เมื่อเช้านี้น้องโม รุ่นน้องนักกิจกรรมบำบัดได้ขอให้ผมได้ช่วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศิลปะบำบัดกับกิจกรรมบำบัด...
กิจกรรมบำบัดเป็นหนึ่งในวิชาชีพการแพทย์แผนปัจจุบันที่ต้องสอบขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตตามพรบ.การประกอบโรคศิลปะ ภายใต้สำนักงานสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข (ปัจจุบันมี 9 วิชาชีพ) คลิกอ่านงานวิชาการที่นี่ (อ้างอิงจากงานของผมที่ได้นำต่อยอดกิจกรรมบำบัดแนวใหม่หลายมิติ) กิจกรรมบำบัดชีวิต (อ้างอิงจากบล๊อกของผมที่ GotoKnow.Org) และกิจกรรมบำบัด (อ้างอิงจากวิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี; 24 พฤษภาคม 2557) ส่วนวิชาชีพทางแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ และนักกายภาพบำบัด จะอยู่ภายใต้สภาของแต่ละวิชาชีพ
ศิลปะบำบัดเป็นหนึ่งในกลุ่มการแพทย์ทางเลือก ภายใต้สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย การมีประสิทธิผล และความคุ้มค่า เพื่อยกระดับการเปิดสถาบันการศึกษาในไทย หรือการรับรองสถาบันการศึกษาต่างประเทศในกรณีไม่มีเปิดสถาบันการศึกษาในไทย หากมีการรับรองสถาบันก็อาจพิจารณายกร่างกฎหมายการประกอบโรคศิลปะในอนาคต คลิกอ่านงานวิชาการที่นี่ (อ้างอิงจาก: ชญานุช พิทยาปรีชานนฑ์. ศิลปะบำบัดในประเทศไทย. วารสารวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2008;7:14-29. และเวปไซด์ Therapeutickum (อ้างอิงจากนักศิลปะบำบัด...อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี)
ในข้างต้นคือ มิติความแตกต่างเชิงระบบในประเทศไทย แต่ผมอยากให้กัลยาณมิตรทุกท่านมองเห็นมิติความแตกต่างในระดับวิชาชีพสากล โดยอ่านบทความวิชาการที่นี่ (อ้างอิงจาก คือ Edwards D. Art Therapy. London: SAGE; 2004) กับ บทความวิชาการอีกเรื่องที่นี่ (อ้างอิงจาก TeBeest R., Kornstede K., Feldmann C., Harmasch L. The use of expressive arts in various occupational therapy settings. La Crosse: The University of Wisconsin.)
จากบทความทั้งสองฉบับ ผมได้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจพอสรุปดังต่อไปนี้:-
- หลายคนเข้าใจผิดนึกว่านักศิลปะบำบัดคือนักกิจกรรมบำบัด เพราะในช่วงปีค.ศ. 1980 นักศิลปะบำบัดทำงานร่วมกันกับนักกิจกรรมบำบัดในแผนกกิจกรรมบำบัดของรพ. และนักกิจกรรมบำบัดด้านสุขภาพจิตนิยมใช้ส่ื่อการบำบัดด้วยศิลปะเพื่อการสื่อสาร (Therapeutic Use of Expressive Art) แต่ค่อยๆใช้น้อยลงเมื่อเกิดมาตราฐานของสมาคมวิชาชีพนักศิลปะบำบัด
- ในทางการศึกษา ศิลปะบำบัดถูกสอนในระดับปริญญาตรีสำหรับนศ.ศิลปกรรมศาสตร์ แต่ถูกสอนหลังปริญญาสำหรับนศ.กิจกรรมบำบัด
- ในทางการใช้สื่อบำบัด นักศิลปะบำบัดนิยมใช้ทัศนศิลปะแยกชนิดของผลงาน (Visual Arts) เช่น การใช้สี การวาด หรือ การแกะสลัก ฯลฯ เพื่อให้ผู้รับบริการมีส่วนร่วมสร้างประสบการณ์และเข้าใจการเยียวยาภาวะโรค ขณะที่นักกิจกรรมบำบัดนิยมใช้สื่อศิลปะแบบผสมผสานและกลุ่มผลงานกับการฝึกความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่างๆ เช่น การละคร การเขียนสื่อสร้างสรรค์ การเล่นดนตรีที่ชอบ การเล่น การปั้น การถักทอ การแกะสลัก การวาดอิสระบนกระดาษและลงสี ฯลฯ เพื่อกระตุ้นหรือฝึกทักษะการรับความรู้สึก การรู้คิด และการสื่อสารความเข้าใจในความหมายต่อการพัฒนาความสุขความสามารถของผู้รับบริการทุกเพศวัยในบริบทโรงเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และ/หรือจิตสังคม
- นักศิลปะบำบัดจะย้ำให้ผู้รับบริการเรียนรู้ทั้งผลงานพร้อมๆกับกระบวนการ แต่นักกิจกรรมบำบัดจะย้ำให้ผู้รับบริการเรียนรู้กระบวนการมากกว่าผลงาน
- นักศิลปะบำบัดจะแนะนำแก่นเรื่องให้ผู้รับบริการสร้างผลงาน แต่นักกิจกรรมบำบัดจะเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการคิดและตัดสินใจเลือกอย่างอิสระว่า "ในช่วงการใช้เวลาว่างทำงานศิลปะ ผู้รับบริการจะเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และกระบวนการทำงานศิลปะชนิดใดก็ได้"
-สวัสดีครับอาจารย์
-ตามมาให้กำลังใจ
-สบายดีนะครับ
-วันนี้มีกล้วยไม้สวย ๆ มาฝากครับ
ขอบพระคุณมากครับคุณเพชรน้ำหนึ่ง คุณ seangja พี่นงนาท และคุณบุษยมาศ
การแยกวิชาชีพเป็นอีกสาขาก็มีทั้งข้อดีข้อจำกัดนะคะ ข้อดีคือการได้พัฒนาลงลึกในเนื้อหา ข้อจำกัดคือการบูรณาการให้เป็นเนื้อเดียวระหว่างสาขา เป็นเช่นนี้ทุกสาขาอาชีพคนนอกไม่รู้แต่คนในรู้แจ้งแทงทะลุ (แต่ไม่อยากเล่า)
พี่กำลังมองภาพใหญ่ของบริการว่า เรามีองค์ความรู้มากจริงๆ แต่เมื่อถึงเวลาเอาไปประยุกต์ใช้เรามีข้อจำกัด ข้อขัดข้องมากเหลือเกิน มันกุกๆ กักๆ ไปหมด
เห็นด้วยครับพี่ nui การมีข้อจำกัดแล้วยอมรับสู่การเปลี่ยนแปลงยังพอไหว แต่ถ้าการมีอัตตาในแต่ละวิชาชีพสร้างข้อจำกััดให้ผู้รับบริการนี่ทำให้ผมหมดแรงเอาไปเลยครับ ขอบพระคุณมากครับผม
ได้ความรู้เพิ่มเติมเลยครับ....
เพราะในกิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอที่ผมทำ...
มีทั้งวาดภาพ-คลิป-บทกลอน-เล่าเรื่อง ฯลฯ....
พอไ้ดอ่านบันทึกนี้ เริ่มเห็นมิติ สถานะของกิจกรรมที่จัดขึ้นบ้างแล้ว ครับ