ตอนเช้านี้ไปส่งลูกที่โรงเรียน ได้พบกับผู้ปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนคนละห้องกับลูกชาย ได้ทักทายและพูดคุยกัน ซึ่งปกติกับท่านนี้ก็จะแค่ยิ้มทักทายและผ่านไป ด้วยมีเหตุเกิดเมื่อวานตอนเย็นที่ลูกสาวของเขาได้เล่นกับเพื่อนคนนึงตอนเย็น และมีการทำร้ายร่างกายกัน โดยลูกสาวของเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำ และมีเพื่อนคนนึงเข้ามาช่วยไว้ ก็คงเป็นเรื่องไม่แปลกของคนส่วนมากที่หากลูกของเราถูกทำร้าย ก็จะรู้สึกไม่พอใจ เคืองใจ จึงขอเบอร์ผู้ปกครองของอีกฝ่ายจากครูประจำชั้น เพื่อพูดคุยกัน ความไม่พอใจยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูดคำว่า "ขอโทษ" ตั้งแต่ต้น ต้องคุยกันยาวจนสุดท้ายก็ขอโทษออกมาได้ แม่ดาวรับรู้ถึงความรู้สึกขุ่นเคืองใจของผู้ปกครองที่เล่าให้แม่ดาวฟัง
สิ่งที่แม่ดาวช่วยเขาได้ คือ การรับฟังอย่างเข้าใจและแสดงความห่วงใยด้วยความจริงใจ จากประสบการณ์ตัวเองเวลาที่เรากำลังรู้สึกใจขุ่น เคือง ๆ จะคับข้องใจ อยากจะระบายออก การมีใครสักคนที่ตั้้งใจ เข้าใจ แค่เขารับฟังก็ช่วยบรรเทาอาการใจร้อนๆ ให้สบายขึ้นได้บ้าง เมื่อฟังจบก็แสดงความคิดเห็นตามประสาคุณแม่ที่มีประสบการณ์ สอบถามว่าเคยสอนวิธีการป้องกันตัว หรือช่วยเหลือตัวเองเมื่อถูกเพื่อนแกล้งหรือทำร้ายหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เคย ก็เลยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเอง ยิ่งเป็นลูกสาวยิ่งควรสอนไว้เนาะ อันตรายมีมากมายในสังคม ไม่ใช่แค่ในรั้วโรงเรียน
สิ่งหนึ่งที่แม่ดาวยังไม่ได้บอกออกไป แค่คิดในใจ เพราะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม อารมณ์ผู้ฟังก็ยังไม่พร้อม คือ ทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราด่วนตัดสินสรุปความตามความรู้สึกของเราเอง เรามักมองว่าลูกเราถูกทำร้ายแบบจงใจจะทำร้าย แม่ดาวมองต่างตรงที่ว่า ทุกการกระทำของเด็กมันต้องมีสาเหตุ แต่สาเหตุที่ว่าคืออะไรแม่ดาวก็ยังไม่ทราบ ด้วยไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และยังไม่ได้พูดคุยกับเด็กๆ เลย แม่ดาวรู้จักกับเด็กทั้ง 2 คนพอสมควร ส่วนนึงที่ผู้ปกครองท่านนี้มาถามเพราะเขามักเห็นแม่ดาวเล่นกับเด็ก ๆ ตอนเย็นบ่อย ๆ และลูกเขามักพูดถึงแม่ดาวบ่อย ๆ ฮ่าๆๆๆๆ หัวหน้าแก๊งเด็ก
เท่าที่ทราบเด็กคนที่กระทำนั้น เป็นเด็กที่เป็นสมาธิสั้น เขาจะเล่นแรง มีอารมณ์รุนแรง โมโหง่าย ส่วนน้องที่ถูกกระทำจะร่าเริง เข้ากับคนง่ายไม่ได้ดูมีปัญหาอะไร ส่วนสาเหตุคืออะไรที่เป็นชนวน คงต้องชวนกันคุย ปัญหาเด็ก ๆ ส่วนมากเขาจะสามรารถจบกันเองได้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือปัญหาผู้ใหญ่ เท่าที่เห็นก็คงแค่หมางใจกันบ้างตามประสา คงจะดีมากหากทุกฝ่ายเข้าใจและเห็นใจกันและกัน
เรื่องนี้มีหลายแง่คิด อยากเน้น เรื่องการไม่ด่วนตัดสินพิพากษาสรุปความ เรื่องการใช้คำพูดในการสื่อสารกัน การพูดคำว่า "ขอโทษ" ตั้งแต่ต้น หากลูกของเราเป็นฝ่ายทำร้ายให้อีกฝ่ายต้องบาดเจ็บ แม้ยังไมทราบเรื่องราวก็ตาม จากนั้นก็ค่อยคุยลึกเข้าไปในเนื้อหา หลายครั้งที่พ่อแม่มักกลัวความผิด ไม่อยากเป็นฝ่ายผิด ใช้โหมดปกป้องตัวเองให้การพูดคุย จากเรื่องเล็ก ๆ ก็อาจบานปลายใหญ่โต ถึงเราไม่ทราบเรื่องราวว่าอะไรอย่างไรก็ตาม แม่ดาวคิดว่า การพูดคำว่า "ขอโทษ" เป็นการสร้างสัมพันธ์อันดี สร้างความผ่อนคลายให้อีกฝ่ายอยากคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่าจะใช้อารมณ์ เพราะเขาจะรู้สึกว่าเรามีความรับผิดชอบและพร้อมจะรับฟังจริงไหม
หากย้อนกลับไปหลายปีก่อน คำพูดว่า "ขอโทษ" และ "ขอบคุณ" แม่ดาวก็พูดยากนะคะกับคนในครอบครัว แต่หากอยากให้ลูกเรียนรู้และใช้คำพูดเหล่านี้ ที่ดีคือเริ่มจากการที่เราทำให้เห็นเป็นให้ดู
ขอบคุณนะคะที่อ่านข้อความยาว ๆ ของแม่ดาว และขอโทษนะคะหากข้อความไปกระทบใจใครบางคนจนทำให้รู้สึกขุ่นเคือง เหล่านี้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจ้า
จริงค่ะ เวลามีปัญหาเด็กๆ เขาจะจบกันเองได้ง่าย โดยผู้ใหญ่ไม่ต้องไปแทรกแซง
แต่ถ้าชัดเจนว่าลูกเราไปทำร้ายเพื่อน เราพ่อแม่ก็ต้องสอนให้เขาขอโทษ และไม่ให้ทำอีก
ตอนลูกพี่ยังเล็ก พ่อแม่เด็กที่เป็นเพื่อนลูกจูงลูกสาวมาบอกว่าลูกชายทำร้ายลูกสาวเขาบาดเจ็บ หัวโน พี่รับว่าจะจัดการให้ แต่ไม่เรียกเขามาดุว่าทันที (เพราะเราควรฟังที่มาที่ไปของเหตุการณ์ก่อน) ลูกเล่าว่าเล่นกัน แล้วเพื่อนล้มหน้ากระแทก เขาไม่ตั้งใจ
ก็พาลูกเดินไปขอโทษเพื่อนที่บ้าน แค่นี้ก็จบง่ายๆ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ
วัยอนุบาลเป็นวัยที่น่ารัก มีเรื่องน่ารักๆบ่อย
เด็กอาจแสดงคิวบู้ได้เหมือนสื่อที่ได้รับชมเลยทีเดียว
อ่านบันทึกเก่าน่ารักๆได้ที่นี่
เด็กที่ถูกกระทำ มีโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้เรื่องการหลบหลีก ป้องกันและอยู่รอด
เด็กที่เป็นคนทำ มีโอกาสดีที่จะได้รับการสอนกติกาสังคม
หากเป็นคนทำบ่อยๆครูและผู้ปกครองอาจต้องประเมินเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น(ADD)
โรคเกเร (conduct disorder) ได้โอกาสรักษาแต่เนิ่นๆ
อ่านเรื่องเด็กเกเร ที่นี่