การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องใช้ภาวนามยปัญญาเป็นตัวหลัก ไม่ใช่ใช้สุตมยปัญญานำ
ภาวนามยปัญญา แปลว่าปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ปัญญาจากการนั่งภาวนายุบหนอพองหนอ เพราะภาวนา แปลว่าปฏิบัติ ภาวนามยปัญญาจึงแปลว่า ปัญญาปฏิบัติ (phronesis)
สุตมยปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการฟัง ตีความใหม่ว่า เป็นการเรียนรู้โดยการรับถ่ายทอด ทั้งจากการฟัง การอ่าน การดู และการใช้ประสาทรับรู้อื่นๆ เป็นรูปแบบการเรียนรู้หลักสำหรับสมัยก่อน แต่ไม่ใช่สำหรับสมัยนี้
หลักการเรียนรู้แบบภาวนามยปัญญานำตรงตามวงจรการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (adult learning) ที่เริ่มจากประสบการณ์ตรง (ภาวนา) แล้วสังเกตหรือเก็บข้อมูลและคิดทบทวนไตร่ตรอง (จินตมยปัญญา) นำไปสร้างหลักการหรือแนวความคิด เชิงนามธรรม ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบกับความรู้ในตำราหรือผู้รู้ (สุตมยปัญญา) แล้วจึงนำความรู้ตามที่ตนเข้าใจ ไปทดลองใช้ในสถานการณ์ใหม่ เป็นวงจรต่อเนื่องเรื่อยไป ตามแผนผังข้างล่าง
เด็กก็เรียนด้วยวงจรนี้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยความเป็น "มือใหม่" เด็กจึงต้องการความช่วยเหลือจากครู ให้ช่วย "สร้างโครง" (scaffolding) ให้ ซึ่งก็คือ ช่วยเป็น โค้ช หรือ "คุณอำนวย" (facilitator) นั่นเอง
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ย. ๕๗

"เด็กเรียนได้..ผู้ใหญ่เรียนดี"..(.ผู้ใหญ่ผู้รู้จริงหายาก..เด็กที่ไม่โดนมอมเมา..โดยผู้ใหญ่ไม่รู้จริงปฏิบัติจริง..ตรงนี้น่าคิด..)