ครั้งแรกที่ตกหลุมรัก : India

เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียน(ขอแทนตัวว่าผู้เขียนเพราะไม่รู้จะแทนว่าอะไร ก็เราเป็นคนเขียนก็ต้องเรียกผู้เขียนสิ)ได้ไปประเทศอินเดีย

แบบงงๆ เนื่องจากป้าของผู้เขียนมีคำสั่งมากระทันหัน เคยคิดว่าจะได้ไป 2 ครั้งแล้ว แต่ด้วยอะไรหลายอย่างทำให้ไม่ได้ไป จนป้าผู้เขียน (ซึ่งไปมาแล้ว 8 ครั้งๆล่าสุดเป็นครั้งที่ 9) บอกว่าที่ไม่ได้ไปเพราะเราบุญไม่ถึง เอ่อ..หลอกว่าหลานหรือเปล่า โอเคๆช่างเถอะ เรามาเข้าเรื่องเลยดีกว่า ที่ผู้เขียนจะไปอินเดียนี้เพราะมีงานบวงสรวงยอดฉัตรทองคำที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย 

วันที่ 1 พ.ย. 2557

ผู้เขียนถึงสนามบินเมืองคยา เวลา 6.30 น.ของประเทศอินเดีย (เวลาประเทศอินเดียช้ากว่าประเทศไทย 1ชม. 30 น.) แล้วต้อง

ต่อรถบัสเพื่อไปยังพุทธคยา ขณะที่กำลังขนสัมภาระนั้นก็ต้องตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่จากไหนก็ไม่รู้มาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถบัสอย่าง   

ขยันขันแข็ง ผู้เขียนมองไปรอบๆ ผู้โดยสารท่านอื่นก็ถูกช่วยเหลือเช่นกัน เมื่อเสร็จเรียบร้อย ผู้เขียนก็กล่าวขอบคุณ แต่เขาก็ยิ้มๆแล้วก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ป้าผู้เขียนเลยยืนแบงก์ 20 มาให้ เพียงเท่านั้นผู้เขียนก็ร้อง อ๋อ...เป็นแบบนี้นี่เอง ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด นึกว่ามีน้ำใจ แต่ป้าบอกว่าเราต้องเข้าใจเค้า มันเป็นการหาเงินของเขา......  การเดินทางโดยรถบัสเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ผู้เขียนนนึกว่าตำรวจไล่จับผู้ร้าย จะอะไรซะอีก ก็เล่นบีบแตรรถยนต์ตลอดเวลา จะแซงก็บีบ จะเลี้ยวก็บีบ บีบๆๆๆๆ เสียงแตรก็ แปน แป๊นๆๆ (จินตนาการถึงเสียงรถขายถั่ว ขายโรตีของแขก นั่นแหละเสียงเดียวกันเปี๊ยบ) พี่ไกด์คงเห็นสีหน้าอันรำคาญของผู้เขียน จึงรีบอธิบายว่าที่นี่ถ้าขับรถแล้วไม่บีบแตรถือว่าผิดกฎหมาย (มีแบบนี้ด้วย) เพราะการบีบแตรเป็นการช่วยป้องกันอุบัติเหตุ คือในการขับรถของคนอินเดียเขาจะไม่สนใจท้ายรถเลย จะสนใจแต่ทางข้างหน้าเท่านั้น เพราะเขาเห็นว่าจะสนใจข้างหลังทำไม ในเมื่อรถข้างหลังก็ต้องระหวังหลังให้เราอยู่แล้ว (เหมือนผู้อ่านจะงง) ก็คือ รถข้างหลังเราต้องระวังข้างหน้า ซึ่งข้างหน้าของเขาก็คือข้างหลังของเรา เหมือนเป็นการฝากชีวิตเราไว้ในมือคนอื่นยังไงไม่รู้ พูดแล้วเสียวท้าย(รถ)ขึ้นมาทันที แล้วถ้ามีการเกิดอุบัติเหตุขึ้น ตำรวจก็จะถามว่าได้บีบแตรหรือไม่ ถ้ารถทั้งสองคันบอกว่าบีบ ถามต่ออีกว่าใครบีบก่อน เท่านั้นแหละคนบีบทีหลังคือคนผิด แต่ถ้าจะมาโกหกว่าตนบีบก่อนทั้งสองฝ่าย ก็ต้องหาพยานแวดล้อมต่อไปเพื่อหาคนผิดให้ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงฟังเสียงบีบแตรไปตลอดทาง คิดซะว่าเป็นเพลงๆหนึ่งก็แล้วกัน (บางครั้งก็แอบตื่นเต้นนะ เหมือนรถจะชนกันตลอดเวลา ลุ้นไปลุ้นมา) แม้แต่จักรยานก็ต้องมีกริ่ง คือจะขับขี่อะไรใดๆทั้งสิ้นต้องมีตัวให้เสียงสัญญาณ 

เวลา 7.15 น. และแล้วก็มาถึงวักพุทธคยา ก่อนจะลงรถไกด์บอกว่า ถ้าเจอขอทานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก็ไม่ต้องสนใจ ให้เดินผ่านเลย 

อย่าให้เงินหรือสิ่งของเด็ดขาด เพราะคุณจะโดนรุมแน่นอน เป็นอย่างที่ไกด์บอกเลย ลงมาปุ๊บ ก็มาแล้วเด็กๆขอทาน หน้าตาน่าสงสาร ผิวดำคล้ำ เดินตามมา ไม่ว่าจะไปไหนก็เดินตาม เราก็บอกว่า  no no no เป็นสิบครั้งเขาก็ไม่ฟัง ดังนั้นรู้ไว้ว่าเงียบแล้วเดินหนีไปจะดีที่สุด ไม่ใช่มีแต่ขอทานเท่านั้นที่ตามตื๊อเรา ยังมีพวกที่นำเงินมาขายแลกเปลี่ยน , คนขายดอกไม้ ขายสร้อย ขายใบโพธิ์ ขายรูป ขายทุกอย่างที่ขายได้ ตามตื๊ออีก เราก็หันไปยิ้มเบาๆ จิกตา แล้วส่ายหน้าพร้อมกับพูดว่า No! แล้วรีบเดินหนีให้เร็วที่สุด ก่อนเข้าไปไกด์บอกว่าเพื่อป้องกันรองเท้าหายจะไม่ไปถอดไว้ข้างในรวมกับคนอื่นๆ ให้ถอดรวมกันไว้ในถุงใหญ่ที่เตรียมไว้ให้ ผู้เขียนคิดดูแล้วถ้าเอารองเท้ามารวมกัน ก็ประมาณ 20 คู่ ซึ่งจะกองในถุง คิดไม่ทันเสร็จตาดันเหลือบไปเห็นอีกกรุ๊ปทัวร์ที่เขาออกมาจากพุทธคยแล้ว เห็นเขาเทถุงที่มีรองเท้าออกมา โอ้วว แม่เจ้า หาคู่เจอไหมนั่น ไม่ได้การล่ะ ผู้เขียนจึงเดินไปหาป้าและคณะ พี่คนหนึ่งในคณะจึงยื่นถุงพลาสติกให้ผู้เขียนแล้วบอกว่าเอาไปใส่รองเท้าแล้วค่อยเอาไปรวมในถุงใหญ่อีกที เฮ่อ โล่งอกนึกว่าจะได้เล่นเกมส์จับคู่ซะแล้ว ต่อมาคือโทรศัพท์ก็ห้ามนำเข้าไป เนื่องจากที่ผ่านมาไม่นานมีเหตุการระเบิดพุทธคยา โดยใช้โทรศัพท์เป็นชนวนในการจุดระเบิด  จึงต้องฝากโทรศัพท์ไว้กับไกด์ ส่วนกล้องถ่ายรูปนั้นนำเข้าไปได้ แต่ต้องซื้อตั๋วเพื่อนำกล้องเข้าไป เป็นจำนวนเงิน 100 รูปี (1 รูปี เท่ากับ 0.6 บาท) เสีย 60 บาท นั่นเอง บรรยากาศของที่นี่ดูแล้วเหมือนมีมนต์ขลัง ได้ดูสาธุชนที่หลั่งไหลมาจากหลายประเทศทั่วโลก โดยมาด้วยความเสื่อมใสศรัทธาเหมือนกันทุกคน อากาศในตอนเช้าก็เย็นสบาย ประมาณ 19 องศาเซลเซียส ในระยะทางที่เข้าไปจะมีจุดตรวจอยู่ 2 จุด โดยจุดแรกจะตรวจทั่วไป จุดที่สองจะผ่านเครื่องสแกน เมื่อเข้าไปแล้วเป็นอะไรที่ผู้เขียนบรรยายไม่ถูก รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ความศรัทธา ความสงบ รู้สึกว่าเป็นที่ที่อยู่แล้วสบายใจ โดยพุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุโบราณสถานที่สำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ซึ่งเป็นที่ประทับตรัสรู้ และอนิมิสสเจดีย์ และทางคณะของผู้เขียนก็ได้ไปนั่งประกอบพิธีฉลองยอดฉัตรทองคำที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ 

เวลา 12.00 น. พิธีเป็นอันเสร็จเรียบร้อย คณะเจ้าภาพปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย คณะของผู้เขียนจึงได้เข้าไปในองค์เจดีย์ซึ่ง

เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อเมตตา กว่าจะได้เข้าไปกราบท่าน ต้องต่อคิวยาวนานถึง 30 นาที แต่ก็เป็นอะไรที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อกราบท่านเสร็จผู้เขียนและคณะกำลังจะเดินออกไป พระอินเดียรูปหนึ่งเรียกพวกเราไว้ แล้วอุ้มบาตรที่มีทั้งผลไม้ ทั้งขนม มาให้เรา เราเลยต้องช่วยกันถือคนละไม้คนละมือ นำกลับไปทานเพื่อความเป็นศิริมงคล หลังจากนั้นผู้เขียนจึงไปกราบต้นโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ 

แล้วผู้เขียนก็ออกเดินทางไปกับคณะเจ้าภาพเพื่อไปยังบ้านนางสุชาดา ตลอดระยะทางที่ไป ผู้เขียนได้ชมบรรยากาศสองข้างทาง ทำให้ได้รู้เรื่องราวอีกมากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อน (เดี๋ยวผู้เขียนจะเล่าให้ฟังโดยละเอียดตอนหน้าละกันนะ) เมื่อผู้เขียนกลับมาจากเยี่ยมชมบ้านนางสุชาดาแล้วก็กลับมารับประทานอาหารที่โรงแรมแล้วกลับเข้าไปพุทธคยาใหม่เพื่อไปทำการนั่งสมาธิและเดินจงกรมรอบองค์เจดีย์ โดยการสวดบทอิติปิโสไปด้วย โดยผู้เขียนมีความตั้งใจก่อนที่จะมาว่าจะทำให้ได้ 27 รอบเท่าอายุของผู้เขียน ในระหว่างการเดินนั้นในช่วงแรกๆไม่มีสมาธิเลย เพราะต้องคอยหลบหลีกผู้คนที่เดินสวนกันไปมา แต่พอเดินไปได้รอบที่สี่ก็เริ่มจับจังหวะ ได้ว่าไม่ต้องสนใจใคร เมื่อเราเดินไปเราจะเห็นทางเอง เมื่อถึงรอบที่ 11 ขาผู้เขียนเริ่มล้า แต่ก็บอกกับตัวเองว่าต้องทำให้ได้ จึงพยายามไปเรื่อย ๆ ขาเริ่มไม่มีความรู้สึกแล้ว แต่ใจเราสงบมาก เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เมื่อเดินจนครบ 27 รอบแล้ว ความเหนื่อยล้าที่มีเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เกิดความปลาบปลื้มใจจนพูดไม่ออก กว้่าจะเดินจนครบก็ใช้เวลา 21.00 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดพุทธคยาพอดี ต่างแยกย้ายไปพักผ่อน ส่วนวันสุดท้ายคือวันที่ 2 พ.ย. 2557 ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Love India



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ น่าสนใจค่ะ

0.6 รูปี เท่ากับ 1 บาท หรือกลับกันคะ

คุณ GD ขออภัยด้วยค่ะ คุณพูดถูกแล้ว กลับกันค่ะ 1 รูปี เท่ากับ 0.6 บาทค่ะ ผู้เขียนจะทำการแก้ไขค่ะ

เขียนเมื่อ 

สนุกมาก เล่าอีกๆ

อ่านแล้วอยากฝึกสมาธิ ช่วงเธอเดินรอบ 27 รอบน่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณประสบการณ์ที่มีคุณค่านี้ครับ เพราะผมเองก็หวังใจไว้เหมือนกัน ว่าจะต้องไปให้ถึงที่นั่นให้ได้