ฮักนะเชียงยืน 46


ร้อยพลังเข้าด้วยกัน เปิดตา ไปด้วยกัน

ออกเวที ร้อยพลังสร้างสุข สสส.


        นับว่าเป็นโอกาสสำคัญอีกโอกาสหนึ่งที่ทาง พี่ๆ มะขามป้อมได้มอบโอกาสให้ ฮักนะเชียงยืนได้มีบทบาทเเสดงละคร ในห้องเล็กการเเลกเปลี่ยนเรียนรู้เยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 27 - 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ฮักนะเชียงยืนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน ร้อยพลังสร้างสุข ที่ทาง สสส. จัดขึ้น เพื่อเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ เเละเรียนรู้ร่วมกันในระหว่างท้องที่/ภูมิภาคต่างๆที่เป็นงานของ สสส. ฮักนะเชียงยืนได้มีส่วนร่วมในการเล่นละคร ร่วมเสวนา เเละเข้าร่วมเรียนรู้เทคนิควิธีการต่างๆที่เป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าจากบทเรียนในระดับ Best practices ...

        กว่าที่ฮักนะเชียงยืนจะมาเล่นละครในวันนี้ได้ต้่องซ้อมกันอย่างหนัก เพราะซ้อมกันเพียง 4-5 วัน ก็มาเล่น อีกอย่างประกอบด้วย คือ เด็กกลุ่มมีหลายๆคนไม่มีสาธิในการเล่นเลย ช่วงเเรกๆ จะไม่อยู่ในบทของตนเองเลย ซึ่งเราก็ถือว่าเป็นช่วงวัยที่เด็กอยู่ ต้องคำนึกถึงช่วงวัยด้วย ครั้งนี้มีพี่ๆ ฮักนะเชียงยืน ทุกๆคนมาร่วมพัฒนาน้อง โดยวันที่ไปงานร้อยพลังในครั้งนี้ มีครูเพ็ญศรี เเสน เจมส์ เเย๊ค เเละน้องๆ ทั้งม.1 เเละ ป.6 ส่วนพี่ๆคนอื่นๆของฮักนะเชียงยืน ก็พาน้องดำเนินงานปลูกแปลงเกษตรปลอดภัย ซึ่งมี เอ็ม เเซม  ก๊อต  ส้ม พาน้องดำเนินงาน ให้เเล้วเสร็จในระดับหนึ่ง

        ในครั้งนี้เป็นเวทีที่มีคนมาเป็นพัน มาจากทั่วสารทิศจากประเทศ ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็น สภาตำบล หมู่บ้าน ผู้นำชุมชน NGO ฯ ส่วนที่เป็นโรงเรียนเห็นน้อยมาก ก็นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตา สู่อีกรูปแแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ให้เด็กๆได้มาสัมผัสกับเมืองกรุง มาสัมผัสกับเวทีใหญ๋ร้อยพลัง เเละเวทีย่อย ที่เเบ่งเป็น ๖ ห้อง เช่นห้องเศรษฐกิจพอเพียง ห้องนตวัตกรรมชุมชน ห้องเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น มีบูธต่างๆ มากมาย ที่แปลกตาออกไป มีควาสวยงามที่ไม่เคยเห็น งานในครั้งนี้ที่เราไป จึงคุ่มค่ายิ่ง


ในครั้งนี้เราเองมีส่วนอยู่ 4 ส่วนด้วยกันที่สำคัญในงาน ได้เเก่

1.เป็นพี่เลี้ยงอีกคนในการเเสดงละครในครั้งนี้ มีเด็กม.1 เเละป.6 บ้านเเบก จำนวน 7 คน เล่นละครเพื่อโชว์เเบบเด็กๆในช่วงเเลกเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาของเยาวชน ช่วงเเรกๆเด็กกลุ่มนี้มีสมาธิน้อยมากๆ พอได้ซ้อมๆ กันไปก็เริ่มที่จะนิ่ง เมื่อถึงคราวที่จะเล่นเเล้ว ใจก็ไม่ค่อยจดจ่อกับบทของตนเองเพียงเท่าไหร่ เเละมีการทำทำที่ว่า "ปากยาก ปากเปียก" เพราะเด็กกลุ่มนี้ "มึน" เเต่พอเล่นไปเเล้ว ก็เล่นดี ไม่ลืมบทอะไร มา AAR หลังการเเสดงว่า เด็กๆได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยกำหนดไป 2 ประเด็นได้เเก่

- เรื่องงานใหญ่ : เด็กส่วนใหญ่ได้เรียนรู็ในเชิงวัฒนธรรม การพูดคุย การทำซูชิ การอาศัยอยู่ในโรงเเรมที่มีหลายปัจจัยในการอาศัยอยู่ การเห็นละครของรุ่นพี่ การกินข้าวในโรงเเรม เป็นต้น

- เรื่องละคร : ซึ่งเป็นการคุยเชิงเล่นๆเพื่อให้เด็กๆไม่รู้ว่า กำลัง AAR อันนี้ครูเพ็ญศรี เเนะนำมา เราก็ชวนมองเห็นจุดที่ด้อยอยู่ของเเต่ละคน บางคนไม่เห็น เราก็ให้ บิวชี้ตัว ซึ่งอันนี้ผมว่าถ้าเป็นผู็ใหญ่อาจไม่ได้ผล เเต่ถ้าเป็นเด็กกลุ่มนี้ในช่วงนี้ จะสนุก เเละชอบ มีเสียงด้วยว่า ถามอีกๆ อาจเป็นเพราะบรรยากาศเหมาะสมกับอายุ

--- ในครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้---

1.การใช้คำที่ฮิตๆในสังคมสามารถเรียกเสียงฮาของผู้ชมได้อย่างง่ายดาย

2.การสร้างบรรยากาศในการ AAR กับเด็กๆที่ต้องอาจ AAR โดยไม่รู้ตัว โดยบสร้างบรรยากาศให้มีความสนุก น่าตอบคำถาม โดยพูดเล่นๆ ไป ให้สะท้อนเเต่ละคนบ้าง ให้เสียงหัวเราะเกิดขึ้นบ้าง(บางกรณี)

2.เป็นตัวเเทนในบทบาทเยาวชนที่ได้เรียนรู้จากกระบวนการละคร ในครั้งนี้ในการเสวนา เราก็ได้เปิดตาในมุมของการพัฒนาที่ใช่เครื่องมืออะไรก็ได้ เเต่บางอย่างอาจต้องอาศัยความต้องการในการพัฒนา เครื่องมือที่เห็น เช่น ดนตรี ละคร โครงงาน กิจกรรม ค่ายอาสา ต่างๆ ที่เป็นเคร่องพัฒนาคนทั้งนั้น ... ครั้งนี้เราก็เเลกเปลี่ยนว่า ในละครนั้นมีอยู่ 3 แก่นด้วยกัน ได้เเก่ กระบวนการคิด การพัฒนาบริบท เเละทักษะที่เกิดขึ้น โดยมีกงล้อธรรมอยู่ 3 อย่างที่ขับเคลื่อน ได้เเก่ กาย ใจ เเละการคิด เมื่อคิดได้เเล้วจึงเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญา เเล้วจึงเกิดภาวะของปัญญา (มุมมองของผมเอง)

3.การได้ร้องเพลง ได้อัดเพลงของตนเอง โดยมีบู๊ธพี่ๆ triple H music ที่เขาอัดเสียนงให้ฟรี ซึ่งเราก็มีเพลงอยู่เเล้วที่เเต่งขึ้น ปัจจุบันได้ 21 เพลงเเล้ว วันนี้ก็เป็นโอกาสสำคัญในการได้ออกอัลบั้ม ตามความฝันของตนเองเสียที เราก็ดันเอา ได้ตั้ง 6 เพลงเลย เอาไว้เพื่อให้เด็กๆได้ร้องกัน เเละอาจเกิดประโยชน์ ต่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก็เป็นได้

4.การได้เข้าไปเรียนรู้กับการขมวดบทเรียนจากทาง สสส. สำนัก 6 ในเเต่ละภูมิภาค ที่เราเองก็ได้เห็นกงล้อการทำงานให้มีคุณภาพจากบทเรียนของกลุ่มต่างๆได้ดังนี้

1.การพัฒนาตามความต้องการของชาวบ้าน หรือที่ในหลวงตรัสว่า พัฒนาโดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ชาวบ้านว่าอย่างไร เราก็ว่าไปตามนั้น มีของเก่าที่มีโดยที่เราไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่ไหม"อันนี้ หม่อมราชวงศ์ ดิศนััดา ดิสกุล พูดไว้ชัดเจน"

2.มีความถนัด มีประสบการณ์ มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งหมายความว่า ในการก่อนที่จะทำงานนั้นๆ เราหันมามองตนเองว่า เรามีความรู้ ความถนัด หรือยัง มีผู้มีประสบการณ์ไหม เเละมีผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือไม่ในบริบทนั้นๆ

3.มองงานเราในเเง่บวก ที่ต้องมองว่าอาจจะเกิดผลต่อสิ่งใดบ้าง ใครบ้าง ฯ

4.สร้างโครงสร้างหรือระบบให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เช่นสภา องค์กร ชุมชนุม

5.ใช้ข้อมูลความรู้ในการพัฒนา โดยเราจะขาดความรู้ไม่ได้ เพราะเราจะพลาดในการทำงานใหญ่กับชุมชนไม่ได้ หรือพลาดน้อยที่สุด

6.สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้น โดยสร้างเครือข่าย กัลยาณมิตรต่างๆให้เข้ามาช่วยกันทำงาน

7.การสื่อสารสู่สาธารณะ โดยให้งานเรานั้นออกไปสู่สังคมให้สังคมได้รับรู้ โดยเป็นการสร้างกระเเสที่ดี ที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดให้คนดูเป็นไปในทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้

สิ่งที่ได้เรียนรู้จาากผู้รู้ต่างๆในงานนี้ 

.

.

.

.

.

หมายเลขบันทึก: 575415เขียนเมื่อ 31 สิงหาคม 2014 07:02 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 สิงหาคม 2014 07:02 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

เป็นกำลังใจนะคะ เก่งจังเลยครับ ภูมิใจจริงๆ ค่ะ

-สวัสดีครับตนน่าฮัก(ฮักนะเชียงยืน)

-ติตตามกิจกรรมผ่านบันทึกแล้วน่าสนุกมากๆ ครับ

-เป็นกำลังใจให้นะครับ


-ขอขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาเเลกเปลี่ยนครับ... ขอบคุณครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี