จิตตปัญญาเวชศึกษา 203: โรงเรียนแพทย์ในฝันของครูแพทย์คนหนึ่ง

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

DARE I DREAM

อนุสนธิจากบทสนทนากับกัลยาณมิตรรุ่นน้อง ได้ทำให้ความฝันที่เคยมีแต่สงบลงไปพักใหญ่ (มาก) ค่อยๆก่อร่างสร้างเงาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ถึงพึ่งจะรู้ตัวว่าความฝันบางเรื่องนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝันจากปฏิกิริยาของสารเคมีในสมอง หากทว่าเป็นอะไรที่มากไปกว่านั้น สิ่งนี้มีพลังงาน ผลัก ฉุด ดึง ประคอง ตบไหล่บ่าของเรายามอยู่คนเดียว หรือยามเราท้อแท้หมดพลัง และไม่เคยจากไปไกล พร้อมที่จะลอยตัวมายังผิวหน้าให้มโนสำนึกได้รับรู้อีกครั้ง ครุ่นคิดอีกครั้ง ใคร่ครวญอีกครั้งหนึ่ง

ทุกอย่างคงจะต้องเริ่มต้นที่ "วิสัยทัศน์" วิสัยทัศน์ที่ดีต้องการคำถามที่ดี หากจะทำงานใหญ่ งานสำคัญ ก็ต้องเริ่มที่คำถามใหญ่ๆ คำถามที่สำคัญๆ

เราเป็นใคร เราอยากเป็นใคร อยากจะทำอะไรเพื่อใคร/อะไร? 

ทำไมถึงต้องมีองค์กรแห่งนี้? องค์กรแห่งนี้สำคัญอย่างไรกับใคร? ไม่มีได้หรือไม่? และถ้าหากจำเป็นต้องมี สังคม "คาดหวังอะไร" จากเรา เมื่อไรที่สังคมจึงจะบอกเราว่า Good job, well-done?

คำตอบที่ (น่าจะ) ตรงที่สุดว่าทำไมสังคมจึงจำเป็นต้องมีโรงเรียนแพทย์ก็คือ "เราเป็นสถาบันแห่งปัญญา รับอาสามาผลิตปัญญาชนออกไปดูแลสุขภาวะให้แก่ประชาชน"

ซึ่งทำให้เกิดเงื่อนไข หรือพันธกิจสองประการ

๑) เราจะต้องเป็นสถาบันแห่งปัญญา

๒) เราจะผลิตบัณฑิตแพทย์ผู้ซึ่งเป็นปัญญาชน และบัณฑิตเหล่านี้ปราถนาที่จะออกไปเป็นพลเมืองดีที่มีคุณค่าต่อสังคม ดูแลสุขภาวะให้แก่ประชาชนในชุมชนของเรา

สถาบันแห่งปัญญา

โดยส่วนตัวในตอนนี้ไม่ชอบคำว่า "นักวิชาการ" ด้วยอะไรหลายๆประการในบริบทปัจจุบัน และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ไม่เคยคิดหรือเข้าใจว่า academic เป็นเพียงแค่ "ความรู้ (knowledge)" เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของ "ปัญญา (wisdom)"  และตัวเอวก็ไม่หาญกล้าจะนิยามคำว่าปัญญาด้วย เพราะสำนึกในกะลาหัวว่าไม่สามารถ เนื่องจากยทความนี้เป็นเพียงแค่ความฝันของตนเอง จึงถืออภิสิทธิ์ที่จะวิสาสะบอกว่าอะไรคืออะไร ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร 

สถาบันแห่งปัญญาจะต้องมี outcome challenges ดังต่อไปนี้

๑) ศรัทธาในปัญญา แสวงหารวบรวมและสร้างสรรค์ปัญญา

๒) มีทักษะและเจตคติว่ามีหน้าที่สำคัญที่สุดในการถ่ายทอดปัญญา 

๓) ใช้ชีวิตอย่างที่ปัญญาชนพึงใช้

สถาบันผลิตบัณฑิตแพทย์ผู้ซึ่งเป็นปัญญาชน

สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ต่อสังคมประการหนึ่งคือ "ผลิตบัณฑิต" คำๆนี้สำคัญมาก เพราะเราอยากจะได้บัณฑิตแบบใด (หรือจริงๆ แล้ว เราพอจะมั่นใจหรือทราบว่า "สังคม" ต้องการบัณฑิตแบบใด) ขอวางไว้สามประการ

๑) ถึงพร้อมด้วยปัญญา ทักษะ ในศาสตร์สาขาที่จะทำ

๒) สังคมให้การยอมรับว่าเป็นปัญญาชนจากการใช้ชีวิต การแสดงออก ทั้งกายวาจาใจ

๓) มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่อตนเอง ครอบครัว และในฐานะพลเมืองดีของสังคม

จากพันธกิจสองข้อนี้ ถ้าจะทำจริงๆ จะเห็นได้ว่าเราจะต้องมีโรงพยาบาลในฝัน (ฝันของชุมชน + ฝันของเรา) มีวัฒนธรรมองค์กรในฝัน มีหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในฝัน การจัดการเรียนการสอนในฝัน มีอาจารย์แพทย์ พยาบาล ทีมบริหารในฝัน อาจจะรวมไปถึงระบบบริหารราขการในฝันด้วย

อย่างที่เรียนไว้ในตอนแรกว่านี่คือ "ความฝัน" แต่ที่สนุกดีก็คือเมื่อไรก็ตามในขณะที่ทำงานอยู่ บางครั้งบางคราวความฝันของเราก็ก่อหวอดก่อตัวอยู่เบื้องหน้า เมื่อเห็นน้องๆนักเรียนแพทย์บางคนเติบโตทั้งกาย วาจา ใจ ต่อหน้าต่อตา เห็น passion ที่ปราถนาอยากให้ผู้กำลังทุกข์ทรมานมีความสุขหรือทุกข์น้อยลง ที่ไม่สนุกก็คือก็มีหลายวาระ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้ามกับความฝันของเรา บางทีก็อับจนปัญญากับกระแสเชี่ยวกรากของพลังงานที่ฉุดกระชากลากถูเราออกไปนอกเส้นทาง

กระแสเหล่านี้ในยามที่มีสติ เราอาจจะมองเป็นความท้าทาย ความยากทำให้งานน่าสนใจมากขึ้น แต่คงจะเหมือนกับคนตกเรือในทะเล ว่ายทวนคลื่นนานๆ ก็อยากจะลอยคอไปตามคลื่นบ้าง หรือแม้แต่อยากจะเลิกว่ายและไปเกิดใหม่ดีกว่า 

ทุกวันนี้เชื่อและศรัทธาอยู่ประการหนึ่งคือ จิตมนุษย์ที่แท้นั้นประภัสสร ขอเพียงมีแสงละอองแห่งความเป็นไปได้ให้เห็น ให้จับ ให้ฉวย รู้สึกว่ามันเป็นไปได้ มนุษย์ทุกคนสามารถเป็นปัญญาชนได้ สังคมเกิดเป็นสังคมแห่งปัญญาชนได้ หากรักจะเป็นครู เป็นอาจารย์ ไม่เพียงแค่ต้องเชื่อเรื่องนี้เฉยๆ ยังต้องศรัทธาและไม่ยอมแพ้อุปสรรคที่จะมาลบล้างความเชื่อของเราไป ครูยังต้องมีหน้าที่แสวงหาศาสตร์แห่งการถ่ายทอด หล่อหลอม เป็นพี่เลี้ยง ที่จะทำให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่เก่งกว่ารุ่นเก่า เก่งกว่า ดีกว่า มีปัญญามากกว่า เป็นอภิชาตศิษย์ ไม่ได้ติดคาอยู่แค่เท่าตัวครูเองเท่านั้น

มีคนอยากจะฝันร่วมกันไหมครับ?

สกล สิงหะ

เขียนที่บ้านเอกมัย กรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา เที่ยงคืน ๔๔ นาที

วันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เคยได้ยินมาเรื่องหนึ่งในอเมริกาเขาว่าเด็กคนนี้ฝึกเรียนรู้อยู่กับพ่อที่เป็นหมอ..สุดท้ายสอบเป็นแพทย์..โดยไม่ผ่าน..การเรียนระดับมหาวิทยาลัย..น่าจะเป็นฝันหนึ่งที่เกิดได้ในเมืองไทย....(ชาวบ้านที่มีความรู้ตกทอดมาแต่โบราณ..เกี่ยวกับพืชที่เป็นยา..(รักษาไม่ได้..ผิดกฎหมาย)..แต่ผู้..นำความรู้นั้นไปเผยแพร่..เขียนตำราขาย..ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เรียนรู้มีประสิทธิภาพ..มีปริญญาพ่วง ท้าย..รักษาได้ถูกกฏหมาย..)..แปลกๆดี..ฝันไปกับความจริง..นะเนี่ยะ...