแล้วไปขึ้นทางลาดด้านนอก เพื่อไปถ่ายรูปไม่ติดวงแหวน แล้วกลับโรงแรมที่พัก


พี่งกลับจากมีนา

9ตค57 เวลา22:00ไปตอวาฟสะอาฮัจย์

ตอวาฟสะอาฮัจย์เสร็จมาถ่ายรูป

บรรยากาศลานตอวาฟตอนตี 2 ถ่ายบนาดฟ้า

บนดาดฟ้า سطح

บนดาดฟ้า سطح

เนินเขาเซาะฟา ชั้นใต้ดิน

เนินเขามัรวะห์ชั้นใต้ดินมีป้ายบอก





บนดาดฟ้ามัสยิดหะรอม

นั่งถ่ายผ่านกระจกแผงกันตก อยู่ที่วงแหวนชั้น 3


รถส่งน้ำใช้ที่ตามอาคารที่อยู่ห่างจากเขตท่อน้ำ น้ำนี้กรองมาจากน้ำทะเล

ร้านโรงในมักกะห์มะดินะห์เขาไม่ปิดประตูกัน เพียงใช้ผ้ามาคลุมๆไว้

วันศุกร์ที่ 10 ตค 2557

11โมงจะไปละหมาดวันศุกร์ เดินไปถึงหน้าลาน
มัสยิดแล้วตำรวจกั้นไม่ให้เข้าไป ชี้มือลงพื้นแล้วให้นั่งที่พื้นถนน
ข้างในมัสยิดและลานเต็มแล้ว เลยเดินกลับเพราะถ้านั่งที่ถนนแดดร้อนจัดมาก
กลับมาถึงหน้าโรงแรมรามาด้าเห็นว่ามีคนนั่งใต้ร่มเงาโรงแรม
บังเอิญกวันนี้เอาผ้าปูละหมาดไปด้วย เลยแวะนั่งรอละหมาดตรงนี้แหละ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผู้คนริ่มมากขึ้นๆ กินพื้นที่ถนนไปครึ่งนึงแล้ว

เวลา12.25น.คนมาฟังคุตบะห์ กันเต็มถนนแล้ว รถวิ่งไม่ได้แล้ว


วันที่ 12 ตค 2557

ป้ายสำนักงานแพทย์เพื่อกิจการฮัจย์

หมอกำลังตรวจคนไข้ บริการดีมาก

ห้องส้วมแบบโบราณยังคงเปิดใช้การอยู่

แปลว่า น้ำบริจาคเฉพาะสำหรับดื่มเท่านั้น ห้ามใช้ทำวุดุอ์

แปลว่า น้ำสำหรับทำวุดุอ์เท่านั้น ห้ามดื่ม

รถเมล์เขียวเส้นทาง หะรอม-อะซีซิยะห์

มัสยิดเล็กๆประจำหมู่บ้านอยู่ตามภูเขา

มัสยิดประจำหมู่บ้านบนเขา

บ้านเกิดท่านนบี แซะห์ไม่ได้แนะนำ

ภาพถ่ายเมืองมักกะห์มุมสูง

ระหว่างทางไปหาหมอ ได้เห็นมัสยิดญินมีป้ายชื่อบอกว่าเป็นมัสยิดญิน( คือสถานที่ที่ญินมารวมกันให้นบีอ่านอัลกุรอ่านให้ฟัง)
ปัจจุบัน มัสยิดญินนี้ได้ปิดทำการไปแล้ว มีผู้คนมาละหมาดกันด้านนอก ซึ่งทางการจัดที่ที่ละหมาด مصلاة ให้สำหรับ ชาย – หญิง

มัสยิดญิน (คือสถานที่ญินมารวมตัวกันแล้วให้ นบีอ่านสอนกุรอ่าน)

มัสยิดญินปิดทำการแล้ว แต่ทางการก็ยังจัดให้มีที่ ละหมาด(มุซ็อลลาฮิ ทั้งชายและหญิง)

มุซ็อลลาฮิหญิง

ป้ายบอกชื่อมัสยิดญิน

กลับจากมัสยิดหะรอมเกือบทุกวันต้องแวะซื้อเป็ปซี่กระป๋องละ 1.50 ริยาล, น้ำผลไม้กล่องละ 1 ริยาล หรือไม่ก็ซื้อไอศครีม ถ้วยละ 3 ริยาล
บางวันซื้อนมสดขวดหนึ่งลิตร 5 ริยาล, นมเปรี้ยว 500 ซีซี ขวดละ 3 ริยาล สามวันซื้อที
(นมสด(Milk)และนมเปรี้ยว(Laban) เกือบทุกชนิด อุดมไขมัน)
ไข่ไก่ ก็ตอกวันผลิตและวันหมดอายุ

อินทผาลัมห่าม ในมักกะห์ กก.ละ 20 ริยาล แพง

น้ำผลไม้ยี่ห้อออริจินอล รสแอปเปิ้ล تفاح ตุฟาห์

นมสดอุดมไขมัน ราคา1ลิตร 5 ริยาลนมเปรี้ยว 3ริยาล

นมเปรี้ยวอุดมไขมัน ราคา3ริยาล 500ซีซี

ไข่ไก่ตอกตราวันผลิตและวันหมดอายุ

ข้าวหมกแพะกล่องละ 40ริยาล กินได้2คนอิ่ม

นที่ 15 ตค 2557 อาจารย์ชาฟิอีพาเที่ยว(ที่จริงเป็นโครงการของรัฐฯ เพราะไปโดยไม่ได้เก็บสตางค์ค่ารถ)
- มิก็อตอัลญิอ์รอนะห์
- เขาอัลนูรมีถ้ำฮิรอ ซึ่งอยู่ห่างจากะกอะบะห์ประมาณสองไมล์ เป็นถ้ำขนาดเล็ก เป็นถ้ำที่ท่านนบีชอบปลีกวิเวกมาพักค้างแรมที่นี่ประจำ ในคืนคืนหนึ่งท่านนบีได้รับวะฮีย์ให้อ่าน "อิกเราะ บิสมิ ร็อบบิกัลละซีคอลัก"
- เขาถ้ำซูร ที่ทีนบีและอบูบักรเข้าไปหลบภัยจากพวกมุชรีกกีนมักกะห์ตามล่า ก่อนจะไปมะดินะห์
- เขาเราะห์มะห์หรือเขาอารอฟาต جبل عرفات เป็นสถานที่ที่ท่านนบีขึ้นคุตบะห์ครั้งสุดท้ายที่ท่านมาทำฮัจย์ ไปตอวาฟสุนัตได้ 3 ครั้ง และตอวาฟวะดะอ์อีกหนึ่งครั้ง

ระหว่างจะกลับโรงแรมพบเห็นคนเป็นลมหมดสติ มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วมาช่วยปฐมพยาบาล

ถึง วันที่ 22 ตค 2557 ยังอยู่ในมักกะห์ ไปละหมาดได้มั่งขาดมั่งแล้วแต่อาการ เพราะทั้งไข้ ทั้งหวัด ทั้งไอ บางวันที่ไม่ได้ไปหะรอมก็ละหมาดในห้อง บางทีแชการีมก็มาละหมาดด้วย แกมักจะถามว่าต้อง อุซ็อลลีไหม เฮมได้ยินเข้าก็บอกไม่ต้องหรอก บางวันแกก็ว่าอ่านวิรีดค่อยจังอ่านตามไม่ได้เลย เฮมก็บอกว่าอ่านใครอ่านมันแยกกันไปเลย แกไปทำฮัจย์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว คราวนี้พาลูกสาวไป ดูแกก็จะหลงๆแล้ว ลูกสาวไม่ได้ดูแลแกเลยปล่อยเป็นภาระกับเพื่อนร่วมห้อง และดูงอแงเอาแต่ใจ วันที่จะเดินทางไปมะดินะห์ตามหมายกำหนดการเดิมคือวันที่ 22 ตค วันที่ 20-21 ตค ทั้งแซะห์และทั้งเพื่อนฮุจยาจก็เตือนแกให้ไปตอวาฟวะดะอ์ ก็งอแงว่าตดบ่อยไม่ได้ไปตอวาฟจนวันที่ 21ตอนค่ำแกจึงได้ไปตอวาฟ วะ
ดาอ์ หมายกำหนดการจะเดินทางไปนครมะดีนะห์ในบ่ายวันที่ 22 ตค 2557(ตรงกับวันที่ 28 ซุลฮิจยะห์ 1435) แต่มีปัญหาทำให้ไม่ได้เดินทาง นั่งรอกันเก้อตั้งแต่บ่ายจนค่ำ แซะห์บอกให้ขึ้นไปนอนพักผ่อนกันก่อน วันรุ่งขึ้น วันที่ 23 ตค 2557 เกือบจะเข้าเวลาอัศริแล้ว รถบัสมารับ ขึ้นรถกันเสร็จ รถออกสามโมงกว่า มาลีแจกข้าวหมกไก่ 2 คนต่อกล่อง ไปแวะสำนักงานเกี่ยวกับพาสต์ปอร์ต เจ้าหน้าที่ขึ้นมาบนรถขานชื่อ เสร็จก็ออกจากมักกะห์เดินทางมุ่งสู่นครมะดีนะห์ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร แวะละหมาดย่อ อัศริกลางทางโดยเราเดินเร็วและลงรถก่อนไปกับอาลีกำลังจะตั้งแถวละหมาดก็มีมะอ์มูมมาต่อแถวกันหลายคน เป็นอิหม่ามจำเป็นนำละหมาดย่อ เสร็จก็กลับขึ้นรถ รถวิ่งไปเรื่อยๆ แวะปั้มเข้าห้องน้ำ ซื้อเซเวนอัปมากินแก้กระหาย คนขับรถก็เติมน้ำรถ ออกเดินทางต่อ มองดูภายนอกรถเห็นหมู่บ้านเล็กๆมีบ้านเรือนไม่หนาแน่นนัก เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว อยู่ตามข้างทาง 2 - 3 หมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านกลางทะเลทรายนี้มีไฟฟ้าใช้ทุกหลังคาเรือน มองๆดูแล้วไม่เห็นมีโรงงานอะไรมีแต่บ้านเรือน ไม่รู้ว่าพวกเขาทำมาหากิน มีรายได้มาจากไหน ค่ำๆแวะละหมาดย่อรวมต้นมักริบ-อิชา(กอศอรและญามะอ์ตักดีม)โดยเป็นอิหม่ามนำละหมาดย่อรวมต้น รถก็วิ่งไปเรื่อยใกล้มืดแล้วมองเห็นป้ายเตือนให้ระวังลิงทะเลทรายกินบริเวณกว้างพอควร(หลาย กิโลเมตร) ก่อนถึงเมืองมะดีนะห์ มีจุดตรวจว่าเป็นคณะไหนกลุ่มไหน และแจกอาหารว่างและน้ำซัมซัม คนขับรถบัสคันนี้แย่มาก สูบบุหรี่บนรถตลอดทาง และขับรถส่ายไปส่ายมา บางทีจะไปชนกรวยกั้นกลางถนน สภาพรถก็เก่าขับไปดังอ็อดๆแอ็ดๆ มาถึงมะดีนะห์เกือบห้าทุ่ม ใช้เวลาเดินทาง 8 ชม. เข้าที่พักโรงแรม มะกาเร็ม มาสิ ถนนบาบุสลาม ประตูรั้วที่ 7 มัสยิดนะบะวีย์ นอนหลับพักผ่อนด้วยความเมื่อยล้าในการเดินทาง

บ่ายวันที่ 23 ตค 2557 ขึ้นรถบัสมุ่งหน้านครมะดินะห์ 22.00น.

แวะละหมาดย่ออัสรี่ระหว่างทาง

ณ นครมะดีนะห์ มุเนาวะเราะห์

ณ นครมะดีนะห์ มุเนาวะเราะห์ เช้าวันที่ 24 ตค 2557(ตรงกับวันที่ 30 ซุลฮิจยะห์ 1435 ตื่นตี 4 กว่าๆไปละหมาดซุบฮิที่มัสยิดนะบะวีย์ ไปมัสยิดเร็วไป นั่งรออิกอมะห์นานมาก กลับโรงแรมมากินอาหารเช้า(เกือบๆหกโมงเช้า) กินไม่ค่อยลงเพราะเช้าเกินไป ไม่กินก็ต้องอดไปจนเที่ยง วันที่ 25 ตค 2557 ไปละหมาดที่มัสยิดนะบะวีย์ทุกวักตู ได้ละหมาดสุนัตเราะวาติบครบ แตกต่างกันในเรื่องละหมาดสุนัต เช่น พวกปากีสถาน อินเดีย บังคลาเทศ จะละหมาดสุนัตเยอะละหมาดหลังอะซานจะทำกัน 2 เราะกะอัต แล้วละหมาดก่อนฟัรดูกันอีก 2 บ้าง 4 บ้าง ละหมาดสุนัตหลังฟัรดูก็เช่นกันสวนใหญ่ทำ 2 และ2 และนั่งละหมาดอีก 2 พวกอินโดนิเชียก็ทำการละหมาดสุนัตกันเยอะ หลังอะซาน ก่อนฟัรดู(ไอ้ที่ไม่มีเขาก็ทำ) หลังฟัรดู (ไอ้ที่ไม่มีเขาก็ทำ) เช่นหลังฟัรดูอัสรี่เขาก็ละหมาดสุนัตกัน การเงยหน้าจากรุกั๊วมายืนตรงนั้นอิหม่ามทั้งในมักกะห์และมะดินะห์จะยืนดุอาอ์ยาวพอสมควร การนั่งระหว่างสองสุญูดแล้วอ่าน อ่านว่า " ร็อบบิฆ์ฟิรลี วัรฮัมนี ว่าอาฟีนี วะฮ์ดีนี วัรซุกนี คนส่วนใหญ่เงยหน้าขึ้นมา หัวยังไม่ทันได้ตั้งตรงเลย ก้มสุญูดลงไปอีกแล้ว ส่วนการละหมาด ญะนาซะห์(ละหมาดให้คนตาย) ทั้งพวกปากีสถาน อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนิเชีย จะห่วงละหมาดสุนัตกันมากกว่าเลยไม่ได้ละหมาดญะนาซะห์ ซึ่งเป็น ฟัรดูกิฟายะห์ ฟัรดูกิฟายะห์นั้น ถ้ามีคนทำแล้ว ตนไม่ต้องทำก็ไม่ผิด ลองคิดเปรียบเทียบกันดูระหว่างละหมาดสุนัตได้ผลบุญ 1 เท่าจนถึงเท่าที่อัลลอฮ์จะประทาน ส่วนการละหมาดญะนาซะห์นั้น ท่านนบีบอกไว้ว่า ผู้ใดละหมาดญะนาซะห์เขาจะได้ผลบุญเท่าภูเขาอุหุด และถ้าใครเดินตามไปส่งมัยยิดถึงกุโบรและขอดุอาอ์ให้มัยยิดเขาก็จะได้ผลบุญอีก 1 เท่าของภูเขาอุหุด รวมเป็น 2 เท่าของเขาอุหุด

ห้องอาหารโรงแรมมะกาเร็ม มาซิ มะดินะห์

อาหารบุฟเฟต์ แต่มีอาจารย์ชาฟิอีคอยตักให้

ห้อง312โรงแรมมะกาเร็ม มาซิ ถนนบาบุสลาม

อาลีลำสาลีกับเฮม ในห้อง406 เราได้เตียงในสุด





ดูร่มที่อยู่ไกลๆโน่น ยังกางใบอยู่

ไม่มีคนใช้บริการ เขาก็จะหุบร่มลง (กำลังหุบ)

อันนี้ร่มหุบเรียบร้อยแล้ว

มื้อกลางวันไก่ยืนพื้น แถมแตงโมหน่อยวันนี้

ฝาท่อสายไฟฟ้าส่องถนนฝังใต้ดินแลดูไม่เกะกะ

ร่มจะหุบเก็บตอนเย็นก่อนมักริบและไฟส่องสว่างจะเปิดให้แสงสว่าง

รูปกำแพงมะดินะห์โบราณยังขี่ม้ากันอยู่เลย

รูปกำแพงมะดินะห์โบราณ

โดมมัสยิดนะบะวีย์มองจากด้านหลังโดมเขียวจะอยู่ซ้าย โดมขาวจะอยู่ขวา

บ้านเรือนปลูกด้วยดินดิบ



โดมมัสยิดนะบะวีย์มองจากด้านหลังโดมเขียวจะอยู่ซ้าย โดมขาวจะอยู่ขวา



เนินดินเตี้ยๆ มีกำแพงเมืองหน้ามัสยิดไม่ไกลนัก

ภายในมัสยิดนะบะวีย์

พื้นที่เปิดโล่งกลางมัสยิดสมัยก่อน

ภาพถ่ายมุมสูงด้านหน้าให้เห็นสภาพมัสยิด ตรงกลางเปิดโล่งไว้เพื่อให้แสงส่องเข้าถึงภายในมัสยิด

ในมัสยิดนะบะวีย์ เป้ รองเท้า และอื่นๆ จะวางไว้หน้าแถวละหมาดของตน ถ้าในมักกะห์จะวางไว้ระหว่างเข่าที่ก้มสุญูดกับมือที่วางสุญูด

วันที่ 26 ตค 2557 อาจารย์ชาฟิอีพาไปเที่ยวชม สถานที่ต่างๆ (ความจริงเป็นโครงการของทางรัฐฯ) พอขึ้นรถก็ได้รับแจกของว่างคนละหนึ่งกล่อง - มัสยิดกูบาอ์ ( مسجد قباء Masjid Quba) ซึ่งเป็นที่ที่นบีย้ายมาจากมักกะห์ เข้าสู่มะดินะห์แล้วหยุดพักอูฐ ชาวมะดินะห์รู้ข่าวการมาของท่านนบีก็ออกไปต้อนรับอย่างอบอุ่น การสร้างมัสยิดกุบาอ์ของท่านนบีผู้ศรัทธาทั้งอันศอร(ผู้อพยพ)และมุฮาญิรูน(ผู้ช่วยเหลือ) ต่างก็ลงมือสร้างมัสยิดหลังนี้ขึ้น ท่านนบี(ศาสนทูตของพระเจ้า)มูฮัมหมัดเองก็ลงมือสร้างด้วยมือของท่านเองเท่ากับทุกคน เป็นมัสยิดที่ก่ออิฐและดินโคลนขึ้นเป็นกำแพงสี่ด้านหลังคามุงด้วยใบอิทผาลัม เป็นอาคารที่เรียบง่ายและประหยัด และด้านหนึ่งของมัสยิดถูกกั้นให้เป็นที่อยู่ของท่านนบีซึ่งเรียบง่ายเช่นเดียวกับมัสยิดเพียงแค่มิดชิดและเป็นส่วนตัวกว่า คบไฟที่ทำด้วยฟางถูกจุดเมื่อเวลาทำการละหมาดเท่านั้นซึ่งทำเช่นนั้นเรื่อยมาจนปีที่เก้าของมัสยิดแห่งนี้ จึงได้มีการเอาตะเกียงมาติดไว้ที่ต้นไม้ที่ค้ำเพดาน ส่วนอีกด้านหนึ่งอุทิศให้สำหรับคนยากจนและไม่มีที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่สร้างมัสยิดท่านอาศัยอยู่ที่บ้านของอบูอัยยูบ
แน่นอนภารกิจของท่านนบี(ศาสนทูตของพระเจ้า)คือการเผยแผ่สาส์นของพระเจ้าตามความรู้สึกที่เรารู้จักคำว่าศาสนทูต แต่น้องไลลาลองย้อนกลับมามองยัซริบในขณะนั้นดูซิ ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังลังเลกับศาสนาใหม่ ในขณะอีกกลุ่มศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น มีผู้คนที่อพยพมาจากเมืองมักกะฮ์อย่างสิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีอาหารและที่อยู่อาศัย มีกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยเหลือ คือพวกเผ่าเอาซ์และค็อซร็อจญ์ แต่สองเผ่านี้ต่างก็เป็นอริกันมาแต่อดีต มีชาวยิว มีความเชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งยิวและคริสต์และศาสนาอาหรับโบราณซึ่งต่างก็เปิดรับอิทธิพลทางความเชื่อที่รายล้อมซึ่งกันและกันมากกว่าอาหรับในเมืองมักกะฮชาวยัซริบเปิดรับศาสนาอิสลามที่เป็นศาสนาเพิ่งเกิดใหม่ในเวลานั้น แต่ละพวกก็อยู่กันในระบบเผ่าที่มีกฏเฉพาะต่อกันแต่โบราณไม่ได้รวมกันเป็นระบบเมือง ทั้งหมดนี้ดูมันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังมองมาที่ท่านนบีมูฮัมหมัด ผู้นำผู้คนและความเปลี่ยนแปลงมาสู่ยัซริบ และคนส่วนใหญ่ได้พร้อมกันสถาปนาท่านเป็นผู้นำ นับตั้งแต่สนธิสัญญาสองครั้งที่ผ่านมา ถึงเวลาที่ท่านจะต้องกลายเป็นนักปกครองนักการจัดการกับพลเมืองให้มีหลักประกันขั้นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในเชิงรัฐภิบาล เช่นการค้ำประกันในสันติภาพ เสรีภาพความปลอดภัยในทรัพย์สินและความเชื่อของผู้คนที่แตกต่างกัน ของชาวเมืองยัซริบผู้อพยพบางคนเริ่มทำการค้าเพราะชาวมักกะฮ์เป็นนักค้าขายในสายเลือดอยู่แล้วเพียงแค่ชี้บอกเขาว่าตลาดไปทางไหน บางคนก็ทำนาโดยแบ่งผลประโยชน์กับเจ้าของที่ดิน ผู้มีอดีตที่เจ็บปวดมักจะเลือกทำงานหนักเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ผ่านมา แต่ทุกคนก็ยังอิ่มเอมในการที่ศาสนาไหม่นี้ไม่ได้มองความแตกต่างของพวกเขาเพราะอาชีพที่เขาทำหรือฐานะที่เป็นอยู่ แต่กลับยกย่องให้เกียรติ์แก่คนที่ทำงาน และคุณค่าของคนเหล่านั้นถูกวัดที่ความเกรงกลัวต่อพระเจ้าเป็นมาตรฐาน
แต่ก็ยังมีคนจนอีกบางส่วนที่ยังไม่มีทางออกและยากจน ท่านนบีจึงอนุญาตให้เขาเหล่านั้นใช้ส่วนหนึ่งของมัสยิดเป็นที่อาศัยในเวลากลางคืน และอนุญาตให้รับทรัพย์สินบริจาคจากมุสลิมที่มั่งคั่งได้
เราเข้าไปละหาดเคารพมัสยิดแล้วยืนมองๆ ไปรอบๆ เห็นว่าภายในตรงกลางมัสยิดเปิดโล่ง แต่มีตาข่ายขึงเอาไว้กันนกเข้ามาทำรัง

มัสยิดกูบาอ์ถ่ายจากด้านหลัง

คอดิเยาะห์อยู่ริมถนน

ส่วนของหญิงด้านหลัง

ภายในมัสยิดจะเปิกโล่ง มีตาข่ายกันนก

สวนหย่อมด้านหลังมัสยิด

- เขาอุหุด جبل اُحد เกิดเมื่อประมาณปี คศ 625 แต่ก่อนหน้านี้ เกิดสงครามบัดรขึ้นในปี 624 สงครามบะดัร ประมาณ 5 ปีแรกหลังจากการฮิจญ์เราะห์ ชาวกุเรชได้นำกองทหารเข้าสู่นครมะดีนะฮ์ โดยมีความมุ่งหวังจะทำลายรัฐอิสลามให้ราบคาบลง ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันหลายครั้งด้วยกัน ซึ่งจะนำเสนอโดยสรุปที่สำคัญๆ ได้แก่ สงครามบะดัร สงครามอุฮุด และสงครามอัลอะฮฺซ๊าบ ฯลฯ
สงครามบะดัร เป็นสงครามแรกที่จำแนกระหว่างบรรดามุสลิมกับบรรดามุชริก ซึ่งจากสาเหตุของสงคราม ตลอดจนขั้นตอน ทำให้ทราบได้ว่า แท้จริง อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมีพระประสงค์ที่จะขจัดความอ่อนแอของบรรดามุสลิมที่ดำเนินวิถีชีวิตตามรูปแบบในมักกะฮ์ และพวกมุชริกได้กระทำต่อชาวมุสลิมอย่างทารุณโหดเหี้ยม เช่นเดียวกันกับที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดแก่บรรดาชาวกุเรช ตลอดจนการสลายอำนาจของพวกเขา และให้เป็นบทเรียนแก่คนทั่วไปว่า พลังที่แท้จริงนั้น คือพลังแห่งศรัทธา แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงช่วยเหลือคุ้มครองท่านนะบี รวมถึงศาสนาของพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ภูเขาอุหุดเป็นภูเขาที่อยู่ทางตอนเหนือของนครมะดินะห์ มีความสูงประมาณ 1,077 เมตร สงครามอุฮุดเกิดขึ้น หลังจากที่พวกกุฟฟ๊ารชาวกุเรชได้ประสบกับความพ่ายแพ้และมีความหวาดกลัวอย่าง หนักในสงครามบะดัร พวกเขาจึงมีเป้าหมายที่จะล้างแค้น และเรียกความน่าเชื่อถือในหมู่ชาวอาหรับกลับคืนมา ดังนั้น พวกเขาจึงชักชวนกันให้ออกไปสู้รบกับบรรดามุสลิม และได้เอาสินค้าที่รอดพ้นมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อทำสงคราม แล้วพวกเขาได้ออกไปยังเมืองมะดีนะฮ์ โดยมีเผ่าอื่นที่ร่วมออกไปด้วย มีจำนวนทั้งสิ้นสามพัน เคยเกิดสงครามที่ชื่อตามภูเขาว่า สงครามอุหุด ( Battle of Uhud غزوة أحد ‎ )ระหว่างมุชรีกีนมักกะห์มีกองกำลัง 3000 นายมีทหารขี่อูฐ 300 นาย ทหารม้า 200 นาย และทหารสวมเสื้อเกราะอีก 700 ส่วนฝ่ายมุสลิมีนมะดินะห์ซึ่งมีกองกำลังน้อยกว่ามาก มีแค่ 700 นาย โดยมี Zubair bin al-Awwam الزبير بن العوام بن خويلد เป็นแม่ทัพ สามารถเอาชนะพวกมุชรีกีนมักกะห์ได้ในที่สุด ท่านนบีได้วางแผนไว้ว่าจะออกไปตั้งกองกำลังไว้นอกตัวเมืองมะดนะห์โดยให้กองกำลังพลแม่นธนูตรึงไว้ที่เนินเขาที่ชื่อว่าเขารูมาห์ رماة (แปลว่ายิง) ซึ่งเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ข้าศึกมีมาจำนวนมาก นำทัพโดย อะบูซุฟยาน อิบนิ ฮาร์บ Abu Sufyan ibn Harb หรือรู้จักกันในนาม ซัคริ อิบนิ ฮาร์บ Sakhr ibn Harb صخر بن حرب ‎ ‎ เขาเป็นแม่ทัพที่จริงจังแข็งขัน ต่อสู้กันมาฝ่ายมุชรีกีนก็เอาชนะฝ่ายมุสลิมีนไม่ได้ จึงวางแผนทำทีเป็นพ่ายแพ้ทิ้งข้าวของสะเบียงกรังไว้มากมาย แล้วทำท่าเป็นยกกำลังทหารกลับ แต่ไม่ได้กลับจริง ไปซุ่มกองกำลังไว้ห่างๆ พวกพลแม่นธนูได้ลงจากเนินเขารูมาห์ไปเก็บข้าวของสะเบียงกัง พร้อมกับพวกทหารราบ พวกมุชรีกีนมักกะห์เห็นว่ากองกำลังฝ่ายนบี เสียรู้ตนแล้วจึงรีบยกทัพกลับมาโจมตี ในขณะที่ คอลิด บิน วะลีด ซึ่งอยู่ทางปีกขวาของกองกำลังฝ่ายกุเรช ได้เห็นบรรดานักแม่นธนูของฝ่ายมุสลิมลงจากเนินเขา จึงรีบเคลื่อนกำลังอ้อมไปทางด้านหลังของภูเขาอุฮุดทันที และนำกองกำลัง เข้าสังหารนักแม่นธนูที่ยังเหลืออยู่ จนตายหมดสิ้น และจู่โจมกองทัพมุสลิมทางด้านหลัง เมื่อกลุ่มมุชริกีนที่ยังเหลืออยู่ได้เห็นสิ่งที่คอลิดกระทำ พวกเขาจึงกลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้งหนึ่ง ทำให้กองทัพมุสลิมตกอยู่ในสถานการณ์ทหารฝ่ายท่านนบีเสียกระบวนการตั้งรับแล้วจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ท่านนบีถูกบุกโจมตีจนมีบาดแผล ฟันหน้าหัก ฝ่ายศรัตรูได้เข้าโจมตีอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายนบีเสียกำลังพลไปมาก หนึ่งในนั้นคือ ลุงของท่านนบี ชื่อ ฮัมซะห์ อับดุล มุตตอลิบ المطلب حمزة بن عبد เป็นญาติฝ่ายข้างบิดาท่านนบี ฝ่ายศรัตรูเห็นว่าตนได้เปรียบจึงป่าวประกาศว่า ท่านนบีได้เสียชีวิตไปแล้ว ขวัญกำลังใจทหารมุสลิมีนกำลังอ่อนแอลง ทันใดนั้นท่านอุมัร บิน ค็อตต็อบ เห็นท่าไม่ดีกับขวัญกำลังใจทหาร ท่านจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนเนินรูมาห์ แล้วประกาศก้องว่า ท่านนบียังไม่ตาย ท่านนบียังไม่ตาย ลางชี้มือไปที่ท่านนบีข้างล่าง ทหารฝ่ายมุสลิมีนเห็นท่านนบียังอยู่จึงหึกเหิ๋มขึ้นตั้งกองกำลังใหม่ให้มั่นคง แล้วก็สามารถเอาชนะฝ่ายมุชรีกีนได้ในที่สุด


แผนที่แสดงการสู้รบกันระหว่างทหารมุชรีกีนมักกะห์ กับทหารมุสลิมีนมะดินะห์

เนินเขารูมาห์ที่ท่านนบีส่งพลแม่นธนูขึ้นไปตรึงกำลังไว้

แผนผังแสดงบริเวณเขาอุหุด

ซ้ายสุด ฟาริดา สุลิคอกับปุ๋ยพี่น้องบ้านครัว ซะลีเฟาะห์บางมด คนที่5พี่ปุ๋ย นะห์ เป้า ฮับเซาะห์ นิฟะห์อ่อนนุช คนขวาปิดปากจมูกจำไม่ได้

เฮม

เป้า คอดิเยาะห์ บุชรอ อ้ว











พี่ปุ๋ย นิสรีน ปุ๋ย ซะลีเฟาะห์ บุชรอ คอดิเยาะห์ กำมะเรี๊ยะ (ไม่รู้จัก)

- มัสยิด กิบละตัยน์ เราเข้าไปละหมาดเคารพมัสยิดแล้วถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึกด้วย
มูลเหตุและที่มาของชื่อมัสยิดกิบละตัยน์(มัสยิดสองกิบลัต) นั้นก็คือ ในระยะแรกนั้นท่านศาสดา(ซ.ล.) และบรรมุสลิม เมื่อละหมาดจะหันหน้าไปทางบัยตุ้ลมักดิสที่เยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของชาวยิวเช่นกัน ซึ่งชาวยิวมักจะมองว่าอิสลามไม่มีกิบลัต(ทิศที่ต้องหันหน้าไปเมื่อทำละหมาด) เป็นของตนเอง วันหนึ่งท่านศาสดาได้มาละหมาดยังมัสยิดแห่งนี้โดยเมื่อเริ่มทำการละหมาดท่านหันหน้าไปทางบัยตุ้ลมักดิสเช่นที่เคยปฏิบัติมา ขณะที่ท่านทำละหมาดอยู่นั้น ได้มีโองการลงมายังท่านให้เปลี่ยนทิศกิบลัตจากบัยตุ้ลมักดิสไปเป็นบัยตุ้ลลอฮ์ที่มักกะห์แทน ท่านจึงได้หันหน้าไปสู่บัยตุ้ลลอฮ์ทันทีสำหรับรอกาอัตที่เหลืออยู่ และบรรดามุสลิมที่ละหมาดอยู่ก็ได้หันหน้าไปยังบัยตุ้ลลอฮ์ตามท่านศาสดา(ซ.ล)
มัสยิดนี้จะมีมิห์รอบ (ผนังโค้งบริเวณที่อิหม่ามนำการละหมาด) 2 ด้าน ด้านหนึ่งหันไปทางบัยตุ้ลมักดิส อีกด้านหันไปทางบัยตุ้ลลอฮ์ แต่ปัจจุบันหลังจากมีการบูรณะมัสยิด มิห์รอบด้านที่หันไปทางบัยตุ้ลมักดิสไม่มีเหลืออยู่แล้ว เหลือแต่ด้านที่หันไปยังบัยตุ้ลลอฮ์ที่เดียว









สายๆ 11โมงก็กลับถึงโรงแรม เที่ยงกว่าๆอะซานดุฮรี่ ก็เดินไปละหมาด กลับมากินข้าวเที่ยง เกือบทุกมื้อเป็นไก่ ตั้งแต่ในมักกะห์แล้วที่มีแต่ไก่ มีเนื้ออยู่ไม่กี่วัน และมีแกงกุรหม่าแกะอยู่ 2 มื้อ ได้กินข้าวหมกแพะอยู่มื้อหนึ่ง ข้างๆโรงแรมมีร้านขายผลไม้ ส้ม ลูกไหน(มิช มิช หรือลูกพรุน) กก ละ 15 ริยาล, องุ่นม่วง กก ละ 20 ริยาล, แอปเปิ้ล กก ละ 10 ริยาล, แตงโมลูกละปรมาณ 5-7 กก ลูกละ 15 ริยาล กล้วยหอม ขายเป็น กก.ละ 10 ริยาล ยังมีมะนาว แพร์ ซูกินี่ ที่ไม่ได้ถามราคา เพราะเห็นคนรุมซื้อกันมาก
ตามท้องถนน ข้างถนน มีแผงลอยค้าขายสินค้านานาชนิด เสื้อผ้า ของกิน ของใช้ ซีดี อัลกุรอ่าน อินทผาลัม ซะบีบ ฯลฯ
*ประเภทผลไม้แห้ง โดยเฉพาะมะเดื่อ ถั่วพิสทาชิโอ(หรืออรับเรียกฟุสตุก ) ควรหาซื้อจากมักกะห์ เพราะที่มะดินะห์หาซื้อยากไม่ค่อยมีขาย มะเดื่อ(อรับรียกตีน) มีก็เป็นแบบบรรจุกล่องพลาสติกไว้หลายขนาด ราคากล่องใหญ่ประมาณ 25 ริยาล ฟุสตุก(ถั่วพิสตาชิโอ้) ถุงละ 50 ริยาลดูไม่ค่อยใหม่และไม่อ้าเยอะ เห็นในมักกะห์เม็ดจะโตกว่า ราคากิโลกรัมละ 50 ริยาล อินทผาลัมสด ราคากิโลกรัมละ 10 ริยาล มีแบบลูกสีแดงและแบบลูกสีเหลือง



ร้านขายผลไม้สด

แม่ค้าขายของจิปาถะ

หลังมักริบเด้กๆ จะมาขายของเล่น

นี่ก็เด็กๆมาขายขอเล่นอีกคน

27 ตค 2557 ไปละหมาดที่มัสยิดนะบะวีย์ทุกวักตู ลองขึ้นไปละหมาดบนดาดฟ้า มีบันไดเลื่อนให้ขึ้นลง อะซานแล้วบันไดจะเลื่อนขึ้น ละหมาดเสร็จอิหม่ามให้สลามบันไดจะเลื่อนลง ขณะอิกอมะห์ละหมาดบันไดจะหยุด มีสร้างเป็นเพิงกันแดดบางส่วน บางส่วนเปิดโล่ง ปูพรมเอาไว้ทั้งหมด บางส่วนจะเป็นหลังคาโดม 28 ตค 2557 อาจารย์ชาฟิอีพาไปด้านหน้ามัสยิดนะบะวีย์ หน้าโดมเขียว เพื่อทำการให้สลามกับกุโบนบี อบูบักร อุมัร และกุโบบะกีอะ ถ่ายรูปรวมหมู่หน้ามัสยิดนะบะวีย์ พอเสร็จก็พาเดินไปดูห้องพิพิธภัณฑ์ของ มัสยิดนะบะวีย์ แต่เราเดินแยกออกไปถ่ายรูปมัสยิดต่างๆ คือ มัสยิด เฆาะมามะห์ ท่านนบีเคยมาละหมาดอีดที่นี่, มัสยิดอบูบักร, มัสยิดอาลี แล้วกลับเข้าโรงแรม เอกขเนกรอไปละหมาดดุฮริในมัสยิด แซะห์ไม่ได้พาไปเข้าชมเราเดาะห์ กุโบนบี กุโบอบูบักรและกุโบอุมัร และมัสยิดเฆาะมามะห์ มัสยิดอบูบักร มัสยิดอาลี ซึ่งแซะห์อื่นเขาพาไป
หลังละหมาดมักริบ จะมีเเด็กๆ มาขายของเด็กเล่นที่มีแสงสว่างระยิบระยับ ยามค่ำคืน


กำลังเดินไปหน้ามัสยิดเพื่อให้สลามกับกุโบรนบี

หนูนิสรีน ฮะลิมะห์ คอดิเยาะห์ มาลี ปุ๋ย

แม่และบุชรอ กำมะเรี๊ยะ ปุ๋ย นิสรีน

กำมะเรี๊ยะ คอดิเยาะห์ ปุ๋ย นิสรีน กุ้ง















ด้านหน้าป้ายชื่อมัสยิดอัลเฆาะมามะห์

มัสยิดซัยยิดดินาอบูบักร อัซซิดดิก

ป้ายชื่อมัสยิดซัยยิดดินาอบูบักร อัซซิดดิก

ด้านหลังมัสยิดซัยยิดดินาอบูบักร อัซซิดดิก

ป้ายชื่อมัสยิดซัยยิดดินาอาลี

มัสยิดซัยยิดดินาอาลี

รถตู้มาคอยรอรับผู้โดยสารไปเที่ยวชม สถานที่ ต่างๆในนครมะดินะห์

รายการเยี่ยมมัสยิดต่างๆในมะดินะห์ แซะห์ไม่ได้พาไป พาไปกล่าวสลามกุโบรนบี กุโบรอบูบักร กุโบรอุมัร กุโบรบะกีอะด้านนอกหน้ามัสยิด เสร็จแล้วชี้ไปไกลๆว่า โน่นมัสยิดอบูบักร มัสยิดอาลี แค่สองหลัง แล้วพาไปชมพิพิธภัณฑ์ของมัสยิดนะบะวีย์ เราต้องเดินไปดูแล้วถ่ายรูปมา วันที่ 29 ตค 2557 ละหมาดตามเวลาทุกมื้อ แต่เรานัดเฮมไว้ สี่ทุ่มจะไปเยี่ยมเราเดาะห์(คือพื้นที่ที่บ้านท่านนบีถึงมิมบัร) การไปเยี่ยมเราเดาะต์อัลชะรีฟะต์นั้นเข้าไปทางประตูบาบุสลาม เดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นผู้คนยืนกันอยู่หนาแน่น ค่อยๆแซกตัวเข้าไปซึ่งมีผู้คนหนาแน่นด้านหน้าหยุดพิงเสาไว้ จะเห็นมิมบัรอยู่ทางด้านขวามือ เดินเข้าไปอีก 2 ก้าวก็เข้าสู่พื้นที่พรมเขียว ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นเราเดาะห์แล้ว แต่กว่าจะเข้าไปบนพรมเขียวได้ต้องเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คน ถูกผลักไปผลักมา คนที่ยืนอยู่บนพรมเขียวมีทั้งละหมาดอยู่และขอดุอาอ์ ยืนเบียดชิดกันมาก พอดีเห็นที่ว่างอยู่นี๊ดเดียวพอให้ยืนรอได้ มีคนละหมาดเสร็จแล้วจะอู้ยืนขอดุอาอ์โดยเอาเราเป็นแนวกันให้ดูเหมือนว่ายังออกไม่ได้เลยยืนขอดุอาอ์ ได้ที่ยืนละหมาดแล้วเหลือบไปเห็นเฮมยืนละหมาดอยู่ก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ส่งเสียงไล่คนที่ขอดุอาอ์ยาวๆ ออกไป ยืนละหมาดได้ก้มรุกั๊วะก็ชนคนข้างหน้าต้องเบนๆ หัวหาที่ก้ม และเวลาลงสุญูดยิ่งแย่ใหญ่เลยเพราะก้มลงไปมีแต่ตีน ต้องเอามือไปตบๆผลักๆละหมาด 2 เราะกะอัตแล้วก็แอบหยิบกล้องออกมาไม่อยากให้คนอื่นเห็นเดี๋ยวมันผลักออกไป ถ่ายรูปได้ก็เบียดผู้คนออกมายืนบนทางเดินซึ่งยังเป็นพรมเขียวอยู่ยังจะออกมาลำบากเลย เพราะคนข้างหน้ายืนรอหาที่ละหมาดทั้งด้านหน้าและด้านข้างมี้หะรอบ พรมเที่เขาเรียกว่าพรมเขียวซึ่งปูไว้เป็นสัญญลักณ์ว่าเป็นเราเดาะห์นั้นแอบถ่ายรูปออกมา คอดิเยาะห์เห็นรูปแล้วบอกว่าไม่ใช่พรมเขียว แต่เป็นสีครีมๆ นอกนั้นเป็นพรมแดง ตั้งแต่หน้ามิมบัรถึงหน้าบ้านท่านนบี ความกว้างประมาณ 2 ซ็อบ(2 แถวละหมาด) ไปละหมาดอีก 2 เราะกะอัตข้างมี้หะรอบบนพรมเขียว แล้วได้แอบถ่ายรูปพรมกับมี้หะร็อบออกมาอีก ออกจากพรมเขียวมา แหงนดูข้างบนเห็นโคมไฟทองเหลืองห้อยระย้าสวยงามมาก ด้านหน้าที่เดินออกมาจากมี้หะร็อบเป็นมี้หะร็อบของอิหม่ามปัจจุบัน แวะให้สลามกุโบนบี กล่าวว่า
السَّلامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْـمَةُ الله وَبَرَكَاتُـهُ
คำอ่าน อัสลามุ อ้าลัยกะ อัยยุอัลนบียุ วะ เราะห์มะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮุ
แปลว่า ความสันติสุขจงมีแด่ท่านนบี ขอความเมตตาจากอัลลอฮ์และขอให้มีความจำเริญแก่ท่านนบีด้วย
เยี่ยมกุโบอบูบักร อัซซิดดีก
السلم عليك يا خليفة ابا بكر الصديق
คำอ่าน อัสลามุ อ้าลัยกะ ยา เคาะลีฟะห์ อะบา บักร อัซซิดิก
แปลว่า ความสันติสุขจงมีแด่ท่าน เคาะลีฟะห์อะบาบักร อัซซิดดิก
และกุโบอุมัร บินค็อตต็อบ
السلم عليك امير المومنين عمر بن الخطاب
คำอ่าน อัสลามุ อ้าลัยกะ อะมีร็อล มุมินีน อุมัร บินค็อตต็อบ
แปลว่า ความสันติสุขจงมีแด่ท่านผู้นำมุมิต็อบนีน อุมัร บิน ค็อต
ประตูกุบูรทั้งหมดมี 3 ชุดประตู ชุดแรก บานประตูติดกัน
บานแรกซ้ายเขียนไว้ที่เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูว่า" محمد رسول الله มุฮัมมัดดุรเราะซูลุลลอฮิ"
บานที่สอง(บานขวา) เขียนไว้เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูเขียนว่า" لااله الا الله ลา อี้ลาหะ อิลลัลลอฮุ " ชุดที่สอง บานประตูห่างกันเล็กน้อย
บานแรกเขียนไว้เหมือนกับชุดแรกเลยว่า เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูว่า" محمد رسول الله มุฮัมมัดดุรเราะซูลุลลอฮิ"
บานที่สอง(บานขวา)เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูเขียนว่า" لااله الا الله ลา อี้ลาหะ อิลลัลลอฮุ "
แต่มีตัวหนังสือในวงรีเขียนว่า "เฮน่า อัสลามุ อ้าลา เราะซูลุลลอฮิ" ชุดที่สาม บานประตูติดกัน
บานแรกซ้ายเขียนไว้ที่เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูว่า" محمد رسول الله มุฮัมมัดดุรเราะซูลุลลอฮิ"
บานที่สอง(บานขวา) เขียนไว้เหนือลวดลายคล้ายๆโดม กลางประตูเขียนว่า" لااله الا الله ลา อี้ลาหะ อิลลัลลอฮุ " (ถ้าผิดพลาดอย่างไรไป ในการชี้แจงเรื่องกุบูรทั้ สามชุดประตูนี้ ขออภัยไว้ด้วยความนับถือ และช่วยชี้แจงกลับด้วยที่ [email protected] จะขอบพระคุณอย่างยิ่ง) เพราะแซะห์ไม่ได้พาไปแนะนำ ต้องเข้าไปเอง แล้วเดินออกทางประตูบะกีอะประตูที่ 41 باب بقيع ركم ٤١


มิมบัรมองจากมุมพรมแดงรอยต่อพรมเขียว


มิมบัรมองจากมุมพรมเขียวด้านหลังหลังละหมาดเสร็จ


มี้หะหร็อบท่านนบี


พรมเขียวที่บริเวณเราเดาะห์อัชะรีฟะห์


ประตูแรกไม่มีอะไร ไม่ต้องหยุด ประตูชุดที่สองนี้ มีกุบูรนบีฯอยู่บานซ้าย มีป้ายวงรีบอกที่ลูกศรชี้
บานประตูที่สอง ด้านซ้ายเป็นกุบูรอบู บักร มีป้ายวงรีด้านซ้าย บานขวามือ
บานประตูที่สอง ด้านขวาเป็นกุบูรอุมัร มีป้ายวงรีด้านขวาบอกไว้


ไม่มีอะไร ไม่ต้องหยุด เดินผ่านไปประตูกลางเลย


กูบูรนบี(บานซ้าย) อบูบักรและอุมัร ตามป้ายชื่อที่เขียนบอกไว้ในป้ายวงรีเหนือลวดลายกลางบานประตู


ประตูกุบูรนบีฯ และอบูบักรและอุมัร สมัยก่อนปี2557 ป้ายบอกชื่อที่บานประตูเป็นป้ายวงกลม


ประตูช่องที่ 3 นี้ ไม่มีอะไร ไม่ต้องหยุด ออกประตู41 อัลบากี้อะไปเลย


แผนผังแสดงหลุมกุบูรนบีฯ และอบูบักร แลัอุมัร ตามลำดับ
หัวกุบูรหันไปทางขวา ปลายเท้าอยู่ทางซ้าย


เยี่ยมกุโบรนบีอบูบักรอุมัรเสร็จก็ออกทางประตู"บากี็อะ" สี่ทุ่มสี่สิบ

ประตูทางออกคือ ประตูบากี้อะ ที่41

รายการเยี่ยมเราเดาะห์อัลชะรีฟะห์ กุโบรนบี กุโบรอบูบักร กุโบรอุมัร แซะห์ไม่ได้พาไปแล้วแนะนำว่ากุโบรอยู่อันไหน ใน 3 ช่องประตู เราก็ได้แต่เดาๆเอา วันที่ 30 ตค 2557(ตรงกับวันที่ 6 มุฮัรรอม 1436) หลังกินข้าวเช้าออกไปเดินซื้อของกลับมาหน้าโรงแรม พบพ่อค้าชาวอาหรับที่เช่าร้านใต้ถุนโรงแรมกำลังกินมื้อเที่ยงกัน พอถ่ายรูปได้เขาชวนนั่งกิน คุบุส(ขนมปังอบแบบอรับ ไม่ใส่ผงฟู ไม่ใส่ยีสต์) กับเนยแข็งอย่างเปรี้ยวกับอย่างหวาน กับมะกอกดอง กินไปครึ่งแผ่นได้ ก็ขอบใจเจ้าภาพ (ชุกรัน شكرا ) และดุอาอ์
الحمد لله الذي الطعام نا و سقانا وَجَعَلَنَا مُسْلِمِيْنَ
คำอ่าน อัลฮัมดุ ลิลลาฮิลละซี อัตเตาะอามะ นา วะ ซะกอนา วะ ญะอัลละนา มุสลิมีน
แปลว่า การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮุ ซึ่งประทานอาหารแก่เราและให้เราได้ดื่ม และทำให้เราได้เป็นมุสลิม
แล้วเดินขึ้นโรงแรม
ก่อนมามักกะห์เพื่อนฝากมะขามเปียกมาให้คนในมักกะห์ แต่ไม่มีคนมาเอาจนต้องเอาไปมะดินะห์ด้วยจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่30ตค57 จึงมีคนไปติดต่อผ่านเอ๋ ว่าจะมาเอามะขามเปียก ให้ฝากเอ๋ไว้ด้วย


ร่วมวงมื้อกับอาหรับพ่อค้าขายของ


ขึ้นห้องมาถ่ายรูปสมาชิก

จัดกระเป๋าครั้งสุดท้าย นอนเอกขเนกรอเวลา สามทุ่มเข็นกระเป๋าออกมาเรียงไว้หน้าลิฟท์ สี่ทุ่มแซะห์มาขนกระเป๋าลงล็อบบี้ เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นกับอนัส ที่มาช่วยขนกระเป๋าจะเสร็จแล้วจะกลับไปห้อง บังเอิญไปถามแซะห์อุ๊ว่า เป็นหน้าที่ใครที่จะขนกระเป๋าลงล็อบบี้ แต่แซะห์อุ๊ไม่ได้พูดอะไรกลับทุ่มกระเป๋า 2 ใบเข้าไปในลิฟท์แล้วบอกว่า "นี่ไงคนขน นี่ไงคนขน" อนัสนำความไปบอกพ่อตาแม่ยาย พ่อตาได้เดินไปสอบถามแซะห์อุ๊ว่าทำไมทำแบบนั้น แต่ไม่ได้รับคำตอบ เรื่องก็เงียบไป เรื่องนี้อนัสเป็นคนมาเล่าสู่ฮุจยาจ บอกว่ามีเรื่องอยากจะระบายความในใจ ถ้าเก็บไว้กลัวจะเครียด

แต่งตัวรอกลับบ้าน


ชุดนี้แหละใช้เดินทางกลับบ้าน ขามาก็เสื้อตัวนี้แหละ


ระหว่างนั่งรอจะขึ้นรถไปสนามบินมะดินะห์





สี่ทุ่มครึ่งได้ยินเสียงตะโกนจากคนข้างนอกห้องว่า "เขาลงไปกันหมดแล้ว" ทุกคนในห้องก็ออกจากห้องลงมาล็อบบี้ แต่ได้ยินการบอกกล่าวจากผู้ช่วยแซะห์ว่า พาสปอร์ตยังไม่มาให้กลับเข้าไปนั่งรออยู่ภายในล็อบบี้ก่อน ขณะนั้นก็มีชาวอิยิปต์มาขนกระเป๋าใหญ่และกระเป๋าถือไปใส่ท้องรถบัส มีบางใบหลงอยู่ในล็อบบี้ แซะห์ก็บอกให้ทุกคนมาดูว่าเป็นของใคร แล้วให้นำไปขึ้นไว้ท้ายรถบัส เราและอีกหลายคนช่วยๆกันลำเรียงขึ้นรถ กระเป๋าถือทุกใบที่หลงอยู่ขึ้นเก็บไว้ท้ายรถ แล้วฮุจยาจทุกคนรวมทั้งอาจารย์ชาฟิอีด้วย กลับเข้ามานั่งรอในล็อบบี้กลุ่มหนึ่งสิบกว่าคนอยู่ตรงล็อบบี้ใหญ่คุยกันสนุกสนานเฮฮา ถ่ายรูปหมู่กัน จนเวลาล่วงมาตีหนึ่งครึ่งได้ยินเสียงคนพูดว่าให้ขึ้นรถได้แล้ว ทั้งหมดก็ทะยอยกันขึ้นรถตีสองกว่า พาสปอร์ตมา แจกพาสปอร์ตครบก็ออกเดินทางไปสนามบินมะดินะห์ แซะห์อุ๊ขึ้นมาบนรถถามฮุจยาจว่าใครจะเอาน้ำซัมซัมบ้าง ขวด 5 ลิตร ราคา10 ริยาล (กลับมาบ้านแล้วรู้จากหลานไปทำฮัจย์ปีก่อนได้น้ำซัมซัมขวด 10 ลิตร ราคา 20 ริยาล) ก็มีผู้ประสงค์จะได้กันหมดทุกคน ที่นี้ตอนจ่ายเงิน มีปัญหาละสิ เพราะบางคนมีแบ็งค์ใหญ่ไม่ได้เตรียมแลกเอาไว้ แซะห์ก็ทำหน้ามึนๆ แล้วบอกว่าไม่มีทอน ต้องไปเก็บจากพวกที่มีแบ็งค์ย่อยมาก่อนพวก เดินทางมาถึง สนามบิน "เจ้าชายมุฮัมมัด บิน อับดุลอัซซีซ" อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมะดินะห์ ห่างออกไปประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ปอร์เตอร์(พนักงานขนกระเป๋า)ขนกระเป๋าลงจากรถ วางเรียงแถว แล้วแซะห์อุ๊ก็เรียกฮุจยาจให้ลงจากรถได้ ลงมาเลือกกระเป๋า ก็ฉุกละหุกกันพอสมควร หาอยู่นานบอกพวกปอร์เตอร์ด้วยว่าของเราหมายเลข 3 กับเลข 4 ค้นหาจนเจอแล้วปอร์เตอร์ก็เดินนำเข้าสนามบิน ให้ติปปอร์เตอร์ไป10 ริยาล(มันบอกว่า "มันนี่ เท็น ทเว็นที่ริยาล") ความจริงหิ้วกระเป๋าเข้าสนามบินเองก็ได้ เพราะเดินไม่ไกล แต่แซะห์ไม่ได้บอก จึงปล่อยให้ปอร์ตเตอร์สนามบินเข็นกระเป๋าเข้าไป รอการชั่งน้ำหนักซึ่งของเราสามชิ้นไม่ถึง 60 กก แน่นอน หิวไปซื้อ Pringles กระป๋องมากิน ราคา 14 ริยาล(140บาท)


ตีสามกว่าที่สนามบินมะดินะห์


นั่งรอชั่งกระเป๋าและรับพาสต์ปอร์ต

ตี 5 ของวันศุกร์ที่ 31 ตค 2557 จะไปละหมาดศุบฮิ แต่โดนเรียกไปรับพาสปอร์ตนำไป ติดสติกเกอร์ที่มีบาร์โค็ดตราขาออกสนามบินมะดีนะห์เสร็จ มีนางคนที่จองที่นั่งบนรถตอนไปทุ่งมีนามาช่วยรอรับใบยืนยันการติดสติกเกอร์ตรวจคนเข้า-ออกเมือง รับพาสต์ปอร์ตคืนมาจากเจ้าหน้าที่แล้วก็ไปละหมาดศุบฮิ แล้วโดนต้อนเข้าเช็คอิน พวกที่มีกระเป๋าสองใบ โดนกักไว้ สักพักใหญ่ก็เช็คอินเข้ามาได้ จะเดินไปขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ตรวจคนขาออกเมือง แสกนรหัสบาร์โค็ด แล้วต้องเดินผ่านเครื่องตรวจจับอาวุธ กระเป๋าสะพาย กล้อง โทรศัพท์ แม้แต่สายคล้องคอที่มีส่วนโลหะอยู่ก็ต้องถอดใส่ตะกร้าเข้าเครื่องตรวจ ถ้าไม่เอาออกจากร่างกายจะมีเสียงสัญญาณดัง เราโดนตรวจซ้ำสองเที่ยวมันดังเพราะสายบัตรคล้องคอ พนักงานก็เร่งเราให้รีบเดินไปขึ้นเครื่องกัล์ฟแอร์ เที่ยวบินที่ GF 176 ได้ที่นั่งเลขที่ 32D คอดิเยาะห์ก็ได้ที่นั่งติดกัน แต่นิสรีนมาขอนั่งด้วยเราจึงไปนั่งที่นิสรีนแทน
พอลงจากรถที่ตีนบันไดเครื่องบินพนักงานยืนรอตรวจเลขที่นั่งแล้วโดนชี้ไปบันไดหลัง พอดีเห็นแสงเรืองรองมาจากหลังเขาในเมืองเลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นตอนแสงแรกจับขอบฟ้าเหนือนครมะดินะห์ ได้ถ่ายภาพเหนือเมืองมะดินะห์บนมุมสูงให้รู้ว่าเมืองมะดินะห์นี้ก็อยู่ภายในอ้อมกอดของภูเขา นอกเมืองมีภูเขามากมาย


รุ่งอรุณเบิกฟ้าเหนือนครมะดินะห์


หนูนิสรีนมาขอแลกที่นั่ง


ชานเมืองมะดินะห์บ้านเรือนกระจัดกระจาย


นอกเมืองมะดินะห์มีแต่ภูเขาห้อมล้อม


อาหารว่างบนเครื่องไปบะห์เรน


ลงจากเครื่องเที่ยวบินที่ GF 176 มะดินะห์-บะห์เรน

บินสองชั่วโมง ถึงบาห์เรน เข้าทรานสิท(เปลี่ยนเครื่องบินลำอื่น)อย่างเร่งรีบ ขึ้นเครื่องกัล์ฟแอร์เที่ยวบินบะห์เรน สุวรรณภูมิ GF 150 เลขที่นั่ง 52D คอดิเยาะห์ก็ได้ที่นั่งติดกับเราอีก มีลูกสาวแชการีมนั่งอยู่ติดเราทางขวามือ เครื่องเทคออฟประมาณ สิบโมงยี่สิบเก้า บินหกชั่วโมง นั่งเครื่องบินเที่ยวนี้หลับๆตื่นๆ อดนอนมาทั้งคืน ถึงไทยบวกเวลาอีก 4 ชม ถึงสุวรรณภูมิเกือบสองทุ่ม นางคนที่จองที่นั่งบนรถบอกว่า ให้กรอกเที่ยวบินในใบอะไรไม่รู้ ก็เลยวานเด็กๆกรอกให้ ไปมีเข้าแถวยืนรอตรวจลงตราเข้าเมือง ต่อคิวกันหลายแถวแถวละหลายคน ยื่นพาสต์ปอร์ตยืนให้ชิดหน้ากล้อง แล้วรอรับกระเป๋ามีพวกหนุ่มๆช่วยยกออกมาจากสายพานให้
ขนขึ้นรถเข็นไปรอรับน้ำซัมซัม เสียเวลาคอยอยู่นานพอควร เป้าได้รับโทรศัพท์จากแดงว่ามารออยู่ประตู 9 เข็นรถออกไปประตู 9 ซัลมา เงาะห์ นิเขียว ป้าวอ บุคอรีและครอบครัว ซะห์และซินดารุส แดงและลูกๆ มารอรับอยู่ชั้นบน เข็นกระเป๋าขึ้นทางเลื่อนขึ้นไป เจอคณะที่มารอรับยืนคุยกันพักหนึ่ง นิสรีนอุ้มหลานมาทำความรู้จักแล้วขอตัวไป พวกซะห์และป้าวอก็แยกกันกลับหนองจอก ส่วนเราก็ขึ้นชั้นบนไปขึ้นรถนิเขียวกลับพระราม 9 ถึงบ้านสี่ทุ่มกว่า รื้อกระเป๋าทันที เรากับคอดิเยาะห์ ละหมาดใช้ 4 วักตูรวด คุยกับลูกๆจนห้าทุ่มกว่าก็เข้านอน


จอเครื่องเล่นมัลติมิเดี่ย บอกเกี่ยวกับการบิน จากสนามบินมานามาสู่สุวรรณภูมิ




ถึงแล้วสุวรรณภูมิ แต่เครื่องยังจอดไม่สนิท ข้างนอกตกหนักน้ำนองสนามบิน


ได้กระเป๋าสัมภาระแล้วรอน้ำซัมซัม


ออกมาจากห้องตรวจพาสต์ปอร์ต เข็นขึ้นบันไดเลื่อน ลูกและเงาะห์ เขียว ซะห์ บุค อารีนา แดงอา


ดูหน้าตาสุดโทรม เพราะไม่ได้หลับนอนตั้งแต่คืนพฤหัสฯ


อาการแย่ ตาโรย ง่วงนอนมากๆ ไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้วนั่งเครื่องอีกหนึ่งวัน จนสองทุ่ม
เป็นการเดินทางที่เหนื่อยมาก


บรรดาญาติๆและลูกสาวมารอรับ


ของฝากจากมักกะห์มะดินะห์


ของผากญาติมิตร



กล่องน้ำซัมซัม บรรจุขวดพลาสติกน้ำซัมซัมขนาด 5 ลิตร
จ่ายค่าบ ริการขวดละ 10 ริยาล
ปี 2556 หลานไปฮัจย์มาได้ขวดใหญ่ 10 ลิตร 20 ริยาล
(วงแหวน 2 ชั้นบนลานตอวาฟเพื่อคนชราและพิการสร้างเสร็จและเปิดให้บริการ)
(เมื่อปี 2556 เป็นปีที่วงแหวน 2 ชั้นบนลานตอวาฟเสร็จเปิดใช้งาน)
ภาษาอรับเขียนว่า
ماء زمزم
Zamzam
مشروع خادم الحرمين لشريفين لسقيا زمزم
โครงการมัสยิดศักดิ์สิทธิ์เพื่อน้ำ Zamzam
التشغيل و الاشراف
การดำเนินงานและการกำกับดูแล
شركة المياه الوطنية
บริษัท น้ำแห่งชาติ
مخصصة للنقل جوا
Dedicated for air shipping
สำหรับการขนส่งสินค้าทางอากาศ
www.nwc.com.sa
ที่ไหล่ขวดน้ำซัมซัม
พิมพ์นูนว่า Zamzam زمزم
ที่ฉลากข้างขวด
มะอ์ซัมซัม ماء زمزم
Zamzam Waterหน้าหนึ่ง เขียนว่า
خير ماءعلى وجه الارض
น้ำที่ดีที่สุดบนหน้าแผ่นดินโลกนี้
KING ABDULLAH BIN ABDULAZIZ ZAMZAM PROJET
ที่ฉลากอีกหน้าหนึ่งเขียนว่าภาษาอรับเขียนว่า
غير مهيا ة للشحن الجوي
สินค้าบรรจุสำเร็จส่งทางอากาศ(แปลจากภาษาอรับได้อย่างนี้)
NOT SUITABLE FOR AIR SHIPPING
(แต่พอมาภาษาอังกฤษแปลว่าไม่เหมาะกับขนส่งทางอากาศ)
تحفظ فى درجة حرارة اقل من ٣٠ درجة مءوية بعيدا وبعيدا عن اشعة الشم
ควรเก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 30
องศาเซลเซียส
Store below 30 degrees celcius
and away from direct sunlight.
ครีมNIVIAกระปุกน้ำเงินราคา
22 ริยาล
ครีมNIVIA กระปุกขาว(soft)
ราคาซื้อ10กระปุกๆละ 25 ริยาล ซึ่งระยะหลังลดราคาเหลือ20ริยาล
— ที่ บ้านพระราม9
ถั่วพิสตาชิโอ้ pistachio ควรซื้อในมักกะห์
ภาษาอาหรับเขียนว่า فستق
สตาชิโอ้มีผลิตจาก แคลิฟอเนีย กรีก ตุรกี อิหร่าน
Iranian fandoghi
มี 2 ชนิด Roasted and salted pistachio with added lime,
Roasted and Salted Pistachio
ชื่อลักษณะ Types of Iranian Pistachio:
Product of Iranian pistachio have type of varieties
from the view point of shape and quality
- Kalleh Ghouchi Pistachio (Jumbo)
- Fandoghi Pistachio (Round)
- Akbari Pistachio (Long)
- Ahmad Aghaei Pistachio (Long)
- Badami Pistachio (Long)
ราคาขายในอาลีบาบาดอทคอม 8.6 - 14.4 $/กิโลกรัม(275 - 460บาท)
ราคาขายในมักกะห์ กิโลกรัมละ 50 ริยาล(ประมาณ50*8.69=435 บาทไทย)
ราคาที่มะดินะห์เป็นถุงๆละ 50 ริยาล (ไม่รู้ถึงกิโลกรัมไหม)

เมล็ดอัลม่อน ถุงละ 30 ริยาล

อินทผาลัม (Date)( التمر )มีมากมายหลายสายพันธุ์
ชนิดลูกกลมใหญ่ ชนิดลูกยาวใหญ่ ชนิดเนื้อนิ่ม ชนิดเนื้อหนาเหนียว ชนิดไร้เมล็ด
ชนิดลูกกลมเนื้อเหลวไม่ต้องเคี้ยวมากละลาายง่ายในปาก ชนิดยาว 7 เมล็ดได้หนึ่งศอก
แต่มีอยู่พันธุ์หนึ่งที่ท่านนบีชอบ คือ พันธุ์ "อัจวะห์" ราคาต้นฤดูฮัจย์ 80 - 100 ริยาล
ปลายๆฤดูฮัจย์(ย่างเข้าเดือนมุฮัรรอม) ราคาจะลลดลงมามากเหลือประมาณ 40 - 50 ริยาล
รสชาติขึ้นอยู่กับรสนิยมความชอบของคนคนนั้น ไม่อาจบอกได้ว่าพัรธุ์ไหนดีที่สุดหรืออร่อยที่สุดง
อินทผาลัมห่ามราคาประมาณ 10 - 15 ริยาล เท่าที่เห็นมี 2 พันธุ์ คือชนิดแดงยาว และชนิดเหลือง

ซะบีบ زبيب ลูกเกด
ลูกใหญ่เหลือง ราคา กิโลกรัมละ 25 ริยาล
ลูกเล็กเหลือง ราคา กิโลกรัมละ 20 ริยาล
ลูกเล็กดำ ราคา กิโลกรัมละ 15 ริยาล
— ที่ บ้านพระราม9


จบการเดินทางไปทำฮัจย์ด้วยดีนอนเพลียๆอยู่ห้าวัน ไปหาหมอเจาะเลืดเช็คน้ำตาล, ไขมันไตรกีเซอลายน์, ไขมัน LDL(cholesterol), ตับ ทุอย่างดีหมด ยกเว้นน้ำตาลในเลือด 160 ก็ดูไม่สูงมากนัก แต่จัดอยู่ในระดับว่าสูง ต้องควบคุมอาหารให้ดี กลับจากฮัจย์ น้ำหนักลดไป 2 กิโลกรัม นอนเพลียอยู่ที่บ้านลดลงอีก 2 กิโลกรัม รวมตอนนี้ลดไป 4 กิโลกรัมแล้ว เข้าชมศึกษาประเทศราชอาณาจักรซาอุดิอาราเบีย Kingdom of Saudi Arabia

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อชิ้นส่วนต่างๆ ของกะอะบะห์
اسم أجزاء الكعبة

Name of Ka'abah parts.
1. หินดำ หัจร็อลอัสวัด حجر الاسود
2. ประตูกะอะบะห์ الباب الكعبة
3. รางทอง الحوض الصغير الذهبي หรือเรียกอีกอย่างว่า مزاب طلة Mizab Talla เป็นรางน้ำฝนทำด้วยทองติดตั้งอยู่บนหลังคากะอะบะห์
4. ฐานรากชาดาวาน دعم من الكعبة เป็นหินอ่อนสีขาวประกอบฐานรากกะอะบะห์ที่ลาดเอียงต่ำลงมา ด้านที่ 2 คือจากมุมที่ 2 รุกนุน อิรัก ถึงมุมที่ 3 รุกนุน อัลชามี ไม่ได้ติดตั้งชาดาวาน หินอ่อนที่ใช้รวมทั้งหมด 68 ก้อน
5. หะจัร อิสมาอีล حجر اساعيل คือแท่นหินสร้างโค้งครึ่งวงกลม อยู่ระหว่ามุมที่ 2 อัลรุกุนอิรัก หรือรุกุนชะมาลี่(ทิศเหนือ) ركن شمالي และมุมที่ 3 รุกุรชามี่ ในลานแห่งนี้เรียกว่า الحطيم ซึ่งเคยเป็นกุบูรนบีอิสมาอีล และมารดาท่านด้วย (พระนางหะญาร حجار )
ฮาติม Hateem الحطيم คือลานระหว่างหินโค้งอิสมาอีลกับผนังกะอะบะห์ โปรดระวังขณะตอวาฟอยู่ ห้ามผ่านเข้าไป เพราะจะทำให้เสียวงโคจรตอวาฟไป
6. ฮัตวิม Hatwim (หรือเรียกว่า"มุลตะซิม الملتزم Al Multazim ด้วย) เป็นผนังแคบๆ ที่อยู่ระหว่างหินดำกับประตูกะอะบะห์
7. มะก่อมนบีอิบรอฮีม مقام ابراهيم Maqamaam Ibrahim เป็นรอยเท้า 2 ข้างบนแผ่นหินที่ท่านนบีอิบรอฮีมยืนดูผลงานที่ก่อสร้างกะอะบะห์
8. รุกนุนชารกี้ ركن شارك คือชื่อมุมที่ 1 ที่มีหินดำฝังไว้ที่มุมด้านล่างสูงจากพื้นประมาณ 1.50 ม.
9. รุกนุน อิหม่าน ركن امان หรือ รุกุนยะมานี ركن يماني คือมุมที่ 4 ก่อนถึงหินดำ ท่านนบีเคยกล่าวว่า ท่านมาถึงที่นี่เมื่อไร จะต้องเห็นญิบรีลอยู่ที่นี่อยู่ก่อนแล้ว เพราะที่นี่คือประตูสวรรค์ มีชื่อเรียกอีอย่างว่า Rukn Al Junubi รุกน อัลจุนูบี
10. รุกนุนอัลชามี(กัรบี) رُكّنُ الشامي คือมุมที่ 3 เป็นมุมที่อยู่ถัดมาจากหินโค้งอิสมาอีล حجر اسماعيل
11. รุกนุนอิร็อก رُكّنُ عِرَاقِي คือมุมที่ 2 ถัดจากประตูกะอะบะห์มา หรือเรียกว่า มุมชิมาลิ(ทิศเหนือ) ركن شمالي
12. มุสตะจาร مستجار คือผนังด้านตรงข้ามประตูกะอะบะห์ คือระหว่างมุมที่ 3 รุกุนชามี่และมุมที่ 4 รุกุนยะมานี
(และมีบางกระแสนำไปเรียกผนังแคบๆ ระหว่างหินดำกับประตูกะอะบะห์ในชื่อ มุสตะญารด้วย)
13. เส้นหรือจุดหรือตำแหน่งที่ใช้เริ่มและสิ้นสุดการตอวาฟ ซึ่งทางรัฐบาลเขาปูหินสีเขียวไว้ให้เป็นที่สังเกตุและตามเสาจะมีไฟแสงสีเขียวบอกไว้ข้างทางด้วย
- มะตาฟ متعاف Mataaf คือลานตอวาฟ
- บ่อน้ำซัมซัม Zam Zam well بءر زمزم อยู่เลยมะก่อมนบีอิบรอเฮมออกมานิดเดียว
- เนินเขาซอฟา سفاء ท่านนบีเคยใช้ประตูอัลซาฟาเพื่อไปสะอาอ์ อยู่ตรงข้ามกับหินดำ และเนินเขามัรวะห์ مروة
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทสรุปอุมเราะฮ์

1. เหนียต (ความตั้งใจ) จากบ้าน ก่อนออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ อาบน้ำญะนาบะห์เพื่อครองอี้หะรอม 2. ครองอี้หะรอมจากสนามบินที่ไปแวะพัก เช่นสนามบินอัมมาน จอร์แดน, สนามบินบะห์เรน, สนามบินอามิเรต, สนามบินมัสกัต โอมาน, สนามบินไคโร อิยิปต์ ละหมาดครองอี้หะรอม 2 เราะกะอัต 3. ถึงมักกะห์พักผ่อนหายเหนื่อยแล้ว ให้เข้ามัสญิดิลหะรอม ทำการฏอวาฟอุมเราะฮ์ 4. เริ่มฏอวาฟที่มุมหินดำ ก่อนตอวาฟสำรวจผ้าอี้หะรอมว่าห่มแบบสไบเฉียงหรือไม่ ต้องห่มแบบสไบเฉียง ยกมือขวา (หรือทั้งสองมือ) ขึ้นระดับไหล่ เอาฝ่ามือออกไปข้างหน้า แล้วตักบีรว่า บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร วะ ลิลลา ฮิลฮัมด์ ตอวาฟทั้งหมด 7 รอบ เดินเวียนซ้าย (เอาไหล่ซ้ายเข้าหากะอะบะห์)
มาถึงมุมที่ 4 อ่าน
رَبَّنا آتِنا في الدُّنيا حَسَنَةً، وفي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنا عَذَابَ النّار
"ร็อบ บะนา อะตีนา ฟิดดุนยา หะซะนะห์ วะ ฟิล อาคิเราะต์ หะซะนะห์ วะ กีนา อาดาบัล นาร"
โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา โปรดประทานสิ่งดีงามให้แก่พวกเรา ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และขอให้พ้นจากการลงโทษด้วยไฟนรกด้วยเทอญ แล้วอ่านซูเราะห์อื่นๆ ขออภัยโทษมากๆ
มาถึงมุมที่หนึ่ง (มุมหินดำ) ก็ทำการตักบีรอีกว่า บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร วะ ลิลลา ฮิลฮัมด์ (การนับรอบนั้นส่วนใหญ่จะนับหลง แต่ต้องมั่นใจว่าเจ็ดรอบจริงๆ ไม่แน่ใจตอวาฟเพิ่มไป ตามทางเดินมา มัสญิดหะรอม ฤดูฮัจญ์จะมีคนมานั่งขาย ลูกตัสบีหะ พวงเล็กๆ มีเจ็ดเม็ด พวงละ 2-3 ริยาล ไม่แพง ดีกว่านับรอบขาดๆ ไป) ตอวาฟครบเจ็ดรอบแล้ว 5. ไปละหมาด 2 เราะกะอัต ที่บริเวณหลังมะก่อมอิบรอฮีม หรือคนแน่นมากก็เลยขึ้นไปบนมัสญิดก็ได้
ก่อนละหมาด ต้องเปลี่ยนการห่มอี้หะรอมเป็นแบบ ปิดหมดสองไหล่ ละหมาดเสร็จแล้ว แวะหาดื่มน้ำซัมซัมก่อน แล้วเดินไปทางสะอา ไปที่เขาศอฟาก่อน 6. ยืนหันหน้าไปกะอะบะห์ ยกมือเหมือนตักบีร แล้วกล่าว บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร วะ ลิลลา ฮิลฮัมด์ เดินไปเขามัรวะห์ เป็นการเดินหนึ่งเที่ยว ต้องเดินทั้งหมด เจ็ดเที่ยว (ไม่ใช่รอบนะ)
พอมาถึงเขามัรวะห์ก็ หันหน้าไปกะอะบะห์ ยกมือเหมือนตักบีร บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุ อักบัร วะ ลิลลา ฮิลฮัมด์ 7. ตะฮัลลุ้ล ถ้าทำฮัจญ์อย่างเดียว ผู้ชายโกนหัวได้เลย (ผู้หญิงใช้ตัดผมเป็นกระจุกๆ สามกระจุก)
แต่ถ้าทำอุมเราะห์และจะทำฮัจญ์แบบ ตะมัตตุอะ ให้ขริบผมอย่างน้อยสามเส้น หรือเอากรรไกรตัด ฉึบ ฉึบ ฉึบ 3 ที ก็เป็นอันเสร็จพิธีอุมเราะห์ที่สมบูรณ์แล้ว

พิธีฮัจญ์ (ก่อนไปค้างคืนที่มีนา อย่าลืมซื้อ
1. เสื่อพลาสติกไปปูนอนที่มีนาและที่มุซดาลิฟะห์ด้วย และอย่าลืมซื้อ
2. มีดโกนยิลเลตต์ เอาไว้ไปโกนหัววันที่ 10 ซุลฮิจญะห์ "วันอีด ขว้างเสาหินวันแรก")


บทสรุปพิธีกรรมฮัจญ์
1. บ่ายหลังอัศรีแล้วของวันที่ 7 ซุลฮิจญะห์ อาบน้ำญะนาบะห์เพื่อครองอี้หะรอมฮัจญ์ เหนียตครองอี้หะรอมฮัจญ์แบบตะมัตตุอะ คอยรถมารับไปทุ่งมีนา เพื่อมะอ์บัยต์ (พักค้างแรมที่ทุ่งมีนา ในวันที่ 8 ซุลฮิจญะห์)
2. เช้าวันที่ 9 ซุลฮิจญะห์ เป็นวันวุกุฟ จะมีรถมารับไปทุ่งอะรอฟาต (อย่าลืมเอาเสื่อไปด้วย) เที่ยงกว่าๆ อะซานดุฮรี ละหมาดย่อ (กอซ็อร) รวมต้น (ญะมะอ์ตักดีม) อิกอมะต์ดุฮรีแล้วละหมาดย่อดุฮรี 2 เราะกะอัต ให้สลามแล้ว ลุกขึ้นอิกอมะต์อัสรี ละหมาดย่ออัสรี 2 เราะกะอัต ให้สลามแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว เข้า พิธีวุกุฟ อ่านดุอาอ์มากๆ ไม่พูด ไม่คุย ไม่ทำอะไรที่เป็นการเพ้อเจ้อ
ถึงเวลาอัสรีไม่ต้องละหมาดอัสรีแล้ว เพราะละหมาดไปแล้ว (มีคน หลงผิดละหมาดอัสรีอีก)
อย่าลืมตุนน้ำดื่มไว้มากหน่อยไปมุซดาลิฟะห์ ที่นั่นไม่มีน้ำให้ดื่ม
3. เข้าเวลามักริบ ห้ามละหมาดมักริบที่ทุ่งอะรอฟาต ยังคงขอดุอาอ์ไปเรื่อยก่อน รอเวลารถมารับไป มุซดาลิฟะห์
เมื่อมาถึงมุซดาลิฟะห์ ให้เลยเวลาอิชาอ์ไปก่อนค่อยละหมาดมักริบ เต็มสามเราะกะอัตและละหมาดอิชาอ์ ย่อ สองเราะกะอัต (ย่อและรวมหลังญะมะอ์ ตะอ์คีร) เก็บลูกกรวด 70เม็ด ลูกไม่ต้องใหญ่นักประมาณลูกมะเขือพวงหรือปลายนิ้วก้อย นอนพักผ่อน ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันมากที่มุซดาลิฟะห์นี้ แบ่งๆ ที่ให้กันนอน ละหมาดฟัจรี(ซุบฮิ) แล้วจึงเคลื่อนขบวนกลับทุ่งมีนา
4. ถึงมีนาแล้วไปขว้างเสาหินต้นใหญ่ (ต้นที่สาม) ก่อนขว้างกล่าว บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุ อักบัร ทุกๆ ก้อน
5. กลับที่พักมีนา โกนหัวได้ (ตะฮัลลุล) เปลื้องผ้าอี้หะรอมได้ ค้างคืนที่มีนา อีกสามคืน 11-12-13 เป็นวันตัชรีก ไปขว้างเสาหินหลังดุฮรีทั้งสามวัน แต่ . . . วันที่13 เช้ารีบเก็บสัมภาระเข้ากระเป๋าพร้อมเดินทางกลับมักกะห์ รีบไปรอเวลาดุฮรีที่เสาหิน ได้เวลาดุฮรี (จะได้ยินเสียงอะซาน) รีบขว้างเสาหิน แล้วรีบกลับเต้นท์ รถจะมารอรับเข้ามักกะห์
6. เข้ามักกะห์มาแล้ว รีบหาโอกาสไปตอวาฟ สะอา ฮัจญ์กันเสียเลย จะได้หมดภาระ สำเร็จพิธีฮัจญ์อย่างสมบูรณ์แล้วหลังตอวาฟ สะอาฮัจญ์ เหลือแต่ ตอวาฟวะดาอ์ (เป็นสุนัต) ก่อนออกจากมักกะห์ วันสองวันหรือก่อนสามวันก็ได้
(หลังตอวาฟ สะอาฮัจญ์แล้ว สามีภรรยาร่วมเสพเมถุนกันได้)
จบ . . . . . . النهاية . . . . . . . E N D

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน easyread



ความเห็น (0)