หลังจากไปเยี่ยมชื่นชมระบบข้อมูลของโครงการสารภีอำเภอสร้างสุข เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗ และพักค้างคืนที่โรงแรม เซ็นทารา ดวงตะวัน รุ่งขึ้นก็มีการประชุมคณะกรรมการชี้ทิศทางของ แผนงานขับเคลื่อนสังคม ด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ที่โรงแรมนั่นเอง

          หลังการประชุม ผม AAR กับตัวเองว่า การประชุมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ชี้ทิศทางของการทำงานตามแผนงานที่เสนอต่อ สสส. เท่านั้น แต่เน้นที่การสร้างวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลของสังคมไทยทั้งสังคม เพราะในการประชุมนี้มีแขกรับเชิญมาร่วมดูงาน ที่อำเภอสารภี แล้วอยู่ต่อให้ความเห็นต่อแผนงานด้วยเลย คือ ผศ. ดร. วัลลา ตันตโยทัย คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มวล. ประธานเครือข่ายเบาหวาน คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร (เปา) ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ซึ่งทำงานส่งเสริมการพัฒนาเยาวชน และทีมจากจังหวัดอำนาจเจริญ คือคุณชาติวัฒน์ อยู่สุข ผู้นำประชาคมอำนาจเจริญ และ ผศ. ดร. จตุรนต์ จันทร์สี่ทิศ และ อ. ดร. มุกดา แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล อำนาจเจริญ ท่านเหล่านี้ ต้องการมีระบบข้อมูลที่สะดวก คล่องตัว สำหรับนำไปขับเคลื่อนงาน ของตน โดยที่จังหวัดอำนาจเจริญ ต้องการนำไปขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมทั้งจังหวัด ให้เป็นจังหวัดจัดการตนเอง

          ในการประชุมครั้งนี้ เรามีคุณธนบูรณ์ แห่งบริษัท Creative Move ซึ่งเป็น Social Enterprise มาแสดงวิธีนำเสนอเรื่องราว เป็น infographic เล่าเรื่องหนึ่งหน้า หวังผลว่ากระทบใจผู้รับสารจนต้องกลับไปลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อร่วมเป็นผู้นำการ เปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้น นับได้ว่า infographic เป็นเครื่องมือนำข้อมูลไปขับเคลื่อนอารมณ์ของผู้คน สู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

          เนื่องจากเรามีผู้เป็นกรรมการชี้ทิศทาง หลายคนมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูล เช่นคุณสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ มาจาก สภาพัฒน์ฯ, คุณพลากร วงศ์กองแก้ว เป็นผู้อำนวยการ พอช., คุณไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติ จังหวัดเชียงใหม่ และแขกที่เอ่ยชื่อไปแล้ว ประกอบกับทีมงานของแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ได้ทดลองทำงานที่ สร้างสรรค์มาก ดังนั้น คำแนะนำจึงขยายเป้าออกไปยังสังคมไทยทั้งหมด ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ทดลอง ตามที่เสนอไว้ ในแผนงานเดิม

          ดังกรณี การจัดเวทีวิชาการ วัฒนธรรมข้อมูลเพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทย ก็ได้รับคำแนะนำให้ทำ ๒ จังหวะ คือทำวงเล็ก สองสามร้อยคน เพื่อเตรียมการสู่วงใหญ่หนึ่งถึงสองพันคน โดยที่คนมาร่วมวงใหญ่อาจทำงานริเริ่มสร้างสรรค์ด้านข้อมูล และการใช้ประโยชน์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับแผนงานนี้เลยก็ได้ เราตกลงกันว่า วงเล็กจะจัดวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๘ ที่ สสส.

          ผมได้เรียนรู้เรื่องระบบข้อมูลระดับชาติ ว่าจะต้องมี ๔ ส่วนที่เชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน คือ (๑) ส่วนข้อมูลพื้นฐาน/ มาตรฐาน จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำหน้าที่เก็บ และประมวลข้อมูล (๒) การตั้งโจทย์เพื่อใช้ข้อมูล ส่วนนี้หน่วยงานที่ต้องการใช้เป็นผู้ตั้งโจทย์ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนที่ (๓) การวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งต้องทำโดยผู้ใช้ และจะให้ดีต้องร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในขั้นตอนของการวิเคราะห์นี้ ต้องการความรู้เชิงบริบท ที่เรียกว่า domain knowledge เข้ามาใช้ด้วย (๔) การนำข้อมูลที่แปลงไปเป็นสารสนเทศหรือความรู้ตามความต้องการ นำไปใช้ประโยชน์

          ผมได้เรียนรู้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ว่าจะให้หน่วยงาน หรือชุมชนใดใช้ข้อมูล เขาต้องมีส่วนริเริ่มวางแผนบอกความต้องการ (กำหนดโจทย์ หรือคำถาม) แล้วมีส่วนร่วมเก็บข้อมูล และเป็นเจ้าของข้อมูล รวมทั้งร่วมวิเคราะห์ข้อมูล เพราะต้องเอาความรู้ เชิงบริบทตามสภาพชุมชน/หน่วยงานของตนเข้าไป ร่วมสังเคราะห์ ออกมาเป็นความรู้สำหรับใช้งาน

          ข้อมูลยัดเยียด ไม่มีวันได้ผล ยกเว้นในระบอบเผด็จการ

          หลังจากไปเยี่ยมชื่นชมงานระบบข้อมูลของโครงการสารภีอำเภอสร้างสุข และเรียนรู้เรื่อง Mobile App ที่ใช้ที่นั่นแล้ว ดร. เดชรัต ก็อธิบายให้ทราบว่า แผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ใช้ Web Application ซึ่งมีข้อดีข้อเสีย แตกต่างกัน โดยจะปรับให้เป็นการกรอกข้อมูลผ่าน แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน เช่นเดียวกัน

          คณะกรรมการได้อภิปรายชี้ให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ มีผลทำให้เยาวชนกับผู้ใหญ่ ได้ทำงานร่วมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามรุ่นที่มีพลังมาก เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

          ดร. เดชรัต นำเสนอประสบการณ์ การนำเทคนิก Social lab ไปจัดเวทีมองอนาคตภาคตะวันออกที่จังหวัดปราจีนบุรี เกิด Learning Space ที่มีพลังมาก และมีแผนจะทำในภาคกลาง ซึ่งคุณสุริยนต์ดูแลอยู่ในหน้าที่ของสภาพัฒน์ จากเรื่องราวตอนนี้ ผมได้ข้อสรุปว่า ในโลกยุคปัจจุบัน การพัฒนาต้องมีธรรมชาติ “พัฒนาหลายเป้า” (multi-foci development) หรือเป็นการพัฒนา ที่สมดุล

          เราได้ข้อเรียนรู้ว่าเรื่องเชิงเทคนิกเกี่ยวกับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ยาก ส่วนที่ยากคือการสร้างวัฒนธรรม ตามชื่อแผนงานว่า วัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ที่ต้องสร้างกระบวนการ และดำเนินการในหลายหลายวิธี จนกลายเป็นความเคยชิน ที่จะต้องมีข้อมูลมาประกอบการคิด หรือการตัดสินใจ หรือการวางยุทธศาสตร์ ก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล

          วัฒนธรรมนี้เกิดยากในสังคมอำนาจนิยม ที่สั่งการดิ่งเดี่ยวจากเบื้องบน

วิจารณ์ พานิช

๘ ก.ย. ๕๗