ปฏิรูปรถไฟ..การศึกษา หรือหน่วยราชการ ไม่ใช่เรื่องง่าย

นับแต่เกิดเหตุ การฆ่าข่มขืนบนรถไฟ (อีกครั้ง) หลายคนก็เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่แก่ระบบบริการของสังคม และในหลาย ๆส่วนของสังคมก็เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบนี้กับองค์กรและกิจกรรมอีกมากมาย

แต่ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอะไรในสังคมไทยบ้าง....เราเห็นแต่ข่าวตำหนิผู้ว่าการรถไฟฯ (แน่นอนเขาผิดพลาดและบกพร่อง เขาต้องรับผิดชอบ.) โดยมิได้สะท้อนเหตุและความเป็นไป หรือรากเหง้าของปัญหาที่ช่วยให้คนเกิดปัญญาขึ้นเลย เรารู้สึกและอดคิดไม่ได้ว่า สังคมไทยของเรายังถนัดกับการหาแพะรับบาปและฆ่าแพะ แล้วก็หลอกกันว่า ปัญหาแก้ไขได้แล้ว...

เราเห็นว่านี่คือข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่การรถไฟฯ ต้องแก้ไข แต่อยากเชิญชวนให้พวกเรามองกว้างและมองลึกอีกสักนิด ปรากฏการณ์นี้คือฟางอีกเส้นหนึ่งที่ลุกไหม้อีกครั้ง และย้ำให้เห็นว่าสังคมไทยและคนไทยมากมาย มองทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่เคยพักพิจารณาให้ลึกซึ้ง ตามหลักปฏิจจาสมุปบาทหรืออริยสัจจ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ชอบแต่จะลุกขึ้นเรียกร้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกระต่ายตื่นตูม แล้วก็หายเงียบไป เหมือนมองไม่เห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่....

เราเห็นว่า คนไทยต้องยอมรับว่าบ้านเมืองของเรามีลักษณะแตกต่างจากสังคมอื่น สังคมไทยยังขาดการศึกษา เรายังมีคนไม่รู้หนังสืออีกหลายล้านคน ไม่นับผู้รู้หนังสือแต่ไม่มีปัญญาหลายล้านคน มีคนเห็นแก่ตัว ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม ไม่สนใจต่อหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสาธารณะอีกนับสิบล้านคน เรามีมิจฉาทิฐิสูงมาก เช่น เราลุ่มหลงกับตัวเลขภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่เราเป็นเพียงนอมินีของต่างประเทศ ขณะที่การผลิตภาคเกษตรอันเป็นความเข้มแข็งของเรา เราละทิ้งและปล่อยให้เกษตรกรตัวจริงล้มละลาย ด้วยแนวคิดพันธะสัญญาการผลิตแบบอุตสาหกรรม ภาคส่วนของการเงิน การบริโภคและเทคโนโลยีกลับเจริญรุดหน้าจนขาดสมดุล เป็นต้น

๓๐ กว่าปีก่อนเมื่อเปรียบเทียบประเทศของเราเป็นคนแล้ว เราจะบอกว่าเหมือนคนหัวเล็ก ตัวลีบ พุงโต แต่วันนี้ คนตัวเล็กนี้ ยังปัญญาอ่อนและเป็นอัมพฤกษ์อีกด้วย

มันอาจถึงเวลาที่เราจะต้องบอกตัวเองว่า “หยุด” ความเจริญบางด้านไว้ก่อน และ “เร่ง”สร้างชาติและพัฒนาสังคม ด้วยการเร่งพัฒนาคุณภาพและสติปัญญาของคน อย่างขนานใหญ่ พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ ปิดประเทศชั่วคราวเพราะต้องยอมรับว่า ประเทศเราเกือบล้มละลายแล้ว กลับตัวในขณะที่ทรัพย์ในแผ่นดินยังพอมีเหลือให้ฟื้นตัว ก่อนที่มูลค่ามรดกเหล่านี้กลายเป็นหนี้สินสังคมที่ใช้ต้นทบดอกไม่หมดไม่สิ้น ทางที่ควรเป็นคือชะลอความเจริญที่ล้ำยุคเกินสังคม และเร่งพัฒนาคุณภาพของคน ไปพร้อม ๆกันเราคงต้องรู้จักพอในบางเรื่อง และปฏิเสธบางเรื่องเป็น

หากเรามองเรื่องร้ายให้มีคุณค่าบ้างแล้ว การฆ่าข่มขืนบนรถไฟ เกิดเพราะระเบียบถูกละเลย เพราะการบริการขาดการตรวจสอบ เพราะเจ้าหน้าที่ขาดความรับผิดชอบ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่มีคุณภาพ เพราะหมดกำลังใจ เพราะรายได้ไม่พอ อนาคตในการงานไม่มี เพราะการบริหารไม่โปร่งใส ไม่ใส่ใจบริการ เพราะผู้บริหารและบอร์ด มาตามใจนักการเมือง เพราะการเมืองที่คิดแต่กอบโกยผลกำไรและเงื่อนไขอีกมากมาย

วงจรเหล่านี้ เกิดผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากวิธีทำย้อนกลับไปสู่ขั้นตอน กฎ กติกา ย้อนกลับไปสู่แผนปฏิบัติการ ย้อนกลับไปสู่แผนการตลาดและการบริหาร ย้อนกลับไปสู่แผนกลยุทธ์ ย้อนกลับไปสู่ยุทธศาสตร์ ย้อนไปสู่คำมั่นสัญญาของหน่วยงาน ย้อนกลับไปสู่อุดมการณ์ของคน ย้อนกลับไปสู่วัฒนธรรมขององค์กร ดังนั้น หากเราจะปรับเปลี่ยนเพียงวิธีทำ ก็จะแก้ไขปัญหาไม่ถึงรากถึงโคน ถึงเวลาแล้วที่มันต้องย้อนกลับมาถึงอุดมการณ์ของคนหรือวัฒนธรรมขององค์กร

เรื่องแบบนี้ จะแก้เพียงบางส่วนเสี้ยวโดยลำพังไม่ได้ มิฉะนั้น การรถไฟก็จะต้องเปลี่ยนแปลงมากมาย ชนิดว่าต้องรื้อองค์กรทิ้งแล้วตั้งใหม่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แก้รถไฟแล้ว แต่คุณภาพคนไม่แก้ รถไฟก็ไม่มีทางได้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือไม่แก้บอร์ดและการเมือง นโยบายการบริหารก็ไม่พ้นวังวนผลประโยชน์ สภาพแบบนี้เกิดขึ้นกับหน่วยงานและระบบราชการมานานหลายสิบปี การบินไทย ปตท. กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษา กระทรวงแรงงาน อุตสาหกรรม เป็นต้น จึงต้องค่อยแก้ไขแบบมีสติปัญญา ทำเร็วได้ในบางส่วน แต่ต้องทำช้าลงในบางส่วน สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ทิศทาง ชัดเจนและแม่นยำ

การเริ่มต้น ควรเริ่มจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม เห็นได้ชัด จับต้องได้ คือการปฏิบัติและระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ จากนั้นจึงค่อยแก้ไขให้ครอบคลุมไปถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของคน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความชัดเจนและมั่งคงของรายได้ เมื่อคนอยู่รอด แล้วจึงค่อยพัฒนาไปถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ และค่อยไปถึงการยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น ๆ กฎเกณฑ์จะข้ามพ้นไปสู่วินัยและจรรยาบรรณ หน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ จะข้ามพ้นไปสู่ศักดิ์ศรีและเกียรติยศ มาตรฐานองค์กรจะข้ามพ้นไปสู่อุดมการณ์ และทั้งหมดจะกลายเป็นจิตวิญญาณของคนและองค์กร

<p></p>

เรานับถือเพื่อนชาวญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเขาทำสิ่งที่น่ายกย่อง หากแต่เขามีและเข้าถึงศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของคนที่ควรยกย่อง เด็กญี่ปุ่นมีวินัย มุ่งมั่นและมีระเบียบ ไม่ใช่เพราะการสอนของครู หรือการบังคับของกฎหมายที่เข้มงวด แต่เพราะสังคมของเขาชัดเจนต่ออุดมการณ์และเคารพต่อจิตวิญญาณสาธารณะ

ปฏิรูป...ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องรู้ คิด เข้าใจความจริงและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยสติปัญญา