ผมเกิดมาในร่มไม้แห่งศาสนาพุทธ ได้อาศัยร่มไม้ ร่มเงา ให้ร่มเย็น ทางกาย ใจตามปกติวิสัย แต่ไม่รู้ว่าไม้ต้นนี้ มีประวัติ และมีคุณสมบัติต่อสัตว์ที่อาศัยอย่างไร เมื่อร่างกายเติบโต จิตใจได้ฝึกฝน อบรม จากคณาจารย์ต่างๆ จากตำรา คัมภีร์ จากสัตว์ จากผู้คน และสิ่งแวดล้อม จนมันได้สร้างถางทางธรรมให้เกิดขึ้น จนพอมองเห็นหลักการสากลของธรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและจิตชาติ
ทำให้เรามองเห็นโลกมายา โลกกายกู โลกของจิต และมิติแห่งปัญญาและสติ ทั้งหมดมิได้เกิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุ ไร้ปัจจัย หากแต่มากับการเรียนรู้ การหยุดนิ่ง แล้วดิ่งลงสู่จิตตนด้วยตนเองอย่างสงบเงียบๆ แต่ก่อนเรา ก็ยังดื้อดึง ว่ารู้ ว่าแน่ ว่าเก่ง แต่พอเรียนรู้โลกภายนอก และโลกภายในไปประสานกัน จึงเข้าใจว่า ที่รู้นั้น บรมโง่ เหมือนที่เคยบอกว่า "ยิ่งรู้ ก็ยิ่งเข้าใจว่าตัวโง่"
โดยเฉพาะคำสอน คำเตือน ในตำรา คัมภีร์ และคำพระสอน เราก็ฟังอย่างไม่พินิจ พินอบ เมื่อกาลเวลา กายาอิ่มตัว อิ่มโลก อิ่มอยาก จึงค่อยๆ คายสิ่งที่อุ้มแบกไว้ แล้วหยุดนิ่งดิ่งลงสู่คำสอนที่คุ้นเคยและน่าเบื่อ มาทบทวนให้เห็นเส้นทางสาระของคำพูดที่ไม่มีสีสัน แต่กลับมีสีแสงแห่งสารธรรม ที่ฉายประกาย ที่ปลายอุโมงค์แห่งความมืดมิด
แรงการประชาสัมพันธ์ แรงการบอกบุญ ที่คนอื่นบอกให้หาโอกาสปฏิบัติ ให้สนใจธรรม สนใจกาย และจิต คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องไม่น่ารื่นรมณ์สำหรับคนไกลศาสนา นั้่นเป็นเรื่องที่เรามักบอกเสมอว่า ฉันไม่มีปัญหาทางใจ ไม่มีเวลา (งานมาก) หรือยังไม่แก่ที่จะเข้าวัด ฟังธรรม หรือเดินหาคำสอนแบบนั้น เราได้รับรู้การบอกทางเช่นนี้กี่ครั้ง กี่ครา ในชั่วชีวิตเรา แต่เราไม่ใส่ใจและไม่พินิจในคำกล่าวนี้
เรามักจะให้เครดิตตัวเองว่า เราก้าวล่วงปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวเอง เราสามารถจัดการ บริหารจิต ชีวิตตนเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครหรือพร หรืออำนาจใดดลเรา ความคิดดังกล่าวมีฐานบนความจริงอยู่บ้าง แต่ต้องรู้และเข้าถึงชีวิตในมุมกว้างแล้วเท่านั้น ถ้ายังไม่ถึงจุดนี้ เราก็จะเอาตัวเอง (อัตตารมณ์) เป็นบรรทัดฐาน นี่คือ กำแพงกั้นความจริงและจุดหมายของชีวิต
ดังนั้น เราควรถูกบังคับบ้าง เพื่อมิให้ใจหลงทะนงตนนเองว่า ยิ่งใหญ่ หรือถูกกัก ถูกขังฟังคนอื่นบ้างจะได้เข้าถึงตนเอง นี่คือ วิชาเจาะทางเข้าไปสั่งเป็นนายตนหรือเป็นผู้รู้ในตัวรู้อีกที และวิชาที่จะเข้าถึงตนที่ละเอียดได้คือ บังคับตนให้สนใจตัว สนใจใจ อย่างสงบนิ่ง แล้วดิ่งรู้ในความเป็นตน ในกรอบรัศมีแคบๆ นี้อย่างลุ่มลึก เมื่อฝึกตนได้เช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่า "รู้ตัวที่หัวใจ"
เราควรฝึกหัดอยู่กับตัวเองเงียบๆ คนเดียวให้เป็น และสังเกตเฝ้ามอง เฝ้าดูอาการจิตทำงาน กายทำงาน แล้วตามรู้ ตามเก็บอารมณ์ เวทนาดูบ้าง จะได้รู้ว่า พลังสงบเงียบเป็นอย่างไร เมื่อสงบปาก สงบคำพูด สงบจิต สงบกาย จึงจะเห็นกระแสความจริงของมิติที่ลึก มิใช่ความรู้ ความคิด ความจริง ที่อยู่ภายนอกดอก
ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสฝึกจิตด้วยอยากรู้ อยากลองว่า โลกจิตเป็นอย่างไร จึงหาโอกาสนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ นิ่งๆ เงียบๆ แล้วดิ่งด่ำ ตามลมหายใจ และดูสรรพาการทั้งปวงของกาย จนจิตถอนจากโลกภายนอกชั่วคราว "เหมือน" กำลังพาตนเองไปสู่โลกที่โดดเดี่ยว อ้างว้างวังเวง ไร้ผู้คน ได้เห็นแค่ความว่างเปล่า สงบนิ่ง จากนั้น ก็ถอนออกมาแล้วทำให้จิตถอนจากสภาวะเช่นนั้น แล้วมาสู่โลกความเป็นจริง
ในช่วงนั้น "ใบไม้หนึ่งใบ" ก็หล่นลงมาต่อหน้า ทำให้เห็นได้ชัด แต่ความเห็นด้วยตานั้น ใครก็บอกได้ในภาวะเช่นนั้น ปกติคนทั่วไปหรือภาวะปกติ เราจะเห็นใบไม้แค่ใบไม้ ส่วนในยามไม่ปกติเราจะเห็นใบไม้กลายเป็นโลกทั้งหมดได้ จากนั้นความคิด ก็ย่อยสลายใบไม้นั้น ให้เป็นกลไกของธรรมทันที--
"ใบไม้ที่หล่น เพราะมันถึงรอบแล้ว แก่แล้ว ต้นไม้ต้นแม่จึงปฏิเสธใบนี้ อย่างไร้เยื่อใยอีกต่อไป พอลมกระทบก็กระเทือน เลื่อนหล่นลงพื้น ตามแรงโน้มถ่วงของกฎฟิสิกส์ เมื่อหล่นลงพื้น ก็จะกลายเป็นธาตุปุ๋ยอินทรีย์ให้แม่ต่อไป แสดงว่า ใบไม้หนึ่งใบ ก็ยังตอบแทนพระคุณของแม่ตนเองได้
นี่มิใช่ภาพที่มองเห็นเพียงแค่กายภาพเท่านั้น หากแต่เป็นความคิดที่เป็นปริศนาธรรม คำสอนที่เกิดจากจิต แล้วนำมาสร้างสัมพันธ์กับคำสอนทางศาสนาได้ กล่าวคือ ชีวิตก็เปรียบได้ดั่งใบไม้ ยามเป็นก็ถูกหล่อเลี้ยงด้วยแม่ และสร้างประโยชน์ให้แม่ เมื่อแก่ชรา ชีวิตก็แปรไปตามกฎแห่งกาล จนสุกงอม พร้อมที่จะหลุดขั้วจากโลก จากความฝัน และความจริงที่รังสรรค์ขึ้น
จากนั้น ก็ร่วงโรยกลายเป็นศพ หล่นจากความเป็นชีวิตมาเป็นซากศพ สู่แรงโน้มถ่วงของกรรมตน และก็กลายเป็นภาพปริศนาธรรมให้ผู้คนได้มองเห็นเช่นนั้นเอง ถือว่าได้สร้างประโยชน์ในยามตาย ตอบแทนโลกที่ให้สรรพสสารกายได้กำเนิดเกิดขึ้น แล้วต้องทิ้งทอดกายไว้ตามเดิม ใบไม้กับชีวิต ในแง่สัจธรรม ก็คงไม่ต่างกันเท่าไรนัก"
พลันความคิด มาสิ้นสุดที่ความตาย จึงสรุปภาพนี้ว่า ๑) ชีวิต คือ จุดเริ่มของความตาย ๒) ความตาย คือ จุดเริ่มต้นของชีวิต (เกิดใหม่) ๓) ความจริง คือ แก่นสารความเป็น ๔) จิต คือ นายของความคิด ความรู้ ๕) วางโลก คือ ว่างจากทั้งปวง
กระนั้น ความคิดเช่นนี้ ก็ไม่อาจมองข้าม จึงต้องมาย้ำ ทบทวนอยู่เหนือภาพที่ปรากฏ และเข้าใจแบบ "รู้เหนือรู้ เหนือคิด เหนือสัจธรรม" พูดง่ายๆ คือ ไม่หลงไปตามที่คิดได้ ไม่ลืมติดตามภาพที่เห็น ที่จับให้ได้ คือ "ใครรู้ใคร อะไรถูกรู้" แม้แต่การรู้ของจิต ก็มิอาจตอบได้ว่า รู้จริง มีจริง เป็นแค่มายาสร้างสรรค์มาเท่านั้น ที่แท้คือ ตัวรู้เหนือรู้ ที่เรียกว่า "พุทโธ" (Insight) นี่เอง
ความสงบนิ่ง จึงเป็นบ่อเกิดความคิดที่ลุ่มลึกได้ มิใช่รู้เพราะสหวิทยาการ อย่างไรก็ตาม ถ้านำเอาความรู้ทั้งสองมาสอดประสานกัน ย่อมจะสร้างพลวัตในการพัฒนาจิตธรรมดา ให้กลายเป็นจิตวิวัฒน์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ที่สำคัญเหนือกว่าคือ รู้เหนือรู้ นั่นคือ สุดยอดแห่งการเข้าถึงตน เข้าถึงธรรม แล้วปล่อยวางครับ
ดังนั้น ร่มไม้ คือ แดนกำเนิดความร่มเย็น ร่มธรรม คือ แดนสร้างสรรค์ให้จิตวิวัฒน์ ร่มรู้ คือ แดนแห่งการบริหาร จัดการตัวตนได้ ทั้งหมดนี้ อุบัติมาจากการอยู่ใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา จึงสังเกตเห็นใบไม้ธรรมนำพาจิตให้แจ้ง กระจ่างธรรมครับ
----------------(๙/๙/๕๗)--------------------


สาธุ
อธิบายได้ชัดเจนมาก
ได้เรียนรู้อยู่กับตนเองนะครับ