สำหรับการพัฒนาเทคนิคการนิเทศนั้น ผมเริ่มต้นจากการสำรวจตนเองว่าชอบและเหมาะสมกับวิธีการนิเทศแบบใด ซึ่งตำราการนิเทศการศึกษาเขียนไว้เยอะ ในที่สุดก็ค้นพบว่า ผมมีความชอบ ความถนัด และมีความสามารถในการเขียนบทความทางวิชาการ โดยก่อนจะรู้ใจตัวเองก็เกิดจากตอนที่กำลังทำเรื่อง “ประชาธิปไตย” ใน พ.ศ.2529 นึกสนุกขึ้นมาเลยเขียนบทความเรื่องหนึ่งชื่อ “ฝันถึงประชาธิปไตยในสังคมบ้านเรา” แล้วส่งไปให้วารสาร “สารพัฒนาหลักสูตร” เขาพิจารณาตีพิมพ์ ปรากฎว่าเขาลงตีพิมพ์ให้ในฉบับที่ 58 ประจำเดือนมกราคม 2530 ผมดีใจอย่างที่สุด ลงทุนถ่ายเอกสารไปแจกให้พี่ๆเขาดู พี่ๆเขาเห็นท่าทีผมเขาคงนึกขำ และเอ็นดู พี่คนหนึ่งเขาพูดให้กำลังใจ ผมจำสาระได้ว่า
“สิ่งพิมพ์ประเภทวารสารหรือหนังสือพิมพ์ ถือว่าเป็นสื่อสารมวลชนแขนงหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถถ่ายทอดความคิด หลักการ และแนวปฎิบัติของผู้เขียนไปสู่สาธารณชนในวงการอาชีพนั้นๆได้อย่างกว้างขวาง ประหยัด ทำได้ในปริมาณมาก และกระจายไปทั่วประเทศ สามารถถึงมือผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว การที่วารสารต่างๆนำเรื่องลงตีพิมพ์จำหน่ายนั้นถือได้ว่า เรื่องที่เขียนมีคุณค่า ที่ได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะบรรณาธิการแล้ว ซึ่งเปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากเขาจะสรรหาจากหลายๆเรื่องที่คิดว่ามีประโยชน์และเป็นที่สนใจของผู้อ่านแล้ว ยังคำนึงถึงชื่อเสียงของผู้เขียนด้วยว่าเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงการนั้นเพียงใด”
ช่างเป็นเสียงสวรรค์ที่เพิ่มพลังใจแก่ผมจริงๆ จากนั้นไม่นานผมก็เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยขึ้นมาอีกหลายเรื่อง และการจะเขียนได้นั้นผมต้องศึกษาค้นคว้ามากมาย เพราะกลัวจะขายหน้าเขา ปรากฎว่าเรื่องต่อมาเขาไม่ตีพิมพ์ แต่ก็ไม่ละความพยายาม ได้พยายามพัฒนาวิธีการเขียนส่งไปอีก ปรากฎว่ามีเรื่องที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยได้รับการตีพิมพ์อีกหลายเรื่องเช่น
“ประชาธิปไตยในวิถีชีวิต”
“ประชาธิปไตยในสายเลือด”
“แนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียน”
“ประชาธิปไตยในการเข้าแถวเคารพธงชาติของนักเรียน”
“บรรยากาศแบบประชาธิปไตย”
ขอเล่าเรื่องการเขียนบทความทางวิชาการต่อในตอนต่อไปครับ
ประสบการณ์การเป็นศึกษานิเทศก์ของผม (ตอนที่ 3)
การจะเขียนได้นั้นผมต้องศึกษาค้นคว้ามากมาย เพราะกลัวจะขายหน้าเขา ปรากฎว่าเรื่องต่อมาเขาไม่ตีพิมพ์ แต่ก็ไม่ละความพยายาม ได้พยายามพัฒนาวิธีการเขียนส่งไปอีก
ความเห็น
- ปัจจุบันการเผยแพร่งานเขียนทางเว็บไซต์ยิ่งแพร่หลายรวดเร็วกว่าการตีพิมพ์ในรูปของเอกสารอีกค่ะ
- และเรายังได้ล่วงรู้ถึงความคิดเห็นของผู้อ่านงานของเราด้วย...เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
- เช่น gotoknow ค่ะ
- ผมเริ่มที่วารสารวิชาการครับ ตามด้วยวารสารสานปฎิรูป New school Bangkok post
- หลังจากอ่านงานของอาจารย์สมัยผมเป็นเด็กๆ
- ไม่อยากเขื่อว่าจะพบตัวเป็นๆในบันทึก
- ขอบคุณครับที่เขียนบทความไว้เป็นแนวทาง